ภาพรวมทัศนศึกษาประหยัดงบ 2569–2570 สำหรับโรงเรียนต่างจังหวัด
การทัศนศึกษาไม่ใช่แค่การพานักเรียนออกนอกห้องเรียน แต่คือการจัดประสบการณ์เรียนรู้นอกสถานที่ให้เด็ก ๆ ได้ทั้งสาระ ความประทับใจ และเรื่องเล่ากลับบ้านไปแบ่งปันกับผู้ปกครอง
ในปีการศึกษา 2569–2570 โรงเรียนต่างจังหวัดต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่ายหลายด้าน ทั้งค่าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และค่าครองชีพที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและค่าขนส่ง ทำให้การวางแผนทัศนศึกษาอย่างมืออาชีพและประหยัดงบเป็นเรื่องจำเป็น
ภาครัฐจึงเข้ามาช่วยลดภาระ ผ่านทั้ง เงินอุดหนุนรายหัว, โครงการ Back To School 2026 และแนวทางสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา ซึ่งโรงเรียนสามารถใช้เป็นฐานในการวางแผนทริปทัศนศึกษาใกล้บ้านอย่างคุ้มค่า
หลักคิดในการจัดทัศนศึกษาประหยัดงบ
1. กำหนดงบประมาณบนฐานข้อมูลจริง
การวางงบทัศนศึกษาต้องเชื่อมกับภาพรวมค่าใช้จ่ายของนักเรียนและโรงเรียนในปีเดียวกัน โดยมีข้อมูลสำคัญจากภาครัฐและตลาด เช่น
เงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนต่อปี
ก่อนประถม: 325 บาท
ประถม: 400 บาท
มัธยมต้น: 500 บาท
มัธยมปลาย: 550 บาท
ปวช.1–3 (สถานประกอบการ): 950 บาท
ค่าอุปกรณ์การเรียน
ก่อนประถม: 145 บาท/ภาคเรียน
ประถม: 220 บาท/ภาคเรียน
มัธยมต้น–ปลาย: 260 บาท/ภาคเรียน
ค่าชุดนักเรียนจริงในตลาดปี 2569
อนุบาล–ประถม: ประมาณ 400–800 บาท/ชุด (รวมชุดพละ)
มัธยม: ประมาณ 500–1,200 บาท/ชุด
ผู้ปกครองส่วนใหญ่ซื้อ 2–3 ชุด/คน
การรู้ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้โรงเรียนประเมินกำลังจ่ายของผู้ปกครอง และกำหนดงบทริปต่อหัวอย่างเหมาะสม ไม่กดดันครัวเรือนมากเกินไป
2. วางแผนล่วงหน้าควบคู่กับมาตรการรัฐ
ปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และยกระดับคุณภาพการเรียนรู้โดยตรง เช่น
- แนวทางสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา ครอบคลุม 5 ด้านหลัก
ค่าจัดการเรียนการสอน (ก่อนประถม 2,040 บาท, ประถม 2,280 บาท, มัธยมต้น 4,200 บาท, มัธยมปลาย 4,560 บาท/คน/ปี)
ค่าอุปกรณ์การเรียน
ค่าเครื่องแบบนักเรียน
ค่าหนังสือเรียน
ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (ซึ่งสามารถครอบคลุมกิจกรรมทัศนศึกษาได้ หากวางโครงการให้ตรงกรอบ)
- การปรับระเบียบเครื่องแต่งกายให้ผ่อนปรน เช่น
อนุญาตให้ใช้ชุดเดิม ไม่บังคับซื้อใหม่
ไม่บังคับซื้อชุดลูกเสือเต็มรูปแบบ
ลดข้อกำหนดเรื่องรองเท้าและกระเป๋า
ปรับการปักชื่อบนเสื้อเหลืออักษรย่อโรงเรียน
โรงเรียนสามารถใช้ช่วงที่มีโครงการลดค่าครองชีพ เช่น Back To School 2026 (30 เม.ย.–31 พ.ค. 2569 ลดสูงสุด 86%) เป็นจังหวะในการจัดซื้ออุปกรณ์และเตรียมกิจกรรม เพื่อให้ทัศนศึกษามีต้นทุนรวมต่ำลง
3. จัดลำดับเป้าหมายการเรียนรู้
ก่อนเลือกสถานที่ ต้องตอบให้ได้ว่า ทริปนี้ต้องการเสริมอะไรให้ผู้เรียน เช่น
เน้น วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ → ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ
เน้น ประวัติศาสตร์และโบราณสถาน → พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
เน้น สิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่า → สวนสัตว์เปิดเขาเขียว, Sea Life Bangkok Ocean World
เน้น ศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัย → DIB Bangkok Art Museum, ตลาดน้อย–เจริญกรุง
การชัดเจนในเป้าหมายช่วยให้ทุกงบที่จ่ายไปตอบโจทย์ผลลัพธ์การเรียนรู้ ไม่ใช่จ่ายเพื่อความสนุกอย่างเดียว
ไอเดียแหล่งเรียนรู้ใกล้บ้านสำหรับต่างจังหวัด
จากข้อมูลสถานที่ทัศนศึกษาและแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน มีหลายแห่งที่เชื่อมโยงเนื้อหาวิชาหลากหลาย และสามารถเป็นต้นแบบการเลือก “แหล่งใกล้บ้าน” ของโรงเรียนต่างจังหวัดได้
1. แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (กรุงเทพฯ)
แหล่งรวมโบราณวัตถุสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย เปิดวันพุธ–อาทิตย์ 08.30–16.00 น. เหมาะสำหรับวิชาประวัติศาสตร์และสังคมศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (อยุธยา)
มีวัดและโบราณสถานสำคัญ เช่น วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ เป็นพื้นที่ให้เด็กเรียนรู้การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทยณ สัทธา อุทยานไทย (ราชบุรี)
พื้นที่ 42 ไร่แบ่งเป็น 17 โซน รวบรวมหุ่นขี้ผึ้งเสมือนจริงของบุคคลสำคัญ นำเสนอด้วยเทคโนโลยีร่วมสมัย เหมาะกับวิชาประวัติศาสตร์ สังคมศึกษา และจริยธรรม
2. แหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และพลังงาน
ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ
ศูนย์เรียนรู้ดาราศาสตร์ เปิดอังคาร–อาทิตย์ 09.00–16.00 น. มีโปรแกรมท้องฟ้าจำลองและนิทรรศการเกี่ยวกับดาราศาสตร์ เหมาะกับวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง (นนทบุรี)
แหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ เด็ก ๆ เรียนรู้ตั้งแต่แหล่งพลังงานธรรมชาติ ไปจนถึงระบบผลิตและส่งไฟฟ้า ผ่านเกมและสื่อผสม ที่สำคัญคือ ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องจองล่วงหน้า
3. แหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติ สัตว์ และเกษตร
Milk Museum by CP-Meiji (สระบุรี)
ศูนย์การเรียนรู้กระบวนการผลิตนมและโยเกิร์ต แบ่งเป็น 4 โซน มีฐานเรียนรู้เกี่ยวกับการผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ นมเปรี้ยว และโยเกิร์ต เชื่อมโยงวิชาวิทยาศาสตร์ โภชนาการ และเกษตรกรรม เปิดจันทร์–ศุกร์ 09.00–16.30 น.สวนสัตว์เปิดเขาเขียว (ชลบุรี)
แหล่งเรียนรู้สัตว์ป่าและการอนุรักษ์ธรรมชาติ มีสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ พร้อมกิจกรรมให้อาหารและเรียนรู้พฤติกรรมสัตว์สวนนงนุชพฤกษศาสตร์ (ชลบุรี)
ศูนย์รวมพันธุ์พืชและดอกไม้ มีการจัดแสดงทางศิลปวัฒนธรรม การแสดงช้าง และกิจกรรมเรียนรู้ด้านพฤกษศาสตร์และวัฒนธรรม
4. แหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะ ภาพยนตร์ และชุมชน
หอภาพยนตร์ (นครปฐม)
รวบรวมมรดกภาพยนตร์ไทย มีนิทรรศการและโรงภาพยนตร์ศรีศาลายา ให้นักเรียนเรียนรู้ภาพยนตร์ในฐานะงานศิลป์และสื่อสาร เหมาะกับประถมปลาย–มัธยม วิชาภาษาไทย ศิลปะ และสังคมศึกษาDIB Bangkok Art Museum (กรุงเทพฯ)
พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่รีโนเวตจากโกดังเก่า มี Sculpture Garden และ Courtyard กว้าง 1,400 ตร.ม. เหมาะกับนักเรียนสายศิลปะตลาดน้อย–เจริญกรุง (กรุงเทพฯ)
ชุมชนเก่าชาวจีนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ใกล้เคียงมีพื้นที่ศิลปะชื่อดัง เช่น River City Bangkok, ATT 19, Talat Noi Street Art ช่วยเสริมจินตนาการและแรงบันดาลใจ
วิธีค้นหาและคัดเลือกสถานที่ทัศนศึกษาใกล้บ้านให้คุ้มค่า
เมื่อโรงเรียนต่างจังหวัดต้องเลือกสถานที่ใกล้บ้านเพื่อประหยัดค่าเดินทาง การคัดเลือกอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ทุกบาทที่จ่าย “คุ้มค่า” ทั้งด้านการเรียนรู้และความปลอดภัย
1. ตรวจสอบเนื้อหาการเรียนรู้ให้สอดคล้องหลักสูตร
เชื่อมสถานที่กับ กลุ่มสาระ เช่น วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศิลปะ ภาษาไทย ฯลฯ
ใช้แนวทางโครงการ สพฐ. ด้าน กิจกรรมทัศนศึกษา เรียนรู้สู่โลกกว้าง (Learn to the world) เป็นกรอบวางวัตถุประสงค์
พิจารณาว่าแต่ละสถานที่มีนิทรรศการ กิจกรรม หรือฐานเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ทักษะ เช่น การคิดวิเคราะห์ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์
2. ประเมินความปลอดภัยและความพร้อมของสถานที่
รัฐบาลปี 2569 ยกระดับ “โรงเรียนปลอดภัย” เป็นวาระเร่งด่วน โดยมี MOU ระหว่าง ศธ. กับ 18 หน่วยงานด้านสาธารณสุข มหาดไทย ตำรวจ และหน่วยงานสังคม เพื่อวางระบบความปลอดภัยนักเรียนแบบครบวงจร
ในส่วนของทัศนศึกษา โรงเรียนควร
ตรวจสอบความพร้อมด้าน ระบบไฟฟ้า อาคาร สภาพพื้นที่เล่นและเดิน
ประเมินเส้นทางการเดินทางและความเสี่ยงด้านการขนส่ง
ตรวจสอบว่ามีมาตรการดูแลนักเรียนเป็นกลุ่มใหญ่หรือไม่ เช่น ณ สัทธา มีที่จอดรถรองรับรถบัสมากกว่า 30 คัน
3. เลือกสถานที่ที่มีกิจกรรมเสริมทักษะ
สถานที่บางแห่งไม่ได้มีแค่การดูนิทรรศการ แต่มี Workshop และกิจกรรมเสริมทักษะ เช่น
ณ สัทธา อุทยานไทย: กิจกรรม Workshop เสริมการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์
ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.: เกมและอุปกรณ์จำลองให้เด็กลงมือสัมผัส
ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ: โปรแกรมท้องฟ้าจำลองเปลี่ยนตามเดือน ทำให้เชื่อมกับบทเรียนได้หลากหลาย
การเลือกสถานที่ที่ “ให้เด็กได้ลงมือทำ” จะเพิ่มคุณภาพของทริปโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบมาก
เทคนิคจองรถทัศนศึกษาให้ได้ราคาถูก
ค่าเดินทางเป็นส่วนใหญ่ของงบทริป โดยเฉพาะโรงเรียนต่างจังหวัดที่ต้องเดินทางข้ามจังหวัด การวางแผนการจองรถอย่างเป็นระบบจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก
1. เปรียบเทียบผู้ให้บริการ
สำรวจทั้งรถบัสและรถตู้ในพื้นที่ เพื่อดูราคาเหมาคันและเงื่อนไขบริการ
พิจารณาปัจจัยเรื่อง ค่าขนส่ง ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานในปี 2569 ซึ่งถูกพูดถึงในหลายมาตรการภาครัฐ
2. จองล่วงหน้าและเลือกวันเดินทางที่ราคาดี
จากประสบการณ์ของศูนย์การเรียนรู้และสถานที่ยอดฮิต เช่น กฟผ. Learning Center มักเต็มเร็วในช่วงวันหยุด โรงเรียนจึงควร
เลือกวันธรรมดาที่ราคาค่าเช่ารถและการจองสถานที่มักไม่สูงเท่าวันหยุด
จองล่วงหน้าให้ผู้ให้บริการสามารถวางแผนเส้นทางและให้ราคามิตรภาพมากขึ้น
3. ต่อรองแพ็กเกจเหมาคัน
เมื่อรวมกลุ่มนักเรียนเป็นจำนวนมาก โรงเรียนสามารถต่อรองได้ เช่น
เหมาคันรถบัสพร้อมคนขับและน้ำมันในราคาเดียว
ขอรวมบริการย่อย เช่น รับ–ส่งครูผู้ควบคุม หรือแวะจุดเรียนรู้เพิ่มเติมระหว่างทาง
การต่อรองแบบ “แพ็กเกจครบ” มักช่วยลดค่าใช้จ่ายต่อหัวได้มากกว่าเช่ารถแยกหลายเที่ยว
เทคนิคจองตั๋วเข้าชมและกิจกรรมให้ประหยัด
นอกจากค่าเดินทาง ค่าบัตรเข้าชมและกิจกรรมเสริมก็เป็นส่วนที่ทำให้งบทริปสูง หากวางแผนดีจะลดได้อย่างมีนัยสำคัญ
1. ใช้โควต้าโรงเรียนและจองเป็นหมู่คณะ
หลายสถานที่ออกแบบโครงสร้างค่าเข้าชมสำหรับกลุ่มนักเรียน เช่น
หอภาพยนตร์: มีโรงหนังสำหรับนักเรียนในจังหวัดนครปฐม
Sea Life Bangkok Ocean World: มีการจัดแสดงและกิจกรรมสำหรับผู้เรียนรู้ทุกวัย ซึ่งมักมีรูปแบบบัตรหมู่คณะ
โรงเรียนควรติดต่อสถานที่โดยตรงเพื่อสอบถาม ราคากลุ่ม และเงื่อนไขพิเศษสำหรับโรงเรียน
2. ใช้โปรโมชันออนไลน์และโครงการ Back To School 2026
กระทรวงพาณิชย์จัดโครงการ “Back To School 2026” ลดราคาสินค้าและบริการด้านการศึกษาสูงสุด 86% ครอบคลุมกว่า 1,000 รายการ เช่น
เครื่องแบบนักเรียน รองเท้า ถุงเท้า
เครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน โต๊ะและเก้าอี้นักเรียน
สินค้าไอทีและแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต
คอร์สเรียนพิเศษและบริการส่งของ
แม้ไม่ได้ลดค่าบัตรเข้าชมโดยตรง แต่ลดภาระค่าใช้จ่ายอื่น ทำให้โรงเรียนและผู้ปกครองมีพื้นที่งบประมาณเหลือมากขึ้นสำหรับกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เช่น ทัศนศึกษา
นอกจากนี้ยังมี E-Catalog ให้ประชาชนสแกน QR Code เพื่อดูราคาส่วนลดและสั่งซื้อออนไลน์ ช่วยให้โรงเรียนวางแผนการจัดซื้อของประกอบกิจกรรมได้อย่างคุ้มค่า
3. ตรวจสอบสิทธิส่วนลดจากหน่วยงานรัฐ
แนวทางสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา และการเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวในปี 2569 สะท้อนว่ารัฐตั้งใจให้กิจกรรมอย่างทัศนศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาผู้เรียน โรงเรียนจึงควร
ตรวจสอบงบ ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ว่าสามารถใช้กับทริปทัศนศึกษาได้ในกรอบโครงการใด
ใช้เอกสารแนวทางจาก สพฐ. ที่เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี เป็นฐานการเขียนโครงการและเบิกจ่ายงบอย่างถูกระเบียบ
ตัวอย่างแพ็กเกจทัศนศึกษาประหยัดงบตามระดับชั้น
จากข้อมูลราคาชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และเงินอุดหนุนรายหัว สามารถใช้เป็นกรอบคิดประมาณการค่าใช้จ่ายต่อหัวสำหรับทริปทัศนศึกษา โดย ไม่ระบุเป็นตัวเลขตายตัว แต่เสนอแนวทางจัดแพ็กเกจที่สมดุลระหว่างภาระผู้ปกครองกับคุณภาพกิจกรรม
1. ระดับประถมศึกษา
แนวทางแพ็กเกจ
เลือกสถานที่ใกล้โรงเรียน เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หรือแหล่งเรียนรู้ชุมชน เพื่อให้ค่าเดินทางต่ำ
ใช้วิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์เป็นหลัก ใช้เอกสารจากโครงการ “ศึกษาแหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียน” ในชุดแนวทาง สพฐ. เป็นกรอบวางกิจกรรม
ประเมินงบต่อหัวโดยอ้างอิงว่า ผู้ปกครองในปี 2569 มีแนวโน้มซื้อชุดนักเรียน 2–4 ชุดต่อคน (ตามข้อกำหนดแต่ละโรงเรียน) และมีกำลังซื้อ “ทรงตัว” โรงเรียนจึงควรระมัดระวังไม่เพิ่มภาระซ้ำซ้อน
2. ระดับมัธยมศึกษา
แนวทางแพ็กเกจ
เลือกสถานที่ที่มีเนื้อหาลึกขึ้น เช่น ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ หอภาพยนตร์ Sea Life Bangkok Ocean World อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา หรือ DIB Bangkok Art Museum
เชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและค่ายวิชาการ เช่น ค่ายวิทยาศาสตร์หรือค่ายประวัติศาสตร์
ใช้เงินอุดหนุนค่าอุปกรณ์การเรียน (260 บาท/ภาคเรียน) และค่าเครื่องแบบ (500–550 บาท/ปี) เป็นฐานในการวางช่วงเวลาทริปไม่ให้ชนกับช่วงที่ผู้ปกครองต้องจ่ายก้อนใหญ่
3. ระดับอาชีวะ/ปวช. (จัดโดยสถานประกอบการ)
แนวทางแพ็กเกจ
ใช้สถานที่ที่มีเนื้อหาด้านอาชีพและเทคโนโลยี เช่น ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สวนนงนุช (ด้านการจัดการพื้นที่และการท่องเที่ยว) ตลาดน้อย–เจริญกรุง (ด้านธุรกิจชุมชนและศิลปะ)
พิจารณาเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบสำหรับปวช.1–3 ที่ 950 บาท/ปี และค่าอุปกรณ์การเรียน 520 บาท/ปี เป็นฐานกำหนดภาระงบทริป
สรุปและเช็กลิสต์เตรียมงานทัศนศึกษาประหยัดงบ
เพื่อให้ทริปทัศนศึกษาประหยัดงบของโรงเรียนต่างจังหวัดเป็นไปอย่างราบรื่น โปร่งใส และไม่เพิ่มภาระผู้ปกครองเกินจำเป็น สามารถใช้เช็กลิสต์ต่อไปนี้เป็นแนวทาง
1. ด้านเอกสารและโครงการ
ตรวจสอบแนวทาง โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา ปีงบประมาณ 2569 จาก สพฐ.
เขียนโครงการให้สอดคล้องกับหมวด ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และโครงการ “กิจกรรมทัศนศึกษา เรียนรู้สู่โลกกว้าง (Learn to the world)”
จัดเตรียมเอกสารอนุมัติจากผู้บริหารและเขตพื้นที่การศึกษา
2. ด้านงบประมาณ
- สำรวจภาระค่าใช้จ่ายหลักของผู้ปกครองในปี 2569 ได้แก่
ค่าชุดนักเรียน (ประมาณ 400–1,200 บาท/ชุด)
ค่าอุปกรณ์การเรียน (รวมทั้งเทอมประมาณ 1,500–3,500 บาท ขึ้นไปต่อเทอม)
ใช้เงินอุดหนุนรายหัวเป็น “ฐาน” แล้วออกแบบทริปไม่ให้ทับซ้อนช่วงจ่ายก้อนใหญ่
ใช้โครงการ Back To School 2026 และ E-Catalog ของกรมการค้าภายในเพื่อซื้ออุปกรณ์ประกอบกิจกรรมในราคาลดสูงสุด 86%
3. ด้านประกันภัยและความปลอดภัย
ยึดแนวทางนโยบาย “โรงเรียนปลอดภัย” ซึ่งรัฐบาลผลักดันเป็น Quick Win โดยมีความร่วมมือ 18 หน่วยงาน
ตรวจสอบสภาพรถทัศนศึกษา สถานที่ และเส้นทางเดินทาง
วางระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตามโครงการ “ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน” และ “สถานศึกษาปลอดภัย” ในชุดแนวทางโครงการของ สพฐ.
4. ด้านการประเมินผลหลังกลับจากทริป
ใช้กรอบโครงการ ประกันคุณภาพการศึกษาแนวใหม่ ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” ในการประเมินผลทริปทัศนศึกษา
เก็บข้อมูลจากครู นักเรียน และผู้ปกครอง ว่าทริปช่วยเสริมอะไรบ้างทั้งด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติ
นำผลประเมินไปปรับปรุงแผนทัศนศึกษาในปีต่อไปให้ประหยัดขึ้น แต่มีคุณภาพสูงขึ้น
การทัศนศึกษาประหยัดงบสำหรับโรงเรียนต่างจังหวัดในปี 2569–2570 จึงไม่ใช่เรื่องของการ “ลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียว” แต่คือการใช้ทุกมาตรการของรัฐ เงินอุดหนุน และโครงการลดค่าครองชีพให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการคัดเลือกแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และตอบโจทย์การเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างแท้จริง


ความคิดเห็น