สามหญิงสามโลก: มนุษย์ หมอผี และผีที่รอชำระแค้น
หญิงสาวที่ชีวิตถูกตามหลอกหลอนแบบไร้ทางออก
หมอผีหญิงที่ต้องใช้พลังร่างทรงเพื่อปกป้องคนที่ตัวเองรัก
และผีที่เก็บสะสมความอาฆาตข้ามภพชาติ
คือสามแกนหลักของ ‘Runaway หนีไปก็ตายเปล่า’ ซีรีส์แซฟฟิกแนวสยองขวัญที่มาเขย่าตลาดซีรีส์ไทย ด้วยโทนเรื่องเข้มข้น พล็อตระทึกทุกตอน และตัวละครที่แต่ละคนต้องแลกทั้งใจและร่างกายเพื่อแบกเรื่องนี้ไปด้วยกัน
ซีรีส์เรื่องนี้ถูกจับตามองตั้งแต่ยังไม่ออนแอร์ เพราะ
ดัดแปลงจากนิยายที่มีฐานแฟนเหนียวแน่น
ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศสยองที่มาพร้อมดราม่าเข้มๆ
แคสต์นักแสดงนำได้น่าสนใจ และแต่ละคนต้องเจอบทที่ผลักตัวเองสุดทาง
มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์ ในบท “วิน” หญิงที่ไม่ใช่แค่เห็นผี แต่โดนเจ้ากรรมนายเวรตามเล่นงานจนใช้ชีวิตแบบ “คนปกติ” ไม่ได้อีกต่อไป
ปลายฟ้า ศิระอาชา สมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปวง VIIS มารับบท หมอผีหญิง ที่ภาพจำไม่เหมือนหมอผีไทยแบบเดิมเลย
ปิดท้ายด้วย เปียโน-ณิชาพัชร์ น้ำทรัพย์อนันต์ ที่เปิดตัวสู่โลกซีรีส์ครั้งแรกด้วยบท ผี ที่มีมิติและแรงอาฆาตซับซ้อนชนิดแจ้งเกิดได้ทั้งวงการการแสดง
ครั้งแรกที่ได้รู้พล็อต: ทั้งผี ทั้งหมอผี ทั้งคนหนีตาย
เปียโน (จอมขวัญ)
บทแรกในชีวิต แถมเป็นผีทันที เปียโนยอมรับตรงๆ ว่า
ตอนแรกไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวละคร
ไม่รู้ว่าต้องเจ็บแค้นขนาดไหนถึงกลายเป็นผีที่อาฆาตหนักขนาดนั้น
แต่พอเข้าเวิร์กช็อป อ่านบทลึกขึ้น เธอเริ่มมองเห็นเงาของ “คนที่ถูกทำร้าย” อยู่ข้างในผีตัวนี้ มันเลยไม่ใช่แค่การทำตัวให้น่ากลัว แต่ต้องเล่นให้คนรู้สึกได้ถึงบาดแผลด้วย
ปลายฟ้า (บุญ)
ปลายฟ้าเห็นบทครั้งแรกแล้วโดนใจเลย เพราะเป็นคนชอบหนังผีมากอยู่แล้ว ถึงไม่ต้องเล่นเป็นผีแต่ได้เล่นเป็น “คนปราบผี” ก็ว่าท้าทายสุดๆ
เธอบอกว่าที่ไทยแทบไม่เคยเห็น “หมอผีผู้หญิง” ในซีรีส์หรือหนัง
แถมบุญต้องเป็นคนที่คอยปกป้องคนอื่น ในชีวิตจริงปลายฟ้ายอมรับว่าแทบไม่เคยได้อยู่ในโหมดนี้
เลยมองว่านี่คือโอกาสทองที่พลาดไม่ได้ และเป็นประสบการณ์ใหม่ในชีวิตแบบที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เลย
มิวสิค (วิน)
มิวสิคเล่าว่าตัวเองไม่เคยอ่านนิยายมาก่อน ตอนแคสต์คือแทบไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังจะเจอกับอะไร
ตอนเริ่มอ่านบทแบบจริงจัง เธอบอกว่า รู้สึกคลื่นไส้ไปเลย เพราะ
วินคือคนที่ต้อง “รับทุกอย่างไว้คนเดียว”
ต้องเห็นผีตลอดเวลา ต้องผ่านเหตุการณ์เฉียดตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เวิร์กช็อปช่วยให้เธอเข้าใจวินมากขึ้น โดยเฉพาะการต้องเล่นเคมีกับปลายฟ้าตั้งแต่วันแรก ทั้งที่เพิ่งเจอกันแต่ต้องรู้สึกเหมือนเจอเนื้อคู่ ส่วนเปียโนที่ต้องมาจองล้างจองผลาญวิน มิวสิคแอบขำว่า “สวยขนาดนี้จะให้กลัวยังไงไหว” จนปลายฟ้าแซวว่า “สวยแบบนี้ ใครจะปราบลงคะ”
ดีไซน์หมอผีหญิงครั้งแรกในซีรีส์ไทย
คำถามที่ทุกคนสนใจคือ หมอผีหญิงจะออกมาในโทนไหน
ปลายฟ้าเล่าว่าตัวเองตั้งใจมากว่า บุญจะไม่ใช่หมอผีสายโอเวอร์แอ็กติ้ง
ไม่ใช่แบบลุกมาหยิบของขึ้นมาสวดทุกสองวินาที
ในเรื่อง บุญคือคนที่มีวิชาอาคมติดตัวแบบแน่นๆ
มีวิธีรับมือและต่อสู้กับผีที่หลากหลายจน “ผียังต้องเกรง”
หมอผีตัวนี้เลยไม่ได้มีเสน่ห์แค่เพราะเก่งเรื่องไสยศาสตร์ แต่เพราะนิ่ง สุขุม และยืนอยู่ในจุดที่กล้าปกป้องคนอื่นด้วย
สามคนนี้กลัวผีกันจริงไหม
คำถามที่เลี่ยงไม่ได้กับซีรีส์สยองขวัญคือ: สรุปแล้วกลัวผีกันหรือเปล่า
มิวสิคบอกว่าทั้งเธอและปลายฟ้ากลัวผี
แต่พอถึงคิวเปียโน ทุกอย่างกลับตลบหลัง
เปียโนสารภาพว่า เธอชอบผี และเคยอยากเจอจริงๆ ด้วยซ้ำ ตอนเด็กๆ เคยวิ่งกับเพื่อนไปตามหาผีในหมู่บ้าน และเคยบอกในไลฟ์ว่าตัวเองไม่อยากเล่นยูริหวานๆ แต่อยากเล่นดราม่าหนักๆ แบบหนังสยองที่มีมิติมากกว่า
ประสบการณ์ “เห็นผีจริง” ของปลายฟ้า
เรื่องไม่จบแค่ว่าใครกลัวผีหรือไม่กลัว เพราะปลายฟ้าคือคนที่ เห็นผีจริงมาตั้งแต่เด็ก
เธอเล่าว่าแม้โตแล้วก็ยังเจอ ล่าสุดตอนอยู่เกาหลีในช่วงที่กำลังอ่านบทซีรีส์เรื่องนี้คนเดียวในห้อง
เธอชอบอ่านบทออกเสียงเพื่อให้จำได้ง่าย
จังหวะเงยหน้าขึ้นมองกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนระเบียงด้านหลัง
เห็นเป็น “ผู้ชายยืนอยู่” ชัดๆ
ปลายฟ้าตัดสินใจทำเป็นไม่เห็น แล้วอ่านบทต่อจนเริ่มทนความเงียบไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องมุดเข้าผ้าห่ม
พอถามว่าทำให้เข้าใจบทมากขึ้นไหม เธอบอกว่า
ถึงเห็นผีบ่อย แต่ไม่เคย “ชิน” ได้เลย
เคยต้องไปทำพิธีปิดตาเพื่อให้เห็นน้อยลง แต่สุดท้ายก็ยังเห็นอยู่ดี
โชคดีที่ในกองมีทีมงานคนหนึ่งที่ “เห็นเหมือนกัน” คอยสอนว่า ถ้าเรามีเซนส์แบบนี้ หนีไม่พ้น สิ่งที่ต้องทำคือ ทำใจให้แข็งและปรับตัวเอง ให้ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เห็นให้ได้ โดยไม่ถามมันตลอดเวลา
