หนังจากเกม ไปไม่รอดเพราะอะไร? มุมมองจากผู้สร้าง Devil May Cry
กระแสของ หนังจากเกมDevil May Cry และซีรีส์ที่ดัดแปลงจากวิดีโอเกมยังคงเติบโตต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังหลายผลงานเริ่มประสบความสำเร็จทั้งในด้านรายได้และกระแสตอบรับจากแฟน ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ถูกวิจารณ์ว่าทำออกมาได้ไม่ดี หรือไม่สามารถถ่ายทอดเสน่ห์ของเกมต้นฉบับได้อย่างที่ควรจะเป็น
ล่าสุด Adi Shankar โปรดิวเซอร์และโชว์รันเนอร์ของแอนิเมชัน Devil May Cry ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยมองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลงานดัดแปลงหลายเรื่อง “ไปไม่รอด” มาจากการที่ทีมสร้างไม่เข้าใจตัวเกมต้นฉบับอย่างแท้จริง
ทำไมการดัดแปลงเกมถึงเป็นเรื่องยาก
แม้ปัจจุบันวงการภาพยนตร์และสตรีมมิงจะเริ่มให้ความสนใจกับวิดีโอเกมมากขึ้น แต่การนำเกมมาดัดแปลงยังคงเป็นความท้าทายที่ซับซ้อน
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ “เกม” และ “หนัง” เป็นสื่อที่แตกต่างกันโดยพื้นฐาน
ในเกม ผู้เล่นมีส่วนร่วมกับเรื่องราวผ่านการควบคุมตัวละคร การตัดสินใจ และประสบการณ์ระหว่างเล่น ขณะที่ภาพยนตร์หรือซีรีส์เป็นการเล่าเรื่องแบบเส้นตรง ผู้ชมไม่มีอิสระในการมีส่วนร่วมเหมือนในเกม
เมื่อเปลี่ยนรูปแบบการเล่าเรื่องโดยไม่เข้าใจแก่นของต้นฉบับ จึงทำให้หลายโปรเจกต์ดูฝืนหรือขาดเสน่ห์ที่แฟนเกมคุ้นเคย
มุมมองของ Adi Shankar ต่อวงการหนังจากเกม
Adi Shankar ให้สัมภาษณ์กับ GamesRadar+ ว่า แม้ตอนนี้จะมีการประกาศโปรเจกต์ดัดแปลงเกมจำนวนมาก แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะถูกสร้างจนเสร็จจริง
เขามองว่าการประกาศสร้างเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะกว่าจะกลายเป็นหนังหรือซีรีส์ที่สมบูรณ์ ยังต้องผ่านหลายขั้นตอน ทั้งฝั่งผู้บริหาร นักลงทุน และเจ้าของลิขสิทธิ์
ที่สำคัญคือ หลายครั้งคนที่มีอำนาจตัดสินใจในโปรเจกต์เหล่านี้ อาจไม่ใช่คนที่เข้าใจหรือมีความผูกพันกับเกมต้นฉบับจริง ๆ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือผลงานบางเรื่องดูเหมือนสร้างขึ้นเพื่อเกาะกระแส มากกว่าจะเข้าใจสิ่งที่ทำให้เกมนั้นได้รับความนิยมตั้งแต่แรก

ปัญหาที่หนังหรือซีรีส์จากเกมมักเจอ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีตัวอย่างทั้งฝั่งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวอย่างชัดเจน
การเปลี่ยนเนื้อหามากเกินไป
บางโปรเจกต์พยายามดัดแปลงเนื้อหาใหม่ทั้งหมด จนสูญเสียเอกลักษณ์ของเกมต้นฉบับ
แฟนเกมจำนวนมากจึงรู้สึกว่าผลงานเหล่านั้น “ใช้แค่ชื่อเกม” แต่ไม่ได้สะท้อนจิตวิญญาณจริง ๆ
เน้นตลาดมากกว่าตัวเกม
หลายครั้งโปรเจกต์ถูกผลักดันด้วยเหตุผลทางธุรกิจมากกว่าความเข้าใจในตัวเกม
ทำให้บท ตัวละคร หรือบรรยากาศถูกปรับเพื่อให้เข้าถึงคนทั่วไป แต่กลับทำให้แฟนเดิมรู้สึกห่างเหิน
ทีมสร้างไม่เข้าใจกลุ่มผู้เล่น
เกมแต่ละเกมมีวัฒนธรรมและฐานแฟนเฉพาะตัว หากทีมสร้างไม่เข้าใจว่าผู้เล่นรักอะไรในเกมนั้น ก็ยากที่จะสร้างผลงานที่ตอบโจทย์ทั้งแฟนเดิมและผู้ชมใหม่
ความสำเร็จของหนังจากเกมเริ่มเปลี่ยนภาพจำ
แม้จะมีความล้มเหลวจำนวนมาก แต่ช่วงหลังเริ่มมีตัวอย่างของผลงานที่ได้รับคำชมมากขึ้น
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ The Super Mario Bros. Movie ที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และกระแสตอบรับ
นอกจากนี้ยังมีซีรีส์หรือแอนิเมชันจากเกมอีกหลายเรื่องที่เริ่มพิสูจน์ว่า หากทีมสร้างเข้าใจต้นฉบับจริง ก็สามารถดึงดูดทั้งแฟนเกมและผู้ชมทั่วไปได้
กระแสนี้จึงทำให้หลายบริษัทเริ่มเร่งพัฒนาโปรเจกต์ใหม่ ๆ จากเกมดัง
เกมดังหลายเรื่องกำลังถูกดัดแปลง
ปัจจุบันมีหลายโปรเจกต์ที่ถูกประกาศว่าจะถูกนำมาสร้างเป็นหนังหรือซีรีส์ เช่น
Helldivers 2
Metal Gear Solid
It Takes Two
Duke Nukem
อย่างไรก็ตาม การประกาศสร้างไม่ได้หมายความว่าโปรเจกต์จะเดินหน้าจนเสร็จสมบูรณ์เสมอไป
อย่างที่ Adi Shankar กล่าวไว้ ขั้นตอนการพัฒนาโปรเจกต์ระดับใหญ่มีความซับซ้อนสูง และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
เลือกเดินอีกเส้นทาง
สำหรับแอนิเมชัน ทาง Adi Shankar ยืนยันว่าทีมงานพยายามหลีกเลี่ยงการ “ลอกเกมแบบตรงตัว”
แทนที่จะคัดลอกฉากหรือเนื้อเรื่องทั้งหมด ทีมสร้างเลือกเน้นการถ่ายทอด “จิตวิญญาณ” ของเกมมากกว่า
แนวคิดนี้หมายถึงการรักษาอารมณ์ คาแรกเตอร์ และบรรยากาศที่ทำให้แฟนเกมรู้สึกว่า “นี่คือ Devil May Cry” แม้รูปแบบการเล่าเรื่องจะถูกปรับให้เหมาะกับสื่อแอนิเมชันก็ตาม
วิธีคิดลักษณะนี้เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะหลายคนมองว่าเป็นแนวทางที่สมดุลระหว่างการเคารพต้นฉบับและการสร้างผลงานใหม่ให้เหมาะกับผู้ชมวงกว้าง
มีอะไรน่าสนใจ
ล่าสุดเปิดฉายบน Netflix แล้ว โดยเนื้อหาจะเน้นไปที่การเผชิญหน้าระหว่าง Dante และ Vergil ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์สำคัญที่สุดของซีรีส์
แฟนเกมจำนวนมากจับตาดูว่าซีซันใหม่จะสามารถรักษามาตรฐานและบรรยากาศ เอาไว้ได้มากแค่ไหน
โดยเฉพาะในด้านฉากแอ็คชัน คาแรกเตอร์ และโทนการเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์นี้

หนังจากเกมในอนาคตจะดีขึ้นหรือไม่
ปัจจุบันหลายสตูดิโอเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าการดัดแปลงเกมไม่ใช่แค่การนำชื่อดังมาสร้างเป็นหนัง
แต่ต้องเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้เล่นรักเกมนั้นจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร โลกในเกม หรืออารมณ์ร่วมระหว่างเล่น
หากวงการยังเดินไปในทิศทางที่ให้ความสำคัญกับต้นฉบับมากขึ้น ก็มีโอกาสที่หนังและซีรีส์จากเกมในอนาคตจะได้รับการยอมรับมากกว่าเดิม
สรุป
แม้กระแสของ หนังจากเกม จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ความสำเร็จของแต่ละเรื่องยังขึ้นอยู่กับความเข้าใจในต้นฉบับเป็นสำคัญ
มุมมองของ Adi Shankar สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาหลักของผลงานหลายเรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณหรือเทคนิคการสร้าง แต่คือการขาดคนที่เข้าใจ “หัวใจ” ของเกมจริง ๆ
ขณะที่ Devil May Cry เลือกใช้แนวทางถ่ายทอดจิตวิญญาณของเกมมากกว่าการลอกแบบตรงตัว ก็อาจกลายเป็นอีกตัวอย่างสำคัญว่าการดัดแปลงเกมสามารถทำออกมาให้เข้าถึงทั้งแฟนเดิมและผู้ชมใหม่ได้เช่นกัน


ความคิดเห็น