รับแอปรับแอป

เปิดร่างกม.สหรัฐฯ ล่ามหาแก๊งสแกมข้ามชาติ เปิดชื่อ 43 รายโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นพดล แก้วคำ01-29

สหรัฐฯ ขยับใหญ่ ปราบสแกมข้ามชาติเล่นงานชาวอเมริกัน

“…มีความเชื่อมโยงที่น่าวิตกกังวลระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน องค์กรฉ้อโกงอาชญากรชาวจีน และนักการเมืองท้องถิ่นที่ทุจริตซึ่งช่วยให้พวกเขามีอำนาจมากขึ้น ดังนั้นนโยบายของสหรัฐฯ คือการปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ก่ออาชญากรรมค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก เพื่อก่ออาชญากรรมหลอกลวงทางออนไลน์ขนาดใหญ่ต่อชาวอเมริกัน…”

จากประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างหนัก เมื่อ ส.ส. สหรัฐอเมริกาเสนอร่างกฎหมายตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาไล่จัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับข้ามชาติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยใหญ่ต่อชาวอเมริกันและโยงใยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างลึกซึ้ง

ภายในรายชื่อผู้ที่อาจถูกมาตรการเล่นงาน มีชื่อของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ ‘เบน สมิธ’ รวมอยู่ด้วย โดยฝ่ายทนายความในไทยยืนยันว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด พร้อมดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับผู้ที่กล่าวหา และยื่นเรื่องต่อหน่วยงานกำกับดูแลด้านตลาดทุนให้ตรวจสอบความบริสุทธิ์

จากกระแสข่าวดังกล่าว จึงมีการหยิบร่างกฎหมายฉบับนี้ของสภาคองเกรสมาสรุปให้เห็นภาพว่า สหรัฐฯ คิดจะจัดการกับปัญหาสแกมออนไลน์อย่างไร และใครคือกลุ่มเป้าหมายที่ถูกเล็งเล่นงานภายใต้กฎหมายใหม่

เป้าหมายหลักของร่างกฎหมาย: ปิดศูนย์หลอกลวง-ตัดเครือข่ายเงินสกปรก

ร่างกฎหมายนี้ถูกเสนอในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 โดยสมาชิกสภาจากพรรครีพับลิกันหลายราย รวมถึงประธานคณะกรรมาธิการที่ดูแลประเด็นเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน จุดตั้งต้นคือการตั้ง หน่วยงานเฉพาะกิจร่วม (Task Force) เพื่อไล่รื้อโครงข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้การฉ้อโกงออนไลน์เป็นเครื่องมือดูดเงินชาวอเมริกัน

ขั้นตอนในสภา คือส่งร่างกฎหมายให้คณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศและด้านตุลาการพิจารณา เพื่อกลั่นกรองตามขอบเขตอำนาจของแต่ละคณะ ก่อนจะไปถึงด่านตัดสินใจของประธานสภาในลำดับถัดไป

ชื่อของร่างนี้สะท้อนเป้าหมายอย่างชัดเจน คือกฎหมายว่าด้วยการปราบปรามขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ มุ่งไปที่การสร้างหน่วยเฉพาะกิจที่มีอำนาจและศักยภาพเพียงพอจะไล่ตามและปิดเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์ต่อชาวอเมริกันอย่างจริงจัง

สิ่งที่คองเกรสพบ: ภาพใหญ่ของโครงข่ายสแกม

ในมาตรา 2 ของร่างกฎหมาย มีการบันทึก “ข้อค้นพบ” ที่สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรรมรายย่อย แต่เป็นโครงข่ายระดับภูมิภาคที่ใช้เทคโนโลยี การเงิน และการค้ามนุษย์เป็นเครื่องมือ

12 ประเด็นสำคัญที่รัฐสภาคองเกรสพบ ได้แก่:

  • ระหว่างการระบาดโควิด-19 องค์กรอาชญากรชาวจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หันมาใช้กลโกงการเงินรูปแบบใหม่ โดยอาศัยโครงการลงทุนคริปโตและแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ซับซ้อน

  • กลโกงยอดฮิตคือ “การฆ่าหมู” (Pig Butchering) ที่ผู้หลอกลวงสร้างความสัมพันธ์เสมือนจริงกับเหยื่อ หลอกให้ทยอยโอนเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผ่านแพลตฟอร์มปลอมจนหมดตัว

  • องค์กรอาชญากรรมใช้แรงงานบังคับจากเหยื่อการค้ามนุษย์จำนวนหลายแสนคนให้มานั่งเช็คแชต หลอกขายฝัน และปิดการขายหลอกลวง

  • เหยื่อแรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกหลอกมาด้วยโฆษณาหางานเกินจริง พอเดินทางถึงก็ถูกยึดเอกสาร บังคับให้ทำยอดหลอกลวง ถ้าขัดขืนมีความเสี่ยงถูกทำโทษรุนแรง

  • ศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวง หรือที่ถูกเรียกกันว่า “ศูนย์หลอกลวง” มักตั้งอยู่ในพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งมีปัญหาคอร์รัปชัน ขาดความโปร่งใส ขาดหลักนิติธรรม และมักดำเนินการแบบร่วมทุนระหว่างกลุ่มอาชญากรรมจีนกับผู้มีอำนาจในรัฐบาลเผด็จการ

  • นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา เป้าหมายถูกเล็งไปที่ชาวอเมริกันมากขึ้น เงินออมทั้งชีวิตของเหยื่อจำนวนมากถูกสูบออกไป จนทำให้กลุ่มอาชญากรรมและผู้นำที่ไม่โปร่งใสในเมียนมา ลาว และกัมพูชามีฐานะมั่งคั่งและมีอำนาจเพิ่มขึ้น

  • ความเสียหายของชาวอเมริกันจากกลโกงกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึง 33% แบบปีต่อปีในปี 2567

  • ตามรายงานกระทรวงการคลัง ชาวอเมริกันสูญเสียอย่างน้อย 10,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 327,350,029,000 บาท) ในปี 2567 เพียงปีเดียว

  • ถ้ามองทั่วโลก คาดว่าความเสียหายสูงกว่า 60,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 1,963,799,964,000 บาท)

  • ตัวเลขความเสียหายจริงน่าจะสูงกว่านี้มาก เพราะมีจำนวนมากที่ไม่ถูกรายงานด้วยความอาย กลัว หรือไม่รู้ช่องทาง

  • มีความเชื่อมโยงที่น่ากังวลระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน องค์กรฉ้อโกงชาวจีน และนักการเมืองท้องถิ่นที่ทุจริตซึ่งช่วยให้เครือข่ายเหล่านี้ขยายอำนาจได้

  • นโยบายของสหรัฐฯ จึงชัดเจนว่า จะต้องปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ใช้การค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อสร้างศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่โจมตีชาวอเมริกัน

หน่วยเฉพาะกิจ: ใครร่วมวง และมีอำนาจอะไรบ้าง

ภายใต้ร่างกฎหมายนี้ หน่วยเฉพาะกิจ จะต้องถูกจัดตั้งภายใน 30 วันหลังจากกฎหมายมีผล โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ตั้ง และดึงหน่วยงานสำคัญในรัฐบาลมาร่วมภายใต้โต๊ะเดียวกัน

หน้าที่หลักของทีมนี้ คือ

  • นำความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการรื้อถอน ปิด และตัดเส้นเลือดใหญ่ของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้แรงงานบังคับในศูนย์หลอกลวงออนไลน์

  • ภายในไม่เกิน 180 วันหลังจากกฎหมายบังคับใช้ ต้องจัดทำ ยุทธศาสตร์ระดับชาติแบบครบวงจร เสนอให้คณะกรรมาธิการในรัฐสภา เพื่อใช้เป็นโรดแม็ปในการ:

    • ปิดศูนย์หลอกลวง

    • ป้องกันไม่ให้ศูนย์เหล่านี้แพร่กระจาย

    • ทำลายองค์กรอาชญากรรมและเครือข่ายค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้อง

    • ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต และผู้เล่นตัวสำคัญทั้งที่เป็นรัฐและไม่ใช่รัฐที่คอยหนุนหลังเครือข่ายเหล่านี้

โครงสร้างของทีมงานพิเศษนี้ นำโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย มีการประชุมอย่างสม่ำเสมอตามที่ประธานทีมเห็นจำเป็น

หน่วยงานหลักที่ต้องเข้ามานั่งโต๊ะเดียวกัน ได้แก่:

  • อธิบดีจากกรมต่างๆ ในกระทรวงการต่างประเทศ
    • สำนักงานกิจการยาเสพติดและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ

    • สำนักงานกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก

    • สำนักงานติดตามและปราบปรามการค้ามนุษย์

  • กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI)

  • กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และหน่วยงานข่าวกรองด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง

  • กระทรวงการคลัง รวมถึง
    • สำนักงานปราบปรามการก่อการร้ายและข่าวกรองทางการเงิน

    • สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC)

    • เครือข่ายบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมทางการเงิน

นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนจากหน่วยงานกำกับดูแลสำคัญ เช่น

  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC)

  • คณะกรรมการการค้าแห่งสหพันธรัฐ (FTC)

  • คณะกรรมการกำกับดูแลการสื่อสารกลาง (FCC)

  • และตัวแทนหน่วยงานอื่นตามที่ประธานาธิบดีเห็นว่าเหมาะสม

ทีมงานยังต้องหารือกับองค์กรนอกภาครัฐที่เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์และต่อต้านคอร์รัปชัน รวมถึงร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น

  • ธนาคารและสถาบันการเงิน

  • แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

  • แอปพลิเคชันหาคู่ออนไลน์

  • ผู้ให้บริการโทรคมนาคม

  • แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโต

  • ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ร้านค้าแอปฯ และเสิร์ชเอนจิน

เป้าหมายคือ ทำลายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการเงิน ที่เอื้อต่อการรวมตัวและดำเนินงานของเครือข่ายสแกมเมอร์

อายุของหน่วยเฉพาะกิจ จะสิ้นสุดลงภายใน 7 ปีหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ เพื่อให้มีช่วงเวลายาวพอจะไล่รื้อโครงข่ายเชิงลึกได้จริง

13 ยุทธศาสตร์หลัก: แผนรบเชิงรุกไล่ล่าศูนย์หลอกลวง

มาตรา 5 ของร่างกฎหมายวางยุทธศาสตร์ไว้ 13 ข้อ ซึ่งเปรียบได้กับแผนรบเต็มรูปแบบ ทั้งการเมือง การทูต การเงิน และไซเบอร์ ดังนี้

  • กดดันรัฐบาลต่างประเทศ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรและหุ้นส่วน ให้ร่วมมือในการจัดการปัญหาศูนย์หลอกลวงหรืออย่างน้อยไม่เป็นผู้สนับสนุนหรือเพิกเฉย

  • สืบสวนบทบาทของสาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะต้นกำเนิดและผู้ต่อยอดปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงความเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน การขยายอิทธิพลด้านความมั่นคง และการเลือกปฏิบัติในการปราบปรามจนทำให้ชาวอเมริกันกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ

  • ตรวจสอบบทบาทของกองทัพเมียนมา ว่ามีส่วนในการอนุญาต มองข้าม หรือแสวงหาผลประโยชน์จากศูนย์หลอกลวงในประเทศอย่างไร และชี้ให้เห็นความจำเป็นของการแก้ไขปัญหาความรุนแรงและความไร้เสถียรภาพในพม่าเพื่อตัดไฟจากต้นลม

  • ตอบโต้ปฏิบัติการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเชิงระบบ เพื่อจำกัดบทบาทการใช้กลไกของรัฐรองรับเครือข่ายหลอกลวง

  • ลดอำนาจและรัศมีขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพื้นที่อื่นที่มีแนวโน้มแพร่กระจาย

  • เสริมศักยภาพให้พันธมิตรด้านการบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศที่เชื่อถือได้ ผ่านการฝึกอบรมด้านนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล การต่อต้านการฟอกเงิน และการลาดตระเวนชายแดน เพื่อปิดศูนย์หลอกลวงและป้องกันไม่ให้เกิดใหม่

  • สร้างระบบคัดกรองและปกป้องเหยื่อการค้ามนุษย์ เน้นผลกระทบทางจิตใจ พร้อมเร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้ค้ามนุษย์ และจัดแคมเปญสร้างความตระหนักรู้ต่อสาธารณะ

  • ร่วมกับพันธมิตรผลักดันมาตรการคว่ำบาตรหรือมาตรการอื่นๆ ต่อผู้ก่ออาชญากรรมและผู้สนับสนุนการหลอกลวงออนไลน์ ใช้กฎหมายด้านอาชญากรรมข้ามชาติ คอร์รัปชัน สิทธิมนุษยชน และการค้ามนุษย์เข้ากดดันพร้อมกัน

  • สนับสนุนการขึ้นบัญชีสีเทาหรือบัญชีดำประเทศที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ เช่น กัมพูชา ตามกรอบของคณะทำงานปฏิบัติการทางการเงิน

  • ใช้ศักยภาพทางไซเบอร์เชิงรุก ล้วง ตัด และล้มการปฏิบัติการของศูนย์หลอกลวงออนไลน์

  • กู้คืนและส่งคืนทรัพย์สินที่ถูกขโมยจากประชาชนสหรัฐฯ จากปฏิบัติการฉ้อโกงเหล่านี้

  • บูรณาการการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ และการตอบสนองระหว่างหน่วยงานระดับรัฐบาลกลาง มลรัฐ และท้องถิ่น รวมถึงการสำรวจว่าสามารถใช้ศูนย์ Fusion Center ที่มีอยู่ มาต่อสู้กับศูนย์หลอกลวงได้หรือไม่

  • สร้างกลุ่มพันธมิตรระหว่างประเทศที่มีแนวคิดเดียวกัน ตั้งกลุ่มทำงานหรือหน่วยเฉพาะกิจร่วม แบ่งปันข้อมูล และร่วมมือกันในการฟ้องร้องผู้เล่นสำคัญในเครือข่าย

กลไกรายงานต่อคองเกรส: ต้องโชว์ผล ไม่ใช่แค่ตั้งทีม

ไม่ใช่เพียงตั้งหน่วยเฉพาะกิจแล้วปล่อยเงียบ ร่างกฎหมายกำหนดให้มี กลไกรายงานต่อสภาคองเกรสอย่างเป็นระบบ

ภายใน 360 วันหลังจากยื่นแผนกลยุทธ์ และทุกปีต่อเนื่องอีก 5 ปี ทีมเฉพาะกิจต้องรายงานผลต่อคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของรัฐสภา โดยต้องมีข้อมูลสำคัญ เช่น:

  • รายชื่อบุคคลต่างชาติทั้งหมดที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เพราะมีส่วนรับผิดชอบหรือสั่งการการหลอกลวงการเงินออนไลน์ต่อพลเมืองสหรัฐฯ

  • การประเมินว่าบุคคลเหล่านั้นยังมีบทบาทในศูนย์หลอกลวงหรือไม่ และนิติบุคคลใด โดยเฉพาะในจีน ที่ให้การสนับสนุน

  • ประมาณการจำนวนเงินที่ถูกขโมยจากพลเมืองสหรัฐฯ เปรียบเทียบกับภาพรวมของความเสียหายทั่วโลก

  • จำนวนเงินที่สามารถสกัดกั้น ยึด หรือส่งคืนได้

  • จำนวนเหยื่อการค้ามนุษย์ที่ถูกใช้เป็นแรงงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์

  • จำนวนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานหรือสนับสนุนศูนย์หลอกลวง

  • รายชื่อศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่ทราบแล้ว

  • คำอธิบายรูปแบบการแพร่กระจายของศูนย์และปฏิบัติการเหล่านี้ ว่าขยายไปที่ไหน อย่างไร

  • คำแนะนำว่ากระทรวงการต่างประเทศควรสนับสนุนโปรแกรมประเภทใด และต้องใช้ทรัพยากรระดับไหนจึงจะทำให้กลยุทธ์เดินหน้าได้จริง

  • มาตรการอื่นใดที่ทีมงานเห็นว่าควรถูกนำมาใช้เพิ่มเติม

43 รายชื่อ “ตัวจริงเสียงจริง” ที่ถูกเล็งคว่ำบาตร

ในส่วนที่จับตากันมากที่สุด คือ บัญชีรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกกำหนดเป็นเป้าหมายมาตรการลงโทษ ภายใต้ร่างกฎหมายนี้ พบว่ามีอยู่ 43 รายชื่อ ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังสามารถเพิ่มรายชื่อใหม่ได้อีก หากมีหลักฐานน่าเชื่อถือว่า บุคคลหรือนิติบุคคลนั้น:

  • มีส่วนรับผิดชอบต่อปฏิบัติการหลอกลวงการเงินออนไลน์

  • มีบทบาทในการสั่งการ ควบคุม หรือกำกับดูแลเครือข่ายที่มุ่งเป้าพลเมืองสหรัฐฯ

  • เชื่อมโยงกับปฏิบัติการที่ตั้งฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายในรายชื่อ 43 รายนี้ นอกจากชื่อของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ยังมีบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด อาทิ

1. ยิม เลียก (Yim Leak)

  • ประธานคณะกรรมการบริษัท BIC Group ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ในกัมพูชา

  • เป็นบุตรชายนายยิม ไชลี รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับตระกูลฮุน ผ่านการแต่งงานของพี่สาวกับคนในครอบครัวฮุน

2. ก๊ก อาน

  • สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา

  • เคยถูกทางการไทยออกหมายจับในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์

3. กลุ่มบริษัทฮุ่ย วัน (Huione Group)

  • กลุ่มการเงินรายใหญ่จากกัมพูชา

  • ถูกเชื่อมโยงเข้ากับนายฮุน โต หลานชายของนายฮุน เซน

  • มีข้อกล่าวหาหนักหน่วงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะรูปแบบ “การฆ่าหมู” ที่มุ่งหลอกลงทุน

4. เฉิน จือ (Chen Zhi)

  • ประธานกลุ่ม Prince Group

  • ชาวจีนที่ได้สัญชาติกัมพูชา

  • ถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทสำคัญในการขยายธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย อาชญากรรมไซเบอร์ และการฟอกเงิน โดยอาศัยสายสัมพันธ์แน่นกับผู้นำการเมืองท้องถิ่น

5. กวง จำเริญ (Kuoch Chamroeun)

  • ประธานพรรคประชาชนกัมพูชาประจำจังหวัดกันดาล

ข้อยกเว้นสำคัญ: เหยื่อการค้ามนุษย์ไม่ใช่ผู้กระทำผิด

แม้จะมีรายชื่อจำนวนมากถูกเล็งลงโทษ แต่ร่างกฎหมายก็วางหลักไว้ชัดเจนว่า หากประธานหน่วยเฉพาะกิจเห็นว่าบุคคลใดเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ จะไม่ถูกนับเป็น “บุคคลต่างชาติที่ถูกลงโทษ” ตามมาตรานี้

นั่นหมายความว่า แรงงานที่ถูกบังคับให้นั่งหลอกคนอื่นหน้าจอ ควรถูกมองเป็นเหยื่อที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่ต้นเหตุของอาชญากรรม

สรุป: สหรัฐฯ เปิดเกมยาว ปิดโรงงานสแกมในภูมิภาค

ร่างกฎหมายฉบับนี้เผยให้เห็นภาพชัดว่า สหรัฐฯ มองปัญหา “สแกมออนไลน์” ไม่ใช่แค่เรื่องอาชญากรรมไซเบอร์ธรรมดา แต่คือ สงครามกับโครงข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่พึ่งพาการค้ามนุษย์ คอร์รัปชัน และช่องโหว่ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • มีการตั้งหน่วยเฉพาะกิจข้ามกระทรวง

  • มียุทธศาสตร์ 13 ข้อที่ลากตั้งแต่ไซเบอร์ การเงิน การทูต ไปจนถึงสิทธิมนุษยชน

  • มีการรายงานผลต่อคองเกรสอย่างต่อเนื่อง

  • และมีบัญชีรายชื่อบุคคล/นิติบุคคลที่ถูกเล็งเล่นงานโดยตรงรวม 43 รายชื่อ

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของร่างกฎหมายที่ถูกยื่นต่อสภาคองเกรส เพื่อไล่บี้เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติอย่างจริงจัง และยังเปิดให้จับตาบทบาทของผู้เล่นรายใหญ่ในภูมิภาคนี้ต่อไปในอนาคต

หากต่อไปร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านและมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง โลกของ “โรงงานสแกม” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และหลายชื่อในบัญชี 43 รายนี้อาจจะต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งทางการเงิน การเมือง และกฎหมายอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน