รับแอปรับแอป

เมื่อทนายมองเห็นผี: ซีรีส์ที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนกลืนน้ำตาไม่ลง

ชนินทร์ อินทร์ดี01-31

ชีวิตมนุษย์เงินเดือน vs ซีรีส์ที่เผลอกดแล้วดูรวดเดียวจบ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แค่เปิดเฟซบุ๊กขึ้นมาก็หนีไม่พ้นโพสต์รีวิวซีรีส์เต็มหน้าฟีด โดยเฉพาะซีรีส์ไทยเรื่องหนึ่งบน Netflix ที่เพิ่งปล่อยครบทั้งซีซันไปสด ๆ ร้อน ๆ หลายคนเล่าว่าตั้งใจเปิดดูเล่น ๆ แค่ตอนเดียว สุดท้ายฟ้าเริ่มสว่างตอนจบตอนที่ 7 แบบไม่รู้ตัว

คนทำงานที่นอนน้อยเป็นทุนเดิม ถ้าเผลอไปกดดูซีรีส์แบบมาราธอน 7 ชั่วโมงติด ชีวิตการทำงานวันรุ่งขึ้นคงพังแน่นอน เลยต้องจำใจ “ดองซีรีส์ที่คนกำลังพูดถึงทั้งเมือง” ไว้ก่อน

ระหว่างเลื่อนฟีดไปเรื่อย ๆ ก็ไปสะดุดกับอีกหนึ่งซีรีส์ที่เพิ่งลง Netflix เช่นกัน คราวนี้เป็นซีรีส์เกาหลีที่ทยอยปล่อยตอนตามเกาหลี รีวิวบอกว่าสนุกและฮามาก เลยกลายเป็นทางเลือกที่ไม่ต้องแลกกับการอดนอนยาว ๆ เพราะดูแค่ 2–3 ชั่วโมงก็พอ เอามาเขียนเล่าต่อก็ยังทัน

ทนายแรงงานกับลูกความที่เป็นผี

Oh My Ghost Clients หรือชื่อไทยใน Netflix ว่า ให้ตายเถอะ ลูกความผี เป็นหนึ่งในซีรีส์เกาหลีที่เปิดตอนแรกจบไปแบบไม่ต้องรู้เรื่องย่อก่อนด้วยซ้ำ แล้วก็แทบไม่ผิดหวังกับไอเดียใหม่ ๆ แบบฉบับซีรีส์เกาหลี

เส้นเรื่อง “คนกับผีต้องมาทำงานร่วมกัน” อาจไม่ใช่ของแปลก แต่การจับคู่ระหว่าง ทนายความแรงงาน กับ ลูกความผีที่เคยเป็นลูกจ้างในองค์กรต่าง ๆ นี่แหละที่ทำให้เรื่องนี้โดดเด่นขึ้นมาอีกระดับ

ผีที่มาปรากฏตัวไม่ใช่วิญญาณเร่ร่อนทั่วไป แต่เป็นอดีตลูกจ้างที่

  • ทำงานในสถานที่ที่ไม่สนใจมาตรฐานความปลอดภัย

  • ถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน

  • ไม่เคยได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้าง

แล้วทั้งหมดก็ต้องมาขอให้ทนายแรงงานคนหนึ่ง ช่วยตามล่าความยุติธรรมให้กับ “คนที่ตายไปแล้วเพราะงาน”

พระเอกที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นฮีโร่ แต่ดันต้องช่วยผี

เรื่องราวเริ่มจากอดีตทนายในสำนักงานกฎหมายใหญ่ที่ไม่ได้อินกับคำว่าความยุติธรรมเท่าไร เขาทำงานแบบไปวัน ๆ ไม่มีแพสชัน ไม่มีความสุข มีแค่อย่างเดียวคือ “เงินเดือนออกทุกเดือน”

สุดท้ายเขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพราะเห็นเพื่อนชวนไปลงทุนคริปโต ฟังแล้วเหมือนทางลัดสู่ชีวิตใหม่ รวยเร็ว ไม่ต้องทนเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ผลลัพธ์คือพังไม่เป็นท่า เงินชดเชยที่ได้มาก็หายวับไปกับตา

ยังไม่พอ ภรรยาก็เก็บของหนีไปอีก ก่อนไปก็ยังทิ้งคำด่าไว้ให้เป็นของแถม จากใบเบิกทางสู่ชีวิตใหม่ กลายเป็นใบเบิกหนี้และความว่างเปล่าแบบครบชุด เขาจึงต้องกลับมาเป็นทนายอีกครั้ง แต่คราวนี้ในฐานะ ทนายแรงงาน ที่เริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์

สำนักงานทนายแรงงานสุดร้าง กับดีลลึกลับที่แลกมาด้วยชีวิต

แม้จะมีใบอนุญาตทนายแรงงานอยู่ในมือ แต่เขาไม่สามารถกลับไปทำงานที่เดิมได้ คนที่เคยบอกว่าจะช่วยดันให้ กลับกลายเป็นแค่คำพูดลอย ๆ สุดท้ายเลยต้องเปิดสำนักงานทนายของตัวเอง

ปัญหาคือ

  • ไม่มีลูกความเลย

  • ค่าเช่าสำนักงานถูกทวงทุกวัน

  • งานไม่มี เงินก็ไม่มา

คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยจริง ๆ กลับเป็นน้องสาวของภรรยา ที่มาตั้งใจช่วยพี่เขยแบบหวังเงินเดือนที่ออกตรงเวลา เธอยังลากเพื่อนผู้ชายที่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์มาร่วมทีม เพื่อช่วยกันหาวิธีให้สำนักงานอยู่รอดต่อไป

สามคนเลยตัดสินใจเดินสายไปตามโรงงานที่ละเลยกฎหมายแรงงาน ถ่ายทำคอนเทนต์เพื่อแลกเงินปิดปาก เป็นการเอาตัวรอดรูปแบบหนึ่งในโลกที่กฎหมายแรงงานถูกใช้เป็นเพียงคำขู่มากกว่าความยุติธรรม

แต่พอไปถึงโรงงานแห่งหนึ่ง ทุกอย่างก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ระหว่างการพยายามแบล็กเมล์เจ้าของกิจการ กลับเกิดอุบัติเหตุรุนแรงขึ้นในโรงงานจนพระเอกเกือบเอาชีวิตไม่รอด

เพื่อไม่ให้ตัวเองตาย เขาถูกยื่น “สัญญา” บางอย่างให้เซ็นจากบุคคลลึกลับที่โผล่มาแบบไม่มีที่มา ภายหลังจากนั้นเขาก็เริ่มเห็นผี และได้เห็นเบื้องหลังการตายที่ไม่ยุติธรรมของแรงงานเหล่านั้นอย่างชัดเจน

จากนั้นเขาและทีมอีกสองคนจึงต้องรับหน้าที่ใหม่ที่ไม่เคยสมัครใจ

  • สืบหาความจริงเบื้องหลังการตายของลูกจ้าง

  • เปิดโปงระบบงานที่โหดร้ายกว่าผี

  • ช่วยทวงคืนความยุติธรรมให้กับ “ลูกความผี” ทีละราย

ในกระบวนการนี้เอง เขากลายเป็นกระบอกเสียงให้วิญญาณของเหล่าลูกจ้าง ค่อย ๆ เปลี่ยนโลกแห่งแรงงาน และเติบโตเป็น ทนายแรงงานที่เข้าใจความเจ็บปวดของคนทำงานจริง ๆ

