รับแอปรับแอป

รูทีนสกินแคร์ง่ายๆ แต่ผิวโคตรปัง: เช้า–เย็นทำตามนี้คือจบ

อภิสิทธิ์ ศรีทอง01-29

เริ่มต้นสกินแคร์แบบไม่ยุ่งยาก แต่ผิวแข็งแรงจริง

การมีผิวสวยไม่จำเป็นต้องใช้สกินแคร์เป็นสิบขั้นตอนให้ปวดหัวเลยก็ได้ แค่มี รูทีนที่เรียบง่าย แต่อ่อนโยนและทำเป็นประจำ ผิวก็แข็งแรง สุขภาพดีในระยะยาวได้แบบไม่ต้องเปลืองงบ

หัวใจสำคัญไม่ใช่ “มีของเยอะ” แต่คือ ใช้เท่าที่จำเป็น และใช้ให้ถูกวิธี ทำเช้า–เย็นอย่างสม่ำเสมอ แค่นี้ก็ถือว่าเดินมาถูกทางเรื่องผิวแล้ว

ทำไมต้องมีรูทีนดูแลผิวประจำ

หลายคนอาจยังลังเลว่า “จำเป็นต้องมีสกินแคร์รูทีนจริงไหม?” ถ้าคุณอยากให้ผิวนิ่งขึ้น ไม่เหวี่ยงง่าย คำตอบคือ จำเป็นมาก

เพราะรูทีนที่ดีช่วยให้ผิว

  • รักษาสมดุลความชุ่มชื้น

  • เสริมเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรง

  • ลดปัญหาซ้ำ ๆ เช่น ผิวแห้งบ้าง มันบ้าง สิวเห่อเวลานอนดึกหรือเครียด

เมื่อผิวอยู่ในสภาพสมดุล ปัญหาจุกจิกจะน้อยลง แต่งหน้าติดง่ายขึ้น และดูสดใสขึ้นแบบที่คนรอบตัวสังเกตได้

ประโยชน์ของการมีสกินแคร์รูทีนที่ดี

  • ผิวแข็งแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เหวี่ยงง่าย

  • ลดโอกาสการระคายเคืองจากปัจจัยรอบตัว

  • เมคอัพเกาะผิวง่าย ติดทนนานกว่าเดิม

  • ผิวดูสดใส สุขภาพดี มีออร่า

  • ช่วยประหยัด เพราะใช้แต่ตัวที่จำเป็นจริง ๆ ไม่ต้องซื้อตามกระแสจนล้นโต๊ะ

สรุปคือ ไม่ต้องมีเยอะ แต่ต้องมีให้ตรงจุดและใช้ทุกวัน นี่แหละเคล็ดลับผิวสวยแบบยั่งยืน

โครงสร้างสกินแคร์รูทีนพื้นฐานที่ควรมี

สำหรับมือใหม่ หรือคนที่อยากลดขั้นตอนให้ง่ายขึ้นแต่ยังดูแลผิวได้ครบ หลัก ๆ แล้วรูทีนพื้นฐานควรมีประมาณนี้

  • คลีนเซอร์

  • โทนเนอร์หรือเอสเซนส์

  • เซรั่มบำรุงตามปัญหาผิว

  • มอยส์เจอไรเซอร์

  • ครีมกันแดด (เฉพาะตอนเช้า)

แค่ครบ 4–5 ชิ้นนี้ ผิวก็มีโอกาสสวยและแข็งแรงได้แบบไม่ต้องจัดชั้นวางใหม่

1. คลีนเซอร์ (Cleanser)

คลีนเซอร์คือด่านแรกของการดูแลผิว มีหน้าที่ขจัดสิ่งสกปรก ความมัน เหงื่อ และฝุ่นที่สะสมบนหน้า เพื่อให้ผิวสะอาด พร้อมรับการบำรุงต่อ

ควรเลือกสูตรที่

  • อ่อนโยน ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง

  • ไม่มีสารที่รุนแรงเกินไปต่อผิว

  • เหมาะกับผิวแพ้ง่าย

ตัวอย่าง: Naturista เจลล้างหน้า Rose Facial Cleanser

เจลล้างหน้าที่เน้นความอ่อนโยน ล้างแล้วผิวไม่เอี๊ยด ช่วยให้ผิวรู้สึกสะอาดแต่ยังชุ่มชื้นอยู่

2. โทนเนอร์ หรือ เอสเซนส์ (Toner / Essence)

หลังล้างหน้า ผิวมักจะสูญเสียความชุ่มชื้นไปบางส่วน การใช้โทนเนอร์หรือเอสเซนส์จะช่วย

  • ปรับสมดุลผิวหลังการล้างหน้า

  • เติมความชุ่มชื้นเบื้องต้น

  • เตรียมผิวให้พร้อมรับเซรั่มและครีมในขั้นต่อไปได้ดีขึ้น

ตัวอย่าง: Naturista โทนเนอร์ Tea Tree Facial Toner

โทนเนอร์ที่ช่วยปลอบประโลมผิว และเหมาะสำหรับคนที่กังวลเรื่องสิวหรือความมันส่วนเกิน

3. เซรั่ม (Serum)

เซรั่มคือขั้นตอนที่เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะจุด เพราะมีความเข้มข้นของสารบำรุงสูงกว่าโลชั่นหรือครีมทั่วไป เลือกให้ตรงกับสภาพผิวและปัญหาที่อยากจัดการ เช่น

  • ลดรอยสิวและจุดด่างดำ

  • เพิ่มความชุ่มชื้นลึก ๆ

  • ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น

  • ลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ

ตัวอย่าง: Clear Nose เซรั่ม Acne Care Solution Serum

เหมาะกับคนที่กังวลเรื่องสิวและรอยสิว ใช้เป็นตัวหลักในรูทีนสำหรับผิวเป็นสิวง่ายได้เลย

4. มอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer)

ไม่ว่าคุณจะผิวมัน ผิวผสม หรือผิวแห้ง มอยส์เจอไรเซอร์คือ ไอเทมบังคับ เพราะช่วย

  • ล็อกความชุ่มชื้นในผิว

  • ทำให้เกราะปกป้องผิวแข็งแรงขึ้น

  • ลดโอกาสผิวแห้งลอกหรือลังเลระหว่างมันกับแห้ง

ตัวอย่าง: MIHADA มอยซ์เจอร์ไรเซอร์เนื้อครีม Moisturizer Sensitive Cream

เนื้อครีมที่ออกแบบมาให้ผิวแพ้ง่ายใช้ได้ ช่วยเติมและล็อกความชุ่มชื้นให้ผิวนุ่มฟูขึ้น

5. ครีมกันแดด (เฉพาะตอนเช้า)

กันแดดคือพระเอกของรูทีนตอนเช้า เพราะช่วยป้องกัน

  • รังสียูวีที่ทำให้ผิวหมองคล้ำ

  • ผิวแก่ก่อนวัย

  • ฝ้า กระ และจุดด่างดำที่ตามมาในอนาคต

ตัวอย่าง: Jula’s Herb กันแดดแตงโม Watermelon 3D Aura Sun Guard SPF50+ PA++++

ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด พร้อมให้ผิวดูฉ่ำ ใส สุขภาพดีขึ้นเมื่อใช้ควบคู่กับรูทีนอื่น ๆ

ถ้ามีครบทั้งคลีนเซอร์ โทนเนอร์หรือเอสเซนส์ เซรั่ม มอยส์เจอไรเซอร์ และกันแดด เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเป็นรูทีนที่ครบและเพียงพอสำหรับผิวสวยแล้ว

✨ รูทีนสกินแคร์ตอนเช้า: เบาสบายแต่ปกป้องครบ

ตอนเช้าควรเน้นความรู้สึกเบา สบายหน้า ไม่เหนอะ แต่ยังต้องปกป้องผิวจากแดดและมลภาวะตลอดวัน

ขั้นตอนตอนเช้าที่แนะนำ

1. ล้างหน้าแบบอ่อนโยน

ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่มีแอลกอฮอล์หรือสารที่ทำให้ผิวแห้งเกินไป เพื่อให้ผิวสะอาด สดชื่น และไม่ระคายเคือง

2. ใช้โทนเนอร์หรือเอสเซนส์

ช่วยเติมน้ำให้ผิวตั้งแต่ขั้นแรก และเตรียมผิวให้รับเซรั่มได้ดีขึ้น ทำให้สกินแคร์ขั้นต่อไปซึมได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

3. ลงเซรั่มแก้ปัญหาเฉพาะ

ตัวอย่างประเภทเซรั่มที่ใช้ในตอนเช้าได้ดี เช่น

  • เซรั่มวิตามินซี ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส

  • เซรั่มไฮยาลูรอน ช่วยเติมน้ำให้ผิวอิ่มฟู

  • เซรั่มลดสิวหรือลดรอยดำ เลือกให้เหมาะกับผิวตัวเอง

แนะนำเลือกใช้แค่ 1–2 ตัวก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเลเยอร์หลายชั้นจนเกินไป

4. ทามอยส์เจอไรเซอร์

ไม่ว่าผิวมันหรือผิวแห้งก็ไม่ควรข้ามขั้นตอนนี้ เพราะการเติมความชุ่มชื้นช่วยให้ผิวสมดุล ลดโอกาสผิวผลิตน้ำมันส่วนเกินในระหว่างวัน

5. ทาครีมกันแดด

นี่คือขั้นตอนที่ห้ามข้ามเด็ดขาด ควรเลือก SPF 30 ขึ้นไป เพื่อช่วยปกป้องทั้งรังสียูวี A และ B

ทาให้ “ปริมาณเพียงพอ” ถึงจะป้องกันได้เต็มที่ โดยประมาณคือ 2 ข้อนิ้วมือสำหรับทาหน้าและคอ

🌙 รูทีนสกินแคร์ตอนเย็น: เวลาแห่งการฟื้นฟูผิว

ช่วงเย็นหรือก่อนนอนคือเวลาที่ผิวได้พักจากมลภาวะทังควัน ฝุ่น และแดดตลอดวัน จึงเป็นช่วงที่เหมาะมากสำหรับการฟื้นฟูและบำรุงแบบจัดเต็มกว่าในตอนเช้า

ขั้นตอนตอนเย็นที่ควรทำ

1. ทำความสะอาดเครื่องสำอาง / ครีมกันแดด

หากมีการแต่งหน้าหรือทากันแดด ควรใช้คลีนซิ่งช่วยทำความสะอาดรอบแรก เพื่อให้สิ่งสกปรกออกจากผิวอย่างล้ำลึก ก่อนจะล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์ปกติ

2. ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์

เป็นการขจัดสิ่งสกปรกที่เหลือให้หมด พร้อมรักษาความชุ่มชื้นผิว ไม่ให้หน้าแห้งตึงจนเกินไป

3. ใช้โทนเนอร์หรือเอสเซนส์เพื่อเติมน้ำให้ผิว

ช่วยให้ผิวรู้สึกสบายขึ้นหลังล้างหน้า และเป็นตัวเปิดทางให้สกินแคร์ขั้นถัดไปซึมซาบดีขึ้น

4. ลงเซรั่มบำรุงตอนกลางคืน

เวลากลางคืนผิวจะมีการฟื้นฟูตัวเองมากขึ้น จึงสามารถใช้เซรั่มที่มีความเข้มข้นมากกว่าตอนเช้าได้ เช่น

  • เซรั่มที่มีไนอะซินาไมด์ ช่วยเรื่องรอยสิวและสีผิวไม่สม่ำเสมอ

  • เซรั่มที่มีเรตินอลอ่อน ๆ สำหรับมือใหม่ เพื่อช่วยเรื่องริ้วรอยและผิวดูเรียบเนียนขึ้น

5. ปิดท้ายด้วยมอยส์เจอไรเซอร์

ทาครีมบำรุงเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวยาว ๆ ตลอดคืน ช่วยให้ผิวดูนุ่ม ยืดหยุ่น และฟูขึ้นในเช้าวันถัดไป

สรุป: รูทีนง่าย ๆ แต่ทำทุกวันคือคีย์ลับผิวดี

การดูแลผิวไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ขอแค่คุณมี รูทีนที่เรียบง่าย ใช้แต่ตัวที่จำเป็น และทำอย่างสม่ำเสมอ ผิวก็จะค่อย ๆ แข็งแรงและดูสุขภาพดีขึ้นแบบไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์หนัก ๆ

เลือกสกินแคร์ให้ตรงกับสภาพผิว และค่อย ๆ ปรับทีละอย่าง ไม่ต้องรีบเพิ่มหลายตัวในคราวเดียว ที่เหลือก็แค่ทำตามเช้า–เย็นให้เป็นนิสัย แล้วปล่อยให้ผิวสวยทำหน้าที่ของมันเองได้เลย