ชีวิตมนุษย์เงินเดือน vs ซีรีส์ที่เผลอกดแล้วดูรวดเดียวจบ
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แค่เปิดเฟซบุ๊กขึ้นมาก็หนีไม่พ้นโพสต์รีวิวซีรีส์เต็มหน้าฟีด โดยเฉพาะซีรีส์ไทยเรื่องหนึ่งบน Netflix ที่เพิ่งปล่อยครบทั้งซีซันไปสด ๆ ร้อน ๆ หลายคนเล่าว่าตั้งใจเปิดดูเล่น ๆ แค่ตอนเดียว สุดท้ายฟ้าเริ่มสว่างตอนจบตอนที่ 7 แบบไม่รู้ตัว
คนทำงานที่นอนน้อยเป็นทุนเดิม ถ้าเผลอไปกดดูซีรีส์แบบมาราธอน 7 ชั่วโมงติด ชีวิตการทำงานวันรุ่งขึ้นคงพังแน่นอน เลยต้องจำใจ “ดองซีรีส์ที่คนกำลังพูดถึงทั้งเมือง” ไว้ก่อน
ระหว่างเลื่อนฟีดไปเรื่อย ๆ ก็ไปสะดุดกับอีกหนึ่งซีรีส์ที่เพิ่งลง Netflix เช่นกัน คราวนี้เป็นซีรีส์เกาหลีที่ทยอยปล่อยตอนตามเกาหลี รีวิวบอกว่าสนุกและฮามาก เลยกลายเป็นทางเลือกที่ไม่ต้องแลกกับการอดนอนยาว ๆ เพราะดูแค่ 2–3 ชั่วโมงก็พอ เอามาเขียนเล่าต่อก็ยังทัน
ทนายแรงงานกับลูกความที่เป็นผี
Oh My Ghost Clients หรือชื่อไทยใน Netflix ว่า ให้ตายเถอะ ลูกความผี เป็นหนึ่งในซีรีส์เกาหลีที่เปิดตอนแรกจบไปแบบไม่ต้องรู้เรื่องย่อก่อนด้วยซ้ำ แล้วก็แทบไม่ผิดหวังกับไอเดียใหม่ ๆ แบบฉบับซีรีส์เกาหลี
เส้นเรื่อง “คนกับผีต้องมาทำงานร่วมกัน” อาจไม่ใช่ของแปลก แต่การจับคู่ระหว่าง ทนายความแรงงาน กับ ลูกความผีที่เคยเป็นลูกจ้างในองค์กรต่าง ๆ นี่แหละที่ทำให้เรื่องนี้โดดเด่นขึ้นมาอีกระดับ
ผีที่มาปรากฏตัวไม่ใช่วิญญาณเร่ร่อนทั่วไป แต่เป็นอดีตลูกจ้างที่
ทำงานในสถานที่ที่ไม่สนใจมาตรฐานความปลอดภัย
ถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน
ไม่เคยได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้าง
แล้วทั้งหมดก็ต้องมาขอให้ทนายแรงงานคนหนึ่ง ช่วยตามล่าความยุติธรรมให้กับ “คนที่ตายไปแล้วเพราะงาน”
พระเอกที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นฮีโร่ แต่ดันต้องช่วยผี
เรื่องราวเริ่มจากอดีตทนายในสำนักงานกฎหมายใหญ่ที่ไม่ได้อินกับคำว่าความยุติธรรมเท่าไร เขาทำงานแบบไปวัน ๆ ไม่มีแพสชัน ไม่มีความสุข มีแค่อย่างเดียวคือ “เงินเดือนออกทุกเดือน”
สุดท้ายเขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพราะเห็นเพื่อนชวนไปลงทุนคริปโต ฟังแล้วเหมือนทางลัดสู่ชีวิตใหม่ รวยเร็ว ไม่ต้องทนเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ผลลัพธ์คือพังไม่เป็นท่า เงินชดเชยที่ได้มาก็หายวับไปกับตา
ยังไม่พอ ภรรยาก็เก็บของหนีไปอีก ก่อนไปก็ยังทิ้งคำด่าไว้ให้เป็นของแถม จากใบเบิกทางสู่ชีวิตใหม่ กลายเป็นใบเบิกหนี้และความว่างเปล่าแบบครบชุด เขาจึงต้องกลับมาเป็นทนายอีกครั้ง แต่คราวนี้ในฐานะ ทนายแรงงาน ที่เริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์
สำนักงานทนายแรงงานสุดร้าง กับดีลลึกลับที่แลกมาด้วยชีวิต
แม้จะมีใบอนุญาตทนายแรงงานอยู่ในมือ แต่เขาไม่สามารถกลับไปทำงานที่เดิมได้ คนที่เคยบอกว่าจะช่วยดันให้ กลับกลายเป็นแค่คำพูดลอย ๆ สุดท้ายเลยต้องเปิดสำนักงานทนายของตัวเอง
ปัญหาคือ
ไม่มีลูกความเลย
ค่าเช่าสำนักงานถูกทวงทุกวัน
งานไม่มี เงินก็ไม่มา
คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยจริง ๆ กลับเป็นน้องสาวของภรรยา ที่มาตั้งใจช่วยพี่เขยแบบหวังเงินเดือนที่ออกตรงเวลา เธอยังลากเพื่อนผู้ชายที่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์มาร่วมทีม เพื่อช่วยกันหาวิธีให้สำนักงานอยู่รอดต่อไป
สามคนเลยตัดสินใจเดินสายไปตามโรงงานที่ละเลยกฎหมายแรงงาน ถ่ายทำคอนเทนต์เพื่อแลกเงินปิดปาก เป็นการเอาตัวรอดรูปแบบหนึ่งในโลกที่กฎหมายแรงงานถูกใช้เป็นเพียงคำขู่มากกว่าความยุติธรรม
แต่พอไปถึงโรงงานแห่งหนึ่ง ทุกอย่างก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ระหว่างการพยายามแบล็กเมล์เจ้าของกิจการ กลับเกิดอุบัติเหตุรุนแรงขึ้นในโรงงานจนพระเอกเกือบเอาชีวิตไม่รอด
เพื่อไม่ให้ตัวเองตาย เขาถูกยื่น “สัญญา” บางอย่างให้เซ็นจากบุคคลลึกลับที่โผล่มาแบบไม่มีที่มา ภายหลังจากนั้นเขาก็เริ่มเห็นผี และได้เห็นเบื้องหลังการตายที่ไม่ยุติธรรมของแรงงานเหล่านั้นอย่างชัดเจน
จากนั้นเขาและทีมอีกสองคนจึงต้องรับหน้าที่ใหม่ที่ไม่เคยสมัครใจ
สืบหาความจริงเบื้องหลังการตายของลูกจ้าง
เปิดโปงระบบงานที่โหดร้ายกว่าผี
ช่วยทวงคืนความยุติธรรมให้กับ “ลูกความผี” ทีละราย
ในกระบวนการนี้เอง เขากลายเป็นกระบอกเสียงให้วิญญาณของเหล่าลูกจ้าง ค่อย ๆ เปลี่ยนโลกแห่งแรงงาน และเติบโตเป็น ทนายแรงงานที่เข้าใจความเจ็บปวดของคนทำงานจริง ๆ
“มีงานทำก็บุญแล้ว” ทำไมมนุษย์เงินเดือนยอมโดนเอาเปรียบ
หนึ่งในประเด็นที่ซีรีส์สะกิดใจมาก คือแนวคิดแบบคุ้นหูว่า
การมีงานในวัยนี้คือบุญหัวแล้ว จะเรื่องมากอะไรอีก หาเงินได้ก็ควรรีบโกยสิ
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำไมลูกจ้างจำนวนมากยอมอยู่งานที่ไม่เป็นธรรม ยอมถูกกดขี่ทั้งที่รู้ว่าตัวเองถูกละเมิดสิทธิ หลายคนไม่ได้ไม่รู้กฎหมายแรงงาน พวกเขารู้ แต่กลับเลือกที่จะไม่สู้
เพราะทุกคนรู้โดยสัญชาตญาณว่า ถ้าเรื่องมันบานปลายไปถึงศาลแรงงาน หรือขึ้นโรงขึ้นศาลกับนายจ้าง ยังไงก็ “จบไม่สวย” แถมยังอาจต้องแลกด้วยอนาคตของตัวเองในวงการทำงาน
ลองมองปลายทางให้ชัด ๆ ต่อให้ลูกจ้างชนะคดีจริง ๆ
บรรยากาศการทำงานหลังจากนั้นจะกลับมาเป็นปกติได้จริงหรือ
จะมองหน้ากันติดไหม ระหว่างลูกจ้างที่ฟ้อง กับนายจ้างและองค์กร
การกลับเข้าไปทำงานต่อในที่เดิมยังเป็นไปได้อยู่หรือเปล่า
สุดท้ายแล้ว คนที่กระทบหนักที่สุดก็ไม่ใช่องค์กร แต่คือตัวลูกจ้างเอง ที่ต้องหาทางเดินออกจากที่เดิมอย่างเลี่ยงไม่ได้
สู้แล้วชนะก็แย่ แพ้ก็จบ ลูกจ้างเลยต้อง “รับจบ” ทุกกรณี
ถ้าลูกจ้างสู้คดีแล้วชนะ สิ่งที่รออยู่ ไม่ได้แปลว่าจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเสมอไป บรรยากาศอึดอัด ความรู้สึกผิดที่ถูกโยนใส่ และสายตาของเพื่อนร่วมงานบางคนที่มองว่า “เป็นตัวปัญหา” กลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้คนส่วนใหญ่ทนอยู่ต่อไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องลาออกอยู่ดี
ที่น่าเจ็บกว่าคือ มักจะมีเพื่อนร่วมงานบางคนที่หันมามองคนที่ลุกขึ้นสู้ว่าเป็นต้นเหตุทำให้
องค์กรต้องขึ้นโรงขึ้นศาล
ชื่อเสียงบริษัทเสียหาย
การจ้างงานในอนาคตสั่นคลอน
ทั้งที่ความจริงแล้ว การลุกขึ้นมาสู้ คือการพยายามปกป้องสวัสดิการและความปลอดภัยของลูกจ้างทุกคนทั้งองค์กรด้วยซ้ำ แต่ในสายตาคนบางกลุ่ม กลับถูกแปะป้ายว่า “เรื่องมาก ไม่อดทน”
อีกด้านหนึ่ง ในกรณีที่ลูกจ้างแพ้คดี ภาพที่เห็นตามข่าวและในซีรีส์ก็คือ
องค์กรใหญ่มีฝ่ายกฎหมายที่เชี่ยวชาญช่องโหว่
จ้างสำนักงานกฎหมายมือดีมาช่วยพลิกเกม
หนักเข้าก็มีการเล่นใต้โต๊ะเพื่อให้คดีจบแบบองค์กรเสียหายน้อยที่สุด
ส่วนลูกจ้างก็ต้องเก็บข้าวของออกจากองค์กรอย่างเงียบ ๆ พร้อมประวัติที่อาจตามหลอกหลอนในการสมัครงานที่ใหม่ เพราะวงการทำงานจริง ๆ เล็กกว่าที่คิดมาก โดยเฉพาะในสายอาชีพเดียวกัน
ทำไมคนที่รู้สิทธิของตัวเอง กลับถูกมองเป็น “ตัวปัญหา”
โลกของการจ้างงานไม่ได้ใจดีขนาดที่จะรับคนที่เคยขึ้นศาลแรงงานเข้ามาทำงานง่าย ๆ หลายองค์กรกลัวว่าถ้ารับเข้ามาแล้ว อาจเกิดเรื่องแบบเดิมซ้ำอีก โดยเฉพาะในที่ทำงานที่ไม่ค่อยอยากยุ่งกับกฎหมายแรงงานเท่าไร
ผลคือ ลูกจ้างที่
รู้กฎหมายแรงงาน
รู้สิทธิของตัวเอง
กล้าพูด กล้าทวงความยุติธรรม
กลับถูกตีตราว่าเป็น “หัวหมอ” และควรถูกหลีกเลี่ยง
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมหลายคนถึงเลือก ทน แทนที่จะ สู้ เพราะไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ สุดท้ายคนที่ต้อง “รับจบ” ก็ยังคือลูกจ้างอยู่ดี ความเสี่ยงที่จะตกงาน ไปที่ไหนก็ไม่มีใครรับ ทำให้หลายคนไม่กล้าแม้แต่จะเริ่มต้นเรียกร้องสิทธิพื้นฐานให้ตัวเอง
เมื่อชีวิตจริงไม่มีปุ่ม “ออกจากห้องแชต” หรือ “ลาออกแล้วรีสตาร์ตใหม่” ง่าย ๆ
อีกประเด็นที่ซีรีส์โยงมาชนกับโลกจริงได้อย่างเจ็บลึก คือความรู้สึกของคนทำงานที่ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตอย่างเต็มที่
หลายคนต้องทนอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ปลอดภัย หรือเต็มไปด้วยคนเป็นพิษ ทั้งที่รู้ว่าไม่โอเคเลย แต่เลือกจะอยู่ต่อเพราะ
มีความรับผิดชอบที่แบกอยู่ ทั้งงานและชีวิตตัวเอง
มีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน
มีคนข้างหลังที่ต้องดูแล
ชีวิตมันผูกติดกับเงินเดือน มากซะจนคำว่า “ลาออก” ไม่ใช่ตัวเลือกที่พูดแล้วทำได้ง่าย ๆ เหมือนข้อความในแชตที่จะกดออกเมื่อไรก็ได้
ผีในซีรีส์ กับคนจริงที่ไม่มีโอกาสดูผลลัพธ์ของความอดทนตัวเอง
ซีรีส์หยิบเคสของลูกความผีสองคนมาเล่าได้อย่างเจ็บจี๊ด
นักศึกษาฝึกงานในโรงงานผลิตเหล็กกล้า
พยาบาลจบใหม่ที่ทำงานในโรงพยาบาลใหญ่ชื่อดัง
ทั้งสองคนมีจุดร่วมเดียวกันคือ “อดทนทำงานในระบบที่เอาเปรียบ” เพราะไม่คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกมากนัก และสุดท้ายก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่ดูผลลัพธ์ของความอดทนตัวเองเลย
เคสเด็กฝึกงาน: ชีวิตแลกกับตัวเลขสถิติของโรงเรียน
นักศึกษาฝึกงานเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในโรงงานที่ไม่แยแสเรื่องความปลอดภัย การตายของเขาถูกปิดเป็นความลับ โรงเรียนต้นสังกัดเลือกปิดปากเพราะห่วง
ภาพลักษณ์ของสถาบัน
สถิติการจ้างงานของเด็กหลังฝึกงาน
โรงงานเองก็พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง โทษว่าเป็นความผิดของเด็กที่เปิดเครื่องเอง ทั้งที่ในความเป็นจริง ถ้ามีใครพยายามช่วยอย่างถูกต้อง เขาอาจไม่ต้องตายด้วยซ้ำ
เด็กคนนี้ทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงอันตราย เพราะถูกขู่เรื่องอนาคตการทำงานหลังฝึกจบ ถ้าทำตัวมีปัญหา ก็เตรียมล้มทั้งแผนชีวิตได้เลย
เคสพยาบาลจบใหม่: เมื่อความหวังถูกกดทับจนมองไม่เห็นทางออก
พยาบาลสาวที่เพิ่งจบใหม่ ทำงานในโรงพยาบาลที่ครอบครัวอยากให้เข้าไปอยู่ ดูสวยหรู มีชื่อเสียง แต่ชีวิตจริงกลับเต็มไปด้วย
เวรงานที่แทบไม่ให้เวลาพัก
ความผิดพลาดที่ถูกซัดใส่เพียงฝ่ายเดียว
หัวหน้าที่ใช้อำนาจระบายอารมณ์ใส่คนที่อ่อนแอกว่า
เธอรู้ดีว่าตัวเองลาออกไม่ได้ เพราะต้องทำงานให้ครบเพื่อขอใบรับรองประสบการณ์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสำหรับอนาคตทั้งชีวิต
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายเมื่อหมอคนหนึ่งสั่งยาผิด แต่โยนความผิดให้เธอ จนต้องกลายเป็นคนที่ต้องขอโทษแทนทั้งที่ไม่ได้ทำผิด ญาติคนไข้ขู่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย อาจารย์หมอก็ช่วยกันปกป้องหมอด้วยข้ออ้างว่า “ไม่อยากให้อีกฝ่ายหมดอนาคต” แต่จริง ๆ คือกลัวโรงพยาบาลซวยไปด้วย
เมื่อทุกทางออกมืดสนิท เธอเลือกจบชีวิตตัวเอง เพราะไม่มีแรงจะทนอยู่ในระบบที่กดทับทุกอย่างให้เงียบสนิทอย่างนี้อีกต่อไป
ไม่ใช่ทุกคนที่ขี้เกียจ บางคนแค่ทำงานอยู่ในที่ที่ไม่น่าอยู่
สิ่งที่ซีรีส์อยากชวนคิดคือ ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองที่ต้องอดทนอยู่ในสภาพการทำงานที่โหดร้าย บางคนไม่ได้มีสิทธิ์เลือกมากพอที่จะเดินออกมาอย่างสวย ๆ ได้ เพียงเพราะ
ไม่มีเงินสำรองมากพอจะตกงานนาน ๆ
ไม่มีเครือข่ายหรือโอกาสใหม่รองรับ
มีภาระชีวิตที่ต้องรับผิดชอบทุกวัน
และใช่ สุดท้ายมันกลับไปจบที่เรื่องเงินทั้งนั้น คนจำนวนมากต้องฝืนใจไปทำงานที่ไม่อยากไป เพราะรู้ว่าถ้าลาออกวันนี้ พรุ่งนี้บิลและค่าใช้จ่ายทั้งหลายก็ยังวิ่งมาหาอยู่ดี
เมื่อมีมขำ ๆ กลายเป็นคำปลอบใจของคนที่ร้องไห้ก่อนออกไปทำงาน
ในเฟซบุ๊กมีมีมฮิตที่อ่านแล้วเหมือนขำ แต่ลึก ๆ คือความจริงสุดจะบาดใจ อย่างประโยคที่ว่า
“ข้าพเจ้าตื่นมาทำงานเพราะเป็นหน้าที่ (หรือเพราะเป็นหนี้ หรือเพราะอยากเก็บเงินไปคอนเสิร์ต) มิใช่เพราะขยันหรืออยากทำงาน”
และอีกประโยคที่ว่า
“ถึงจะขี้คร้านแค่ไหน แต่ก็มาทำงานทุกวัน”
มันสะท้อนชัดมากว่า คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้เกลียดการทำงาน แต่เกลียด สภาพแวดล้อมในการทำงาน มากกว่า ที่ทำให้ต้องฝืนลุกจากเตียงทั้งน้ำตาในทุกเช้า
ดังนั้น คนที่ไม่อยากไปทำงาน อาจไม่ใช่คนขี้เกียจเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะที่ทำงานของเขา “ไม่น่าอยู่เกินกว่าจะอยากกลับไป” ต่างหาก
ซีรีส์อย่าง Oh My Ghost Clients เลยไม่ได้แค่เล่าเรื่องผีกับทนาย แต่มันสะกิดให้เราหันกลับมามองโลกการทำงานจริง ๆ ว่า
ทำไมลูกจ้างต้องยอมทน
ทำไมการเรียกร้องสิทธิถึงกลายเป็นเรื่องน่ากลัว
ทำไมความเป็นธรรมถึงมาช้ากว่าค่าบัตรเครดิตทุกใบ
และบางที การดูซีรีส์เรื่องหนึ่งจนจบ อาจไม่ได้ทำให้เราหายเหนื่อยจากงาน แต่อาจทำให้เรา เข้าใจตัวเองและคนทำงานคนอื่น ๆ มากขึ้นอีกหน่อย ก็ได้

