รับแอปรับแอป

จากเด็กต่างจังหวัดสู่สายแฟเต็มตัว: 5 ลุคที่ทำให้ “มอสหลง” เลิกกลัวการแต่งตัวและกล้าค้นหาตัวตนใหม่

นพดล รัตนชัย02-01

แฟชั่นไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือวิธีเล่าเรื่องของเรา

“จริงๆ แล้วผมเคยเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเลย” มอสหลง – ภาณุวัฒน์ โสประดิษฐ เล่าย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการสนใจแฟชั่น

เขาโตมาในต่างจังหวัด มีเสื้อผ้าอะไรอยู่ในตู้ก็หยิบมาใส่ ไม่ได้คิดเรื่องโทนสี เท็กซ์เจอร์ หรือความเข้ากันมากมาย ขอแค่ใส่ได้ก็พอ แต่พอเข้ามาทำงานในวงการ ทุกอย่างเปลี่ยนไป

ภาพแรกที่คนเห็นคือการแต่งตัวของเรา และนั่นทำให้เขาเริ่มให้ค่ากับแฟชั่นแบบจริงจัง จนกลายเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ในชีวิต

เขาเล่าว่า คนเราตัดสินกันจากการแต่งตัวในเสี้ยววินาที เราอาจยังไม่ได้พูดอะไรเลย แต่เสื้อผ้าบนตัวกลับเล่าเรื่องแทนไปเรียบร้อยแล้ว

ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มมองเห็นว่า แฟชั่นไม่ใช่กรอบแข็งๆ ที่ต้องทำตาม แต่เป็นพื้นที่ให้เราเล่นสนุกกับตัวเองได้อย่างเต็มที่

ปกติลุคของเขาจะออกแนวนิ่งๆ เฮ้วๆ เท่ๆ แต่ก็มีวันที่อยากลองแต่งตัวน่ารัก ใส่เสื้อคร็อป กางเกงขาสั้น หรือแม้แต่สีชมพู ซึ่งเมื่อก่อนเคยคิดว่าไม่ใช่ทางตัวเองเลย

ตอนนี้สำหรับเขา แฟชั่นคือพื้นที่ทดลองเหมือนการวาดรูป อยากแต้มสีไหนก็แต้ม ถ้าเรามองว่าสวยสำหรับเรา แค่นั้นก็พอแล้ว และสิ่งที่เขาอยากส่งต่อคือ อยากให้ทุกคนมั่นใจในการแต่งตัวมากขึ้นอีกนิด ลองเชื่อสายตาตัวเองก่อนสายตาคนอื่นสักครั้ง

การแต่งตัวไม่ใช่แค่การบอกว่าเราเป็นใคร แต่เป็นการพาเราไปเจอตัวตนใหม่

แม้จุดเริ่มต้นจะมาจากงาน แต่ยิ่งได้ลองแต่งหลากหลาย เขายิ่งรู้สึกว่าแฟชั่นคือประตูสู่ “อีกโลกหนึ่ง” ที่เข้าถึงได้ไม่ยากเลย

เขาอาจไม่ได้อินกับสายพังก์ หรือ old money เป็นพิเศษ แต่การกล้าลองแต่งให้สุดสักครั้ง กลับทำให้เขาเจอไอเท็มหรือสไตล์บางอย่างที่พอมิกซ์กับตัวตนเดิมแล้ว กลายเป็นลุคใหม่ที่น่าสนใจมากขึ้น

สิ่งที่เขาอยากเน้นคือ การแต่งตัวไม่ได้บอกตัวตนเราทั้งหมดอย่างที่หลายคนคิด ตรงกันข้าม มันอาจพาเราไปเจอตัวตนใหม่ๆ และโอกาสใหม่ๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะเข้ามาในชีวิตด้วยซ้ำ

เพราะแบบนั้น เขาเลยไม่อยากหยุดตัวเองไว้แค่สไตล์เดียว ไม่อยากล็อกตัวเองว่าเป็นคนแต่งตัวแนวไหนตายตัว แต่อยากให้ลุคของตัวเองลื่นไหล เปลี่ยนไปตามความรู้สึกและโอกาสในแต่ละวัน

เมื่อเลิกแคร์สายตาคนอื่น เราจะสนุกกับเสื้อผ้าได้มากขึ้น

คำถามหนึ่งที่เขาโดนถามบ่อยคือ แบบนี้แปลว่าเลิกแคร์ความคิดคนอื่นไปเยอะหรือยัง?

เขาตอบแบบตรงไปตรงมาว่า ถ้าเราใส่แล้วรู้สึกสนุก มั่นใจ และมองตัวเองในกระจกแล้วไม่ได้รู้สึกว่า “พัง” จนเกินไป นั่นแหละคือจุดที่โอเคที่สุดสำหรับตัวเอง

เขาอยากออกไปเห็นโลกกว้าง ไปเจอคนที่แต่งตัวแบบที่ตัวเองเคยคิดว่า “ไม่มีวันกล้าลอง” อย่างเด็กแฟชั่นที่จัดเต็มแบบสุดทาง ซึ่งตอนแรกอาจรู้สึกว่ามันห่างจากสไตล์ของตัวเองมาก แต่พอได้เจอกันจริงๆ กลับค้นพบว่า เราไม่จำเป็นต้องก๊อปทุกอย่าง แค่เลือกบางชิ้น บางไอเดีย มาปรับใช้ให้เข้ากับตัวเองก็พอ แล้วมันจะกลายเป็นลุคใหม่ที่เราไม่คิดว่าจะรอด แต่ดันรอดเฉยเลย

เขาเลยอยากฝากถึงคนที่ยังไม่มั่นใจเรื่องการแต่งตัวว่า ลองเปิดใจก่อนสักนิด ลองก่อนด่า ลองก่อนปฏิเสธ เพราะบางทีลุคที่เราคิดว่า “ไม่ใช่เรา” อาจเป็นลุคที่ช่วยให้เราโตขึ้นไปอีกขั้นก็ได้

Fit One: Everyday Look ที่พร้อมรับทุกโอกาส

ลุคแรก เขามองว่าเป็น everyday look ที่หยิบมาใส่ได้แทบทุกวัน เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าวันนั้นจะไปเจอใครหรือโอกาสแบบไหนระหว่างวัน

เป้าหมายของลุคนี้คือ

  • ต้องดูดี แต่ไม่เวอร์จนเกินไป

  • ต้องขับผิวให้เด่นขึ้น

  • ต้องช่วยให้ดูสูงและดูสง่า

  • ต้องสร้าง first impression ที่ดีตั้งแต่แรกเห็น

เขาเลือกเสื้อโปโลที่เข้ารูปพอดีกับแขน เพื่อให้สัดส่วนดูชัดขึ้น กางเกงเลือกแบบที่ช่วยให้ขาดูยาว รองเท้าก็เน้นสาย play safe ไม่หวือหวาเกิน

ด้านโทนสี เขาเป็นคนผิวขาวเหลือง เลยใช้สูตรเพลย์เซฟคือ ขาว – ดำ – กรมท่า เป็นหลัก เพื่อให้ผิวดูสว่างขึ้น และถ้าวันไหนต้องแมตช์กับสีที่ไม่คุ้นเคย สีพื้นพวกนี้จะช่วยบาลานซ์ลุคได้ดี ทำให้โดยรวมไม่ “เอ๊ะ” จนเกินไป

Fit Two: ยีนส์ทั้งตัว แต่ไม่จำเจ

ลุคที่สองเป็นลุคที่หาได้ง่ายที่สุดในตู้เสื้อผ้าของหลายๆ คนเลย คือ เสื้อยีนส์จับคู่กับกางเกงยีนส์

เขามองว่านี่คือชุดที่ใส่ไปได้แทบทุกโอกาสชิลๆ

  • ไปกินข้าว

  • นัดเจอแก๊งเพื่อน

  • แวะคาเฟ่ถ่ายรูป

  • ไปเดทแบบไม่เป็นทางการมาก

สำหรับเขา เสื้อยีนส์ช่วยทำให้ลุคดูจริงจังขึ้นนิดนึง แต่ยังไม่ถึงขั้นทางการจนเกร็งเกินไป

ความสนุกของลุคนี้อยู่ที่การเลือกเข็มขัดและรองเท้า เขาเติมด้วยดีเทลที่มีกลิ่นอายคาวบอยนิดๆ เพื่อให้ลุคมีคาแรกเตอร์มากขึ้น แต่ถ้าวันไหนอยากให้ดูเรียบลง แค่เปลี่ยนเข็มขัดกับรองเท้า ลุคก็เปลี่ยนทันที

นี่คือหนึ่งในลุคที่เขารู้สึกมั่นใจเป็นพิเศษ เพราะมันบาลานซ์ระหว่างความชิลกับความตั้งใจได้ลงตัว

Fit Three: ลุคทำงานที่เปิดฉากให้เราดู “น่าสนใจ” ตั้งแต่แรกเห็น

ลุคที่สามถูกออกแบบมาสำหรับวันทำงาน โดยเฉพาะวันที่ต้องไปเจอลูกค้า หรือคนใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้จักเราเลย

เขาเป็นคนชอบแต่งหลายเลเยอร์ ชอบแจ็กเกตทรงแปลกๆ รองเท้าที่ดูเวอร์ๆ หรือกางเกงทรงใหญ่ รุ่มร่ามหน่อย เพราะเชื่อว่าบางครั้ง “มาก” ก็ดีกว่า “น้อย” สำหรับการสร้าง first impression

  • เลเยอร์เยอะ = ดูใส่ใจและตั้งใจกับลุค

  • แจ็กเกตทรงไม่ธรรมดา = เล่าได้ว่าคนนี้เล่นกับแฟชั่นเป็น

  • กางเกงทรงจัดๆ กับรองเท้าเด่นๆ = เปิดตัวอย่างไม่ธรรมดา

อีกอย่างคือ เวลาออกไปทำงาน มักจะไปในสถานที่สวยๆ อยู่แล้ว เขาเลยตั้งใจว่าอย่างน้อยวันนั้นต้องได้คอนเทนต์ติดมือกลับมาสักหนึ่งชิ้น หรือถ้าไม่ได้ตั้งใจถ่ายเอง ก็อาจมีช็อตหลุดไปโผล่ในโซเชียลใครสักคน

เพราะแบบนั้น เขาเลยเลือกที่จะ แต่งตัวให้ดีที่สุดในวันที่ออกไปทำงาน ไม่ใช่แค่เพื่อคนอื่นมอง แต่เพื่อบันทึกความรู้สึกดีๆ ของตัวเองในวันนั้นด้วย

Fit Four: กึ่งทางการ แอบมีความ swag ในตัว

ลุคที่สี่ถูกดีไซน์มาให้เป็นกึ่งทางการ คืออยู่ตรงกลางระหว่างลุคชิลกับลุคสูทเต็มตัว มีความ swag แอบซ่อนอยู่ในความสุภาพ

เขาบอกว่าถ้าเปลี่ยนแค่กางเกงให้ทางการมากขึ้น ลุคนี้ก็พร้อมไปงานที่มีผู้ใหญ่ได้เลย แต่ถ้าเลือกใส่แบบนี้ทั้งชุด เขากลับนึกถึงภาพการเดินเล่นตามเมืองเก่าในอิตาลีหรือฝรั่งเศสมากกว่า

ติดแค่หนึ่งอย่างคือ เมืองไทยร้อนเกินไป สำหรับลุคนี้ (หัวเราะ)

เขามองว่านี่คือชุดที่เหมาะกับการใส่ไปแฟนมีตต่างประเทศมากๆ โดยใช้ลุคนี้เป็นเบสด้านใน แล้วคลุมด้วยโค้ตตัวยาวเรียบๆ อีกชั้น ภาพที่ออกมาจะเป็นผู้ชายที่ดูอบอุ่น น่าเข้าใกล้ และยังคงความตั้งใจเรื่องสไตล์เต็มที่

Fit Five: ลุคเฟมินีนเบาๆ ที่ช่วยดึงความสูงและความกล้าออกมาพร้อมกัน

ลุคสุดท้ายคือการเล่นใหญ่อีกแบบ เพราะท่อนบนทั้งหมดเป็น เสื้อผ้าผู้หญิง ทั้งเสื้อไหมพรมคร็อป และแจ็กเกตหนังคร็อป

พอจับคร็อปสองเลเยอร์มาเจอกัน จะเกิดเทคนิคหลอกตาตรงกลางตัว พาท่อนบนให้ดูสั้นลง ส่งผลให้ช่วงขาดูยาวขึ้นแบบชัดเจน ทำให้สัดส่วนโดยรวมดูสูงขึ้นทันที

นอกจากเรื่องสัดส่วนแล้ว ลุคนี้ยังมีความเฟมินีนบางๆ ที่ทำให้ภาพรวมดูน่าสนใจมากขึ้น เหมาะกับการขึ้นสเตจ หรือถ่ายแฟชั่นสตรีทในต่างประเทศ เป็นลุคที่อาจไม่ได้หยิบมาใส่เดินห้างในไทยบ่อยๆ แต่พอมีโอกาสพิเศษก็พร้อมจัดเต็ม

บทสรุป: แฟชั่นคือพื้นที่ทดลอง ไม่ใช่สนามสอบ

จากคนที่เคยไม่มั่นใจในตัวเอง และเคยเป็นแค่เด็กต่างจังหวัดที่ “มีอะไรก็ใส่” วันนี้มอสหลงกลายเป็นตัวอย่างของคนที่ใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ตัวเอง

สิ่งที่เขาเรียนรู้จากการลอง 5 ลุคนี้ และอีกนับไม่ถ้วนที่ไม่ได้เล่า คือ

  • เราไม่จำเป็นต้องยึดสไตล์เดียวไปตลอดชีวิต

  • การแต่งตัวไม่จำเป็นต้องนิยามว่า “นี่คือตัวตนฉัน” แต่อาจเป็น “นี่คือตัวฉันในวันนี้” มากกว่า

  • การกล้าลองลุคใหม่ๆ คือการให้โอกาสตัวเองได้เจอเวอร์ชั่นอื่นของเรา

และเหนือสิ่งอื่นใด เขาอยากฝากไว้ว่า ถ้าเราสนุกกับการแต่งตัว มั่นใจในสิ่งที่เราใส่ และไม่ได้ทำร้ายใคร การแต่งตัวแบบไหนก็เป็นคำตอบที่ถูกต้องสำหรับเราได้ทั้งนั้น

บางทีลุคที่ทำให้เราดูดีที่สุด อาจไม่ใช่ลุคที่คนอื่นชอบที่สุด แต่เป็นลุคที่ทำให้เราเงยหน้ามองเงาตัวเองในกระจก แล้วยิ้มออกมาได้ง่ายขึ้นต่างหาก