สิ่งนี้กลายมาเชื่อมกับบทของบุญ ที่ต้องอยู่กับการเห็นผีเป็นเรื่องปกติในชีวิต และในขณะเดียวกัน ปลายฟ้าก็ต้องเรียนรู้ตัวเองไปพร้อมกับตัวละคร
อะไรที่ “เหมือน” และ “ไม่เหมือน” ตัวละครของตัวเอง
ปลายฟ้า vs “บุญ”
ปลายฟ้ามองว่าตัวเองกับบุญเหมือนกันในหลายเรื่อง
เป็นคนพูดน้อย โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งรู้จัก
ไม่ถนัดเรื่องมนุษยสัมพันธ์เท่าไหร่
ถ้าชอบใครจะยิ่งเงียบ ยิ่งเกร็ง พูดไม่ออกไปอีก
บุญในซีรีส์ก็เป็นคนแบบนี้เหมือนกัน ภายนอกนิ่ง แต่ข้างในมีความรู้สึกเยอะมาก เพียงแค่ไม่ค่อยแสดงออก
มิวสิค vs “วิน”
มิวสิคบอกว่าตัวเองไม่ค่อยเหมือนวินเท่าไหร่
ตัวจริงเป็นคนเงียบ อินโทรเวิร์ต พลังงานต่ำ ชอบอยู่กับตัวเอง
ส่วนวินเคยเป็น “คนปกติ” มาก่อน แต่ถูกเหตุการณ์เหนือธรรมชาติค่อยๆ ดูดพลังชีวิตออกไป
การเล่นวินเลยกลายเป็นการหาจังหวะต่างระหว่าง “ตอนยังไม่เห็นผี” กับ “ตอนถูกผีรุมเร้า” ซึ่งมีไดนามิกที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา
เปียโน vs “จอมขวัญ”
ก่อนตาย จอมขวัญคือ
ลูกคนเล็กจากตระกูลดี
ถูกพ่อแม่คาดหวังสูง
ภายนอกดูเป็นคุณหนู เอาแต่ใจ (ตรงนิดๆ ตามที่เปียโนแซวตัวเอง)
แต่ถ้าอ่านเรื่องไปเรื่อยๆ จะเห็นว่า
จอมขวัญเป็นคนให้ใจกับคนรอบตัวมาก
เป็นห่วงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ
ยอมทำทุกอย่างเพื่อคนที่รัก
เปียโนรู้สึกว่าตัวเองคล้ายตรงที่ รักอิสระ ไม่ชอบอยู่ในกรอบ แต่ถ้าต้องยอมเพื่อให้ได้อิสระในแบบที่ตัวเองต้องการ ก็พร้อมจะทำ
สิ่งที่ไม่เหมือนอย่างชัดเจนคือ
จอมขวัญถูกคลุมถุงชน ในขณะที่ครอบครัวของเปียโนปล่อยเสรี
บ้านของเธอไม่มีวันที่จะจับคู่ให้ลูก ถ้าลูกรักใคร เขาก็พร้อมจะรักด้วย
ส่วนตัวจริงของเปียโนเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว ไม่ค่อยเก็บแค้นเป็นปีแบบจอมขวัญ เพราะเชื่อว่าถ้าอยากมีชีวิตที่มีความสุข ต้องจัดการความรู้สึกตัวเองก่อน
การบ้านกองโตของทั้งสาม ก่อนจะเป็นวิน บุญ และจอมขวัญ
ปลายฟ้า
การบ้านหลักของปลายฟ้าคือการ “นิ่ง”
ปกติเป็นคนวอกแวกง่าย ไม่ค่อยสังเกตตัวเองว่าทำอะไรยังไงในแต่ละวัน
แต่บุญเป็นคนที่ใช้สายตาและความเงียบเล่าเรื่องเยอะมาก
เธอเลยต้อง
เริ่มสังเกตพฤติกรรมตัวเองละเอียดขึ้น
ฝึกสมาธิให้ตัวเองนิ่งกว่าปกติ
ทบทวนทุกประโยคที่ตัวละครพูดว่า “พูดแบบนี้เพราะรู้อะไรอยู่ในใจ” ไม่ใช่แค่พูดส่งๆ
เปียโน
เพราะนี่คือซีรีส์เรื่องแรกในชีวิต ทุกอย่างสำหรับเปียโนคือ “การบ้าน”
ต้องเรียนรู้การแสดงหน้ากล้องตั้งแต่ศูนย์ แถมรับบทเป็นผีที่สติแตก
ต้องควบคุมการออกเสียง เพราะตัวจริงพูดเร็วและบางคำพูดไม่ชัด
เธอเล่าว่าคำอย่าง “สะเปะสะปะ” เคยพูดเป็น “สะเบะสะบะ” โดยไม่รู้ว่าพูดผิด สิ่งที่กดดันคือพอพูดผิดหรือหลุด พี่ๆ ในกองก็ต้องถ่ายใหม่ทั้งหมด ทำให้กลัวว่าจะทำให้คนอื่นเสียเวลา
มิวสิค
สำหรับมิวสิค ความท้าทายคือ “ร่างกายตัวเอง”
บทของวินต้องเล่นกับลมหายใจ ความกลัว และสภาวะทางกายที่ตึงเครียดตลอดเวลา
ตารางถ่ายคือฟีลวงจรอุบาทว์: เลิกสี่ทุ่ม นอนห้าทุ่ม ตีสี่ครึ่งต้องตื่นไปทำงานต่อ
เธอกังวลว่าตัวเองจะดูแลร่างกายยังไงให้พร้อมสำหรับการร้องไห้แบบเหมือนไม่เคยร้องมาก่อนในวันถัดมา
เพื่อโฟกัสกับงานจริงๆ มิวสิคถึงขั้น
ลบเกมทั้งหมดที่เล่นเป็นประจำ
หยุดเล่นทั้งเกมปลูกผัก เกมในคอม และ PS5
เพราะนี่คือการรับบทนำแบบเต็มตัวครั้งแรก เธออยากให้คนดูเห็นว่าเธอทุ่มเทกับเรื่องนี้มากแค่ไหน
ศึกใหญ่ที่ต้องสู้: ไม่ใช่แค่ผี แต่คือใจของตัวเอง
ปลายฟ้าบอกว่าความท้าทายหลักของเธอคือ “ตัวเอง”
ตัวจริงไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ยิ่งเจองานใหม่ยิ่งกลัว
เวลาทำงานในโหมดศิลปิน ร้อง เต้น มันไปอัตโนมัติได้ เพราะชินแล้ว
แต่การแสดงคือดินแดนใหม่ที่ต้องบิ๊วท์ใจตัวเองทุกครั้งก่อนเข้าฉาก
เธอต้องคอยบอกตัวเองว่า
ต้องทำได้
ถ้าทำไม่ได้ก็ยังมีทีมงานและเพื่อนนักแสดงที่พร้อมซัพพอร์ต
“อะไรที่ใหม่สำหรับเรา เราจะกลัวเสมอ แต่ในเมื่อเราผ่านอย่างอื่นมาได้แล้ว ครั้งนี้เราก็ต้องผ่านไปให้ได้เหมือนกัน”
เปียโนเองก็ต้องสู้กับ “เสียงในหัว” ของตัวเองเหมือนกัน
เธอกลัวว่าถ้าเล่นแล้วคนดูจะรู้สึกตลกแทนที่จะกลัว
เสียงพูดจริงของเธอไม่ได้ฟีลผีหลอน แต่เป็น “ผีแบ๊ว” มากกว่า
ถ้าไม่แต่งหน้า ไม่จัดแสง เธอเองก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองน่ากลัวเลย
ดังนั้นทุกฉากของจอมขวัญ เปียโนต้องบอกตัวเองว่า
เราต้องสร้าง “ความน่ากลัว” ให้ได้จริงๆ
ไม่ใช่แค่เล่นแค้น แต่ต้องอินเต็มกับคาแรกเตอร์จนคนเชื่อ
เรื่องเจ้ากรรมนายเวร: เชื่อไม่เชื่อ แต่อะไรทำไว้ก็ต้องชดใช้
ในพาร์ตโปรโมต มีคำถามหนึ่งที่โยนให้คนดูว่า “คุณเชื่อเรื่องเจ้ากรรมนายเวรไหม” คำถามเดียวกันถูกส่งต่อมาถึงสามนักแสดงนำด้วย
ปลายฟ้า เชื่อว่า “ทุกการกระทำมีผลตามมา” ไม่ว่าจะดีหรือร้าย สิ่งนั้นแหละคือเจ้ากรรมนายเวร ซึ่งไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบผี อาจเป็นผลของการกระทำที่ย้อนกลับมาหาเรา
มิวสิค ก็เชื่อ แม้จะไม่เคยเจอเจ้ากรรมนายเวรแบบตรงๆ แต่คนรอบตัวเคยเจอ และปีที่ผ่านมามีคนทักว่าเป็นปีชง เป็นปีที่ใช้กรรม เวรกรรมเลยอาจจะไม่ได้มาในรูปเพียงผีเท่านั้น
เปียโน มองว่าเจ้ากรรมนายเวรไม่จำเป็นต้องหมายถึงคนที่เราเคยทำให้เขาเจ็บแล้วเขากลับมาแก้แค้น แต่เชื่อในแนวคิดว่า “Everything happens for a reason” เหมือนที่ปลายฟ้าพูดไว้ ทุกอย่างมีเหตุและผลของมันเสมอ
บทนี้สำคัญต่ออาชีพนักแสดงของพวกเธอยังไง
มิวสิค
มิวสิคยอมรับว่า ตัวเองเคยเคลียร์ “เส้นแบ่งระหว่างตัวเองกับตัวละคร” ไม่ค่อยชัดในอดีต เคยมีประสบการณ์เล่นบทแล้วออกจากอารมณ์ไม่ได้ และเรื่องนี้ก็พาเธอกลับไปใกล้จุดนั้นอีกครั้ง
เธอต้องใช้วิธีฟังเสียงขันทิเบต หรือปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ทุกคืนเพื่อระบาย
เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลย มันจะติดอยู่ในหัวจนออกจากคาแรกเตอร์ไม่ได้จริงๆ
เรื่องนี้เลยกลายเป็นบทเรียนใหญ่ในอาชีพการแสดงของเธอ ว่า
ถ้าจะเดินบนเส้นทางนี้ต่อไป ต้องแยกให้ชัดว่า “นี่คือการทำงาน” กับ “นี่คือชีวิตจริง”
และเธอยังแอบกังวลเรื่องนี้กับเปียโนด้วย เพราะเวลาทำเวิร์กช็อป เปียโนมักจะซึมยาวหลังจากจบฉากหนักๆ
เปียโน
เปียโนมองว่าซีรีส์นี้อาจเป็น จุดเปลี่ยนสำคัญ ในชีวิตการแสดงของเธอ
บทจอมขวัญมีมิติและ plot twist เยอะมาก
ถึงจะไม่ได้มีซีนออกมาเยอะเท่าบุญหรือวิน แต่ความคาดหวังที่คนดูมีต่อ “ผี” นั้นสูงมาก
เธอบอกอย่างมั่นใจและแอบขำไปด้วยว่า
ถ้าเล่นไม่ถึง คนดูจะผิดหวังหนักมาก
แต่ถ้าเล่นดี คนอาจจะ “ปลื้มผี” ไปเลย
ซึ่งความคิดนี้เองทั้งกดดันและท้าทายเธอสุดๆ
ปลายฟ้า
ปลายฟ้ามองว่าซีรีส์เรื่องนี้คือ “ครูที่ดีมากๆ” ในชีวิต
เธอได้ลองผิดลองถูกต่อหน้าคนทำงานที่พร้อมจะสอนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่
บรรยากาศในกองไม่มีใครกดดันใคร ทำให้เธอสนุกกับการเรียนรู้การแสดงจริงๆ
มันเลยไม่ใช่แค่โปรเจกต์งานหนึ่ง แต่เป็นประสบการณ์ที่เธอบอกว่า จะไม่มีวันลืม เพราะมันทั้งสนุก ทำให้เติบโต และทำให้ได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลายคน
เคมีครั้งแรก: จากแฟนคลับ BNK สู่เพื่อนร่วมซีรีส์ผี
มิวสิคเล่าว่าความรู้สึกตอนเจอปลายฟ้าและเปียโนครั้งแรก กับตอนนี้ต่างกันมาก แต่ในทางที่ดีขึ้น
แวบแรกที่เจอคือ “สวยทั้งคู่เลย แล้วนี่มาเล่นหนังผีกันจริงๆ เหรอ”
พอได้รู้จักกันมากขึ้น การคุย การเล่นกัน ทำให้เห็นว่าทั้งคู่เหมาะกับบทที่ได้รับมากๆ
ปลายฟ้าเสริมว่าการเวิร์กช็อปช่วยละลายพฤติกรรมเร็วมาก แต่สิ่งที่น่ารักคือ
ตอนอยู่มัธยมที่ชลบุรี ปลายฟ้าเคยรู้จักมิวสิคจาก BNK มาก่อนแล้ว
วันหนึ่งได้มาเจอตัวจริงและต้องเล่นเป็นคู่กัน มันเลยเหมือน “แฟนคลับได้มาเล่นซีรีส์กับคนที่ตัวเองเคยตามอยู่”
ส่วนเปียโนก็แอบมีความกลัวของตัวเองตอนรู้ว่าต้องเล่นเป็นจอมขวัญ
เธอกลัวว่าพอทีมรู้ว่าเธอไม่มีผลงานซีรีส์มาก่อน จะมีคนผิดหวัง
กลัวว่าจะเป็นตัวถ่วงเวลาให้คนอื่น เพราะอีกสองคนมีประสบการณ์งานเยอะกว่า
แต่พอได้เริ่มทำงานจริงๆ เปียโนรู้สึกชัดเจนว่า
ทั้งมิวสิคและปลายฟ้าไม่ใช่คนที่กั๊กเทคนิคหรืออยากเด่นคนเดียว
ทุกคนพร้อมช่วยกัน และทำให้ทีมผู้หญิงชุดนี้กลายเป็นทีมที่เธออยากทำงานด้วยจริงๆ
สามมุมมองต่อซีรีส์ GL และการ “ไม่ฟิกซ์ความรัก”
เมื่อถามว่าปกติดูซีรีส์แนว GL กันอยู่แล้วไหม คำตอบของแต่ละคนก็น่าสนใจไม่แพ้บทที่เล่น
มิวสิค บอกตรงๆ ว่าไม่ได้ดู GL เยอะ เพราะชีวิตจริงของเธออยู่ในความ GL ตั้งแต่แรกแล้ว เธอเคยเปิดตัวว่าชอบผู้หญิง เลยตั้งใจไว้ว่าสักวันหนึ่งอยากรับบทในซีรีส์ GL ให้ได้ และ Runaway ก็เป็นเวทีที่ทำให้ฝันนี้เกิดขึ้นจริง
ปลายฟ้า เล่าว่าตอนทำงานในพาร์ตศิลปิน มักมีคนมองว่าลุคเธอ “นางเอกๆ” แต่ในใจลึกๆ เธออยากเป็นพระเอกมากกว่า อยากหลุดจากกรอบที่ว่าผู้หญิงต้องเล่นแต่บทแบบหนึ่ง พอมีโอกาสได้เล่นบทแบบพระเอกใน GL เธอเลยรู้สึกว่ามันคือการสานฝันตัวเอง แต่ถึงลุคจะดูหวาน ความจริงคือเธอไม่ได้ทำตัวหวานๆ เป็นเลย ชอบอะไรเท่ๆ ตั้งแต่แรก เลยคิดว่าต้องง่าย…แต่สุดท้ายก็ยอมรับว่า ไม่ง่ายเลยสักนิด
เปียโน เคยมีช่วงหนึ่งที่อินกับเสน่ห์ของผู้หญิงเท่ๆ คาแรกเตอร์ชัดๆ เหมือนที่เธอเคยชอบพี่หลิงหลิง เธอเลยอยากเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์และคาแรกเตอร์น่าจดจำแบบนั้นบ้าง พอมีโอกาสได้เล่นซีรีส์ GL ที่ไม่ใช่แค่ความรักหวานๆ แต่มีความหลอน ความเข้มข้น เธอเลยอยากลองเต็มที่
วงการซีรีส์ GL ไทยในสายตาของพวกเธอ
ปลายฟ้า มองว่าวงการตอนนี้กำลังไปในทิศทางที่ดีมาก
ซีรีส์ GL มีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ
และที่สำคัญคือช่วยทำให้ความรักแบบหญิง-หญิง ชาย-ชาย หรือรูปแบบไหนก็ตาม กลายเป็นเรื่อง “ปกติ” มากขึ้น
เธอมองว่าความรักควรเป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ ไม่ต้องแบ่งแยกว่าคู่นี้ถูกหรือผิด การที่มีซีรีส์แบบนี้เพิ่มขึ้น เลยเป็นสัญญาณที่ดี และเธอเชื่อว่ามันจะไปได้ไกลกว่านี้อีก
เปียโน รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงขึ้นเร็วมาก
จากยุคที่ BL ครองตลาด จนตอนนี้ GL เริ่มมีที่ยืนของตัวเองชัดเจนขึ้น
แต่สิ่งที่ทำให้ Runaway แตกต่างคือมันเป็น GL ผีเรื่องแรก
ไม่ใช่แค่เล่าเรื่องคู่รัก แต่มีชั้นของความสัมพันธ์ การชำระเวรกรรม และบรรยากาศสยองขวัญที่ถักรวมกัน ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองชอบแนวนี้มากเป็นพิเศษ
มิวสิค กลับมองอีกมุมหนึ่ง เธอบอกว่าแทบไม่ค่อยนับเรื่องนี้เป็น GL เต็มตัวด้วยซ้ำ
เพราะในเรื่องไม่ได้เน้น love line จัดๆ
เธอรู้สึกว่าช่วงหลังมีการ “ฟิกซ์โพสิชัน” ใน GL เยอะขึ้น ทั้งเรื่องว่าใครต้องเป็นบทแบบไหน คู่จะต้องวางตำแหน่งกันยังไง
สำหรับมิวสิค มันจริงจังเกินไปในแง่นั้น เธอเลยอยากให้คนดู มองเรื่องนี้เป็น “ชีวิตของคนคนหนึ่งที่ต้องเจอกับอีกคนหนึ่ง” มากกว่าการมานั่งคิดว่าคู่ไหนต้องอยู่ในบทบาทอะไร
เธออยากให้คนดูลอง
ดูความสัมพันธ์ในเรื่องนี้แบบไม่ติดป้าย
ค้นหาความหมายของคำว่า “รัก” ในแบบของตัวเองผ่านสิ่งที่ตัวละครแต่ละคนทำ
เพราะในที่สุดแล้ว ถ้าเรามองว่าตัวละครทั้งหมดคือ “คน” ที่กำลังต่อสู้กับชีวิตของตัวเอง เราจะสบายใจที่จะอยู่กับพวกเขามากกว่าการฝืนจับคู่ หรือบังคับให้ใครต้องเล่นบทไหนเพื่อสนองภาพจำ
สรุป: Runaway ไม่ได้พาเราหนีจากความกลัว แต่พาไปเจอ “ตัวเอง” เต็มๆ
Runaway หนีไปก็ตายเปล่า ไม่ได้เป็นแค่ซีรีส์ผี หรือแค่ซีรีส์ GL แต่คือเรื่องราวของ
คนที่ถูกกรรมเก่าล้อมไว้จนแทบไม่เหลือทางหายใจ
หมอผีหญิงที่ต้องแข็งแรงทั้งกายและใจมากกว่าที่ตัวเองคิด
ผีที่ไม่ได้เกิดจากความน่ากลัวล้วนๆ แต่เป็นผลจากความเจ็บปวดที่ไม่มีใครรับฟัง
และเบื้องหลังตัวละครทั้งสามนี้ ก็คือผู้หญิงสามคนที่กำลังใช้เรื่องนี้พิสูจน์ทั้งความสามารถและหัวใจของตัวเองในฐานะนักแสดง
ถ้าอยากดูซีรีส์ผีที่ไม่ได้มีดีแค่ตุ้งแช่ แต่มีเลือดเนื้อ ความสัมพันธ์ และคำถามเรื่องเวรกรรมแบบจุกๆ ‘Runaway หนีไปก็ตายเปล่า’ คืออีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลยจริงๆ

