ขี้หูไม่ใช่แค่ของสกปรก แต่เป็นเกราะป้องกันสำคัญของหู
หลายคนมองว่า ขี้หู คือของเสียที่ต้องรีบเอาออก ให้หูโล่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จริงๆ แล้ว ขี้หู (Ear Wax หรือ Cerumen) ถูกสร้างขึ้นมาจากต่อมไขมันและต่อมเหงื่อในช่องหู เพื่อทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันโครงสร้างลึกๆ ภายในหู
ขี้หูช่วย:
ดักจับฝุ่น แบคทีเรีย เชื้อโรค และวัตถุขนาดเล็กไม่ให้เข้าไปทำลายเยื่อแก้วหู
เพิ่ม ความชุ่มชื้น ให้ผิวบริเวณช่องหู ไม่ให้แห้ง ลอก หรือคันง่าย
ทำหน้าที่เหมือน “ชั้นกันน้ำ” ช่วยปกป้องผิวบอบบางในช่องหูไม่ให้ระคายเคืองเมื่อมีน้ำเข้า
พูดง่ายๆ คือ ขี้หูไม่ใช่ศัตรูของหู แต่เป็นผู้ช่วยดูแลหูให้แข็งแรง หากอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม
สีและลักษณะของขี้หู บอกอะไรเราได้บ้าง
ขี้หูแบ่งได้คร่าวๆ เป็น 2 ประเภทหลัก คือ ขี้หูเปียก และ ขี้หูแห้ง ซึ่งมักถูกกำหนดจากพันธุกรรมของแต่ละคน สีของขี้หูที่ถือว่าอยู่ในช่วงปกติอาจแตกต่างกันได้ เช่น
สีขาวขุ่น
สีเหลือง
สีส้ม
สีน้ำตาลอ่อน
สีน้ำตาลเข้ม
โดยทั่วไป สีอ่อนมักเป็นขี้หูใหม่ ส่วน สีเข้มมักเป็นขี้หูที่สะสมมานานและมีเศษสิ่งสกปรกปนอยู่มากขึ้น
แต่ถ้าสังเกตเห็นขี้หูมีสีผิดไปจากเดิม เช่น
สีเขียว
สีดำ
สีน้ำตาลที่มีริ้วสีแดงปน
ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กเพิ่มเติมทันที เพราะอาจบ่งบอกถึงภาวะผิดปกติหรือการติดเชื้อได้
เมื่อขี้หูผลิตมากเกินไป จนกลายเป็นปัญหาอุดตัน
แม้ขี้หูจะมีประโยชน์ แต่เมื่อ ผลิตมากเกินไป และสะสมแน่นอยู่ในช่องหู ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ได้เหมือนกัน
สิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น
พันธุกรรม
การมีขนในหูจำนวนมาก
อาจทำให้หูของเราผลิตขี้หูมากเป็นพิเศษโดยธรรมชาติ แต่การมีขี้หูเยอะ ไม่ได้แปลว่าหูสกปรก หรือมีโรคเสมอไป เพียงแค่เมื่อสะสมจนแน่น ก็มีโอกาสทำให้เกิดภาวะ ขี้หูอุดตัน ส่งผลให้ได้ยินเสียงลดลงอย่างชัดเจน
หากปล่อยให้ขี้หูสะสมโดยไม่จัดการ อาจนำไปสู่อาการต่างๆ เช่น
การได้ยินลดลง
หูอื้อ ระคายเคือง หรือปวดหู
เวียนศีรษะ
มีเสียงดังในหู (หึ่ง วี้ด หรือจี่)
ปัญหาสุขภาพหูอื่นๆ ตามมา
ในหลายกรณีภาวะขี้หูอุดตัน ไม่ใช่เรื่องอันตรายร้ายแรง และอาการมักดีขึ้นเมื่อได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เช่น
หยอดยาช่วยให้อ่อนตัวและหลุดออกง่ายขึ้น
การเอาขี้หูออกด้วยเครื่องมือแพทย์โดยผู้เชี่ยวชาญ
ใครคือกลุ่มเสี่ยง “ขี้หูอุดตัน” มากกว่าคนอื่น
ภาวะขี้หูอุดตันสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย พบได้ใน
เด็กประมาณ 10%
ผู้ใหญ่ประมาณ 5%
แต่มีบางกลุ่มที่มีโอกาสเจอปัญหานี้บ่อยเป็นพิเศษ ได้แก่
ผู้ที่ใช้ เครื่องช่วยฟัง
คนที่สวมที่อุดหู หรือใส่หูฟังเป็นประจำ
ผู้ที่มีขนในหูเยอะผิดปกติ
ผู้ที่มีโรคผิวหนังบางอย่าง เช่น ภาวะผิวหนังอักเสบ
คนที่ชอบใช้ สำลีก้านแคะหูบ่อยๆ
ผู้ที่มีอายุเกิน 55 ปี
ผู้ที่มีความบกพร่องด้านพัฒนาการ
ผู้ที่มีช่องหูรูปร่างผิดปกติ ทำให้การระบายและกำจัดขี้หูตามธรรมชาติทำได้ยาก
ในบางคน ต่อมในหูผลิตขี้หูมากกว่าที่หูจะระบายออกได้ทัน ขี้หูส่วนเกินจึงค่อยๆ แข็งตัวและอุดตันอยู่ด้านใน เมื่อพยายามใช้สำลีก้านแคะหูเอง ขี้หูที่ควรค่อยๆ เคลื่อนออก อาจถูกดันให้ลึกเข้าไปจนแน่นกว่าเดิม
นี่จึงเป็นเหตุผลที่แพทย์ ไม่แนะนำให้ใช้สำลีก้านแหย่เข้าไปในรูหู
ปกติแล้วร่างกายของเราจะมีระบบจัดการตัวเองอยู่แล้ว ขี้หูเก่าจะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกสู่ด้านนอก พร้อมกับเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วและสิ่งสกปรกต่างๆ เราทำแค่เพียง เช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบๆ รูหูด้านนอก ก็เพียงพอ
ขี้หูอุดตัน VS เครื่องช่วยฟัง เมื่ออุปกรณ์กลายเป็นตัวขวางทางขี้หู
สำหรับคนทั่วไปขี้หูอุดตันก็สร้างความรำคาญมากพออยู่แล้ว แต่สำหรับ ผู้ใช้งานเครื่องช่วยฟัง ปัญหานี้อาจส่งผลเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่สุขภาพหูไปจนถึงประสิทธิภาพของเครื่องช่วยฟังโดยตรง
ขณะที่ปกติขี้หูจะค่อยๆ สร้างและหลุดออกเองตามธรรมชาติ แต่เมื่อเราใส่เครื่องช่วยฟังหรือหูฟังอยู่บ่อยๆ หรือใส่ปิดช่องหูไว้ตลอดทั้งวัน ขี้หูอาจถูกกักอยู่ด้านใน ไม่สามารถหลุดออกได้ตามปกติ จึงสะสมมากขึ้นและอุดตันได้ง่าย
ภาวะที่มีขี้หูมากเกินไปจากการใส่หูฟังและเครื่องช่วยฟัง อาจทำให้ขี้หูติดค้างอยู่ในช่องหู และยังอาจไปเกาะอยู่ที่:
ช่องรับเสียงของเครื่องช่วยฟัง
ปลายท่อนำเสียง
จุกยาง หรือพิมพ์หูของอุปกรณ์
การทำความสะอาดขี้หูออกจากเครื่องช่วยฟังอย่างสม่ำเสมอ จึงสำคัญมาก เพราะไม่เช่นนั้นทั้งหูและเครื่องก็จะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพไปพร้อมกัน
ถ้าไม่จัดการขี้หูอุดตัน จะเกิดอะไรกับการได้ยินและเครื่องช่วยฟัง
เมื่อขี้หูสะสมหนาแน่นและไม่ได้รับการจัดการ ผลกระทบจะไม่ใช่แค่ “ได้ยินเบาลงนิดหน่อย” แต่สามารถรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้เต็มๆ โดยเฉพาะคนที่พึ่งพาเครื่องช่วยฟังในการสื่อสาร
อาการที่อาจเกิดขึ้น เช่น
การได้ยินลดลงอย่างชัดเจน
หูอื้อ ระคายเคือง หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรอุดอยู่ในหู
มีเสียงดังในหู (Tinnitus)
รู้สึกไม่สบายหูหรือปวดหู
สำหรับผู้ใช้งาน เครื่องช่วยฟัง จะมีสัญญาณเตือนที่สังเกตได้เพิ่มขึ้น เช่น
เครื่องช่วยฟังมี เสียงหวีดแหลมเล็ดลอดออกมา
รู้สึกว่าเสียงจากเครื่องช่วยฟังเบากว่าปกติ
ต้องคอยปรับเสียงให้ดังขึ้นบ่อยๆ
บางครั้งเครื่องช่วยฟังอาจเงียบสนิท เหมือนไม่มีเสียงออกมาเลย
หลายครั้งปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากตัวเครื่องช่วยฟังเสีย แต่เกิดจาก ขี้หูอุดตันในหู หรือขี้หูไปเกาะปิดช่องเสียงของเครื่อง ต่างหาก
ดูแลเครื่องช่วยฟังอย่างไร ให้หูโล่ง เครื่องทำงานเต็มประสิทธิภาพ
การดูแลเครื่องช่วยฟังให้สะอาดคือหนึ่งในกุญแจสำคัญ ที่ช่วยลดการสะสมของขี้หูและลดโอกาสเกิดการอุดตัน ทั้งในหูและในอุปกรณ์ของเราเอง
เคล็ดลับการดูแลเครื่องช่วยฟังเพื่อรับมือกับปัญหาขี้หูอุดตัน:
ทำความสะอาดเครื่องช่วยฟัง ทุกครั้งหลังถอดใช้งาน
ใช้ผ้าแห้ง เช็ดเบาๆ บริเวณตัวเครื่องภายนอก
- ใช้แปรงเล็กๆ ปัดทำความสะอาดบริเวณ:
ช่องรับเสียง
ปลายท่อนำเสียง
พิมพ์หู หรือจุกยาง
เมื่อทำความสะอาดเสร็จ ให้เก็บเครื่องช่วยฟังไว้ในกล่องที่มี สารดูดความชื้น เพื่อช่วยลดความชื้นสะสมภายในอุปกรณ์
การดูแลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดโอกาสที่ขี้หูจะไปอุดตันช่องเสียง ยืดอายุการใช้งานของเครื่อง และช่วยให้การได้ยินของคุณคมชัดขึ้นด้วย
หากพบว่าขี้หูอุดแน่น จนไม่สามารถทำความสะอาดเครื่องช่วยฟังได้ด้วยตัวเอง หรือสงสัยว่าขี้หูอุดตันในหูจนมีผลต่อการได้ยิน การนำเครื่องช่วยฟังและตัวคุณเองไปพบผู้เชี่ยวชาญที่ศูนย์บริการเครื่องช่วยฟัง เป็นวิธีที่ปลอดภัยและช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด
สรุป: ขี้หูไม่ได้น่ากลัว ถ้าดูแลให้ถูกวิธี
ขี้หูมีหน้าที่ปกป้องหู ช่วยรักษาความชุ่มชื้น และกันสิ่งแปลกปลอม
การผลิตมากเกินไป หรือพฤติกรรมอย่างการใช้สำลีก้านแคะหู อาจทำให้เกิดภาวะขี้หูอุดตันได้
ผู้ใช้งานเครื่องช่วยฟังเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ
อาการได้ยินเบา เสียงหวีด หรือเสียงหายจากเครื่องช่วยฟัง อาจไม่ได้เกิดจากเครื่องเสียเสมอไป แต่อาจมาจากขี้หูอุดตันทั้งในหูและในอุปกรณ์
การทำความสะอาดเครื่องช่วยฟังสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการแคะหูเองลึกๆ คือกุญแจลดปัญหานี้ในระยะยาว
ใครที่ใช้เครื่องช่วยฟังอยู่ ลองเริ่มจากเช็กง่ายๆ ว่าวันนี้คุณดูแลทั้งหูและเครื่องช่วยฟังดีพอหรือยัง ถ้าเริ่มต้นที่การทำความสะอาดเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นกิจวัตร ปัญหาใหญ่เรื่องขี้หูอุดตันก็จะห่างออกไปอีกมากทีเดียว