“มีงานทำก็บุญแล้ว” ทำไมมนุษย์เงินเดือนยอมโดนเอาเปรียบ

หนึ่งในประเด็นที่ซีรีส์สะกิดใจมาก คือแนวคิดแบบคุ้นหูว่า

การมีงานในวัยนี้คือบุญหัวแล้ว จะเรื่องมากอะไรอีก หาเงินได้ก็ควรรีบโกยสิ

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำไมลูกจ้างจำนวนมากยอมอยู่งานที่ไม่เป็นธรรม ยอมถูกกดขี่ทั้งที่รู้ว่าตัวเองถูกละเมิดสิทธิ หลายคนไม่ได้ไม่รู้กฎหมายแรงงาน พวกเขารู้ แต่กลับเลือกที่จะไม่สู้

เพราะทุกคนรู้โดยสัญชาตญาณว่า ถ้าเรื่องมันบานปลายไปถึงศาลแรงงาน หรือขึ้นโรงขึ้นศาลกับนายจ้าง ยังไงก็ “จบไม่สวย” แถมยังอาจต้องแลกด้วยอนาคตของตัวเองในวงการทำงาน

ลองมองปลายทางให้ชัด ๆ ต่อให้ลูกจ้างชนะคดีจริง ๆ

  • บรรยากาศการทำงานหลังจากนั้นจะกลับมาเป็นปกติได้จริงหรือ

  • จะมองหน้ากันติดไหม ระหว่างลูกจ้างที่ฟ้อง กับนายจ้างและองค์กร

  • การกลับเข้าไปทำงานต่อในที่เดิมยังเป็นไปได้อยู่หรือเปล่า

สุดท้ายแล้ว คนที่กระทบหนักที่สุดก็ไม่ใช่องค์กร แต่คือตัวลูกจ้างเอง ที่ต้องหาทางเดินออกจากที่เดิมอย่างเลี่ยงไม่ได้

สู้แล้วชนะก็แย่ แพ้ก็จบ ลูกจ้างเลยต้อง “รับจบ” ทุกกรณี

ถ้าลูกจ้างสู้คดีแล้วชนะ สิ่งที่รออยู่ ไม่ได้แปลว่าจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเสมอไป บรรยากาศอึดอัด ความรู้สึกผิดที่ถูกโยนใส่ และสายตาของเพื่อนร่วมงานบางคนที่มองว่า “เป็นตัวปัญหา” กลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้คนส่วนใหญ่ทนอยู่ต่อไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องลาออกอยู่ดี

ที่น่าเจ็บกว่าคือ มักจะมีเพื่อนร่วมงานบางคนที่หันมามองคนที่ลุกขึ้นสู้ว่าเป็นต้นเหตุทำให้

  • องค์กรต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

  • ชื่อเสียงบริษัทเสียหาย

  • การจ้างงานในอนาคตสั่นคลอน

ทั้งที่ความจริงแล้ว การลุกขึ้นมาสู้ คือการพยายามปกป้องสวัสดิการและความปลอดภัยของลูกจ้างทุกคนทั้งองค์กรด้วยซ้ำ แต่ในสายตาคนบางกลุ่ม กลับถูกแปะป้ายว่า “เรื่องมาก ไม่อดทน”

อีกด้านหนึ่ง ในกรณีที่ลูกจ้างแพ้คดี ภาพที่เห็นตามข่าวและในซีรีส์ก็คือ

  • องค์กรใหญ่มีฝ่ายกฎหมายที่เชี่ยวชาญช่องโหว่

  • จ้างสำนักงานกฎหมายมือดีมาช่วยพลิกเกม

  • หนักเข้าก็มีการเล่นใต้โต๊ะเพื่อให้คดีจบแบบองค์กรเสียหายน้อยที่สุด

ส่วนลูกจ้างก็ต้องเก็บข้าวของออกจากองค์กรอย่างเงียบ ๆ พร้อมประวัติที่อาจตามหลอกหลอนในการสมัครงานที่ใหม่ เพราะวงการทำงานจริง ๆ เล็กกว่าที่คิดมาก โดยเฉพาะในสายอาชีพเดียวกัน

ทำไมคนที่รู้สิทธิของตัวเอง กลับถูