ในช่วงปีที่ผ่านมา ใครที่ติดตามข่าวฮาร์ดแวร์น่าจะรู้สึกตรงกันว่า “ของแพงขึ้นทุกอย่าง” ตั้งแต่ RAM ที่ราคาพุ่งไม่หยุด ไปจนถึงการ์ดจอที่เปิดตัวล่าช้าเพราะปัญหาซัพพลาย และล่าสุด ข่าวที่กำลังทำให้ตลาดคอมพิวเตอร์สะเทือน คือ SSD กำลังจะเข้าสู่ช่วงราคาขาขึ้นครั้งใหญ่ จากปัญหาการขาดแคลน NAND Flash ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ SSD
สถานการณ์นี้ไม่ได้มาแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มีสัญญาณชัดเจนว่ากำลัง “แรงและเร็ว” กว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะข่าวลือและรายงานจากแหล่งอุตสาหกรรมที่ระบุว่า Samsung เตรียมขึ้นราคา NAND มากถึง 100% ในช่วงไตรมาสแรก และลูกค้ารายใหญ่ก็ได้รับการแจ้งล่วงหน้าไปแล้วเรียบร้อย

เกิดอะไรขึ้นกับตลาด NAND และ SSD
ปัญหาหลักที่อยู่เบื้องหลังวิกฤตรอบนี้คือ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดเกินกว่าที่ซัพพลายเชนโลกจะรับมือได้ทัน การมาของ AI ไม่ได้กระทบแค่ฝั่งซอฟต์แวร์ แต่ลากเอาฮาร์ดแวร์แทบทุกชนิดขึ้นมาด้วย ตั้งแต่ GPU, DRAM, ไปจนถึง NAND Flash
NAND เป็นหน่วยความจำที่ใช้เก็บข้อมูลถาวร และเป็นส่วนสำคัญของ
SSD
สมาร์ตโฟน
เซิร์ฟเวอร์
ดาต้าเซ็นเตอร์
เมื่อ AI ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลและความเร็วในการประมวลผลสูงขึ้น ความต้องการ NAND ก็เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดทันที

Samsung ขึ้นราคา NAND แรงถึง 100% เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวเล็ก
รายงานจาก ETNews ระบุว่า Samsung ได้ปรับขึ้นราคา NAND ในสัญญาระยะยาว (LTA) กับลูกค้ารายใหญ่ เช่น
Apple
NVIDIA
AMD
โดยการขึ้นราคานี้มีตัวเลขสูงกว่า 100% ภายในไตรมาสแรกเดียว ซึ่งถือว่ารุนแรงมากในอุตสาหกรรมชิป
แม้การขึ้นราคาจะเริ่มจากสัญญาระดับองค์กรก่อน แต่ผลกระทบแทบจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะไหลลงมาถึงตลาดผู้บริโภค เพราะเมื่อชิปแพงขึ้น ต้นทุน SSD ก็แพงขึ้นตามแบบตรงตัว

ราคาที่เห็นในร้านวันนี้ อาจยังถือว่าถูก
ถ้ามองจากสถานการณ์ค้าปลีกในตอนนี้ จะเห็นสัญญาณชัดว่า ราคา SSD กำลังไต่ขึ้นแทบทุกวัน ข้อมูลจาก PCPartPicker ชี้ว่า
ราคา SSD โดยเฉลี่ย เพิ่มขึ้นแล้วราว 18% ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025
SSD แทบทุกความจุ ทุกแบรนด์ ปรับราคาขึ้นพร้อมกัน
และที่น่ากังวลคือ ตัวเลขนี้ยังไม่สะท้อนผลกระทบเต็มรูปแบบจากการขึ้นราคา NAND รอบล่าสุดด้วยซ้ำ หากราคา NAND เพิ่มขึ้นจริงตามรายงาน ราคา SSD ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอาจดูแพงกว่าตอนนี้อย่างเห็นได้ชัด
พูดกันตรง ๆ คือ ราคาปัจจุบันอาจกลายเป็น “ของถูก” เมื่อมองย้อนกลับไป

แล้วทำไมไม่เพิ่มกำลังการผลิต NAND ล่ะ
หลายคนอาจคิดว่า ถ้าชิปขาด ก็แค่เพิ่มกำลังผลิต แต่ความจริงกลับไม่ง่ายแบบนั้น เพราะอุตสาหกรรมหน่วยความจำกำลังเผชิญปัญหาซ้อนปัญหา
ในช่วงที่ DRAM ขาดแคลนหนัก บริษัทใหญ่ ๆ อย่าง
Samsung
SK hynix
มีแนวโน้มจะ ปรับสายการผลิตไปโฟกัส DRAM มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้
ปริมาณ NAND ในตลาดไม่ได้เพิ่ม
อำนาจต่อรองของผู้ผลิตสูงขึ้น
ราคาสัญญา NAND ยิ่งแพงขึ้นเพื่อทำกำไรสูงสุด
กล่าวคือ ต่อให้มีความต้องการ NAND สูงขึ้น ผู้ผลิตก็ไม่ได้รีบเพิ่มซัพพลาย เพราะการจำกัดปริมาณกลับให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
ทำไมผู้ใช้ PC ถึง “แทบทำอะไรไม่ได้”
หัวใจของปัญหานี้คือ ราคาฮาร์ดแวร์แพงขึ้นพร้อมกันหลายชิ้น ไม่ใช่แค่ SSD อย่างเดียว
RAM แพง
SSD กำลังแพง
GPU เปิดตัวช้าและของขาด
CPU บางรุ่นราคาไม่นิ่ง
เมื่ออัปเกรดชิ้นหนึ่ง ก็ต้องเจอราคาสูงอีกหลายชิ้นตามมา ทำให้การอัปเกรด PC กลายเป็นเรื่องที่ “ไม่คุ้ม” สำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยเฉพาะเกมเมอร์
และเมื่อมองไปข้างหน้า เทรนด์ AI ยังไม่มีทีท่าว่าจะชะลอ ความต้องการ
DRAM
NAND
ชิปประมวลผล
จะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่า ยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจนว่าราคาเหล่านี้จะกลับมาปกติเมื่อไร
ผลกระทบกับใครบ้าง
ผู้ใช้ทั่วไป
ซื้อ SSD ใหม่แพงขึ้น
อัปเกรดเครื่องยากขึ้น
เกมเมอร์
ต้องชะลอการอัปเกรด PC
เกมยุคใหม่กินพื้นที่มาก แต่ SSD ความจุสูงราคาแรง
ตลาด PC โดยรวม
ยอดขายชะลอตัว
ผู้บริโภคเลือกใช้ของเดิมนานขึ้น
ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์
ทำกำไรต่อชิ้นสูงขึ้น
แต่เสี่ยงยอดขายลดในระยะยาว
แนวโน้มต่อไป: อาจต้อง “อดทน” อีกหลายไตรมาส
จากภาพรวมทั้งหมด สิ่งที่ชัดเจนคือ ตลาด SSD กำลังเข้าสู่ช่วงตึงตัว และผู้บริโภคแทบไม่มีเครื่องมือรับมือมากนัก นอกจาก
ชะลอการอัปเกรด
ใช้ฮาร์ดแวร์เดิมให้นานขึ้น
เลือกอัปเกรดเฉพาะจุดที่จำเป็นจริง ๆ
สำหรับเกมเมอร์และผู้ใช้ PC ทั่วไป ช่วงเวลานี้อาจเป็นช่วงที่ต้อง “บอกลาแผนอัปเกรด” ไปก่อนอีกหลายไตรมาส จนกว่าซัพพลายเชนโลกจะเริ่มปรับสมดุลได้อีกครั้ง
บทสรุป
วิกฤต NAND และการขึ้นราคา SSD ครั้งนี้ ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นผลพวงจากการเติบโตของ AI ที่เปลี่ยนสมดุลอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ทั้งระบบ เมื่อ RAM แพง SSD แพง และชิปขาดพร้อมกัน ผู้บริโภคจึงแทบไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากรอให้พายุลูกนี้ผ่านไป
ที่มา wccftech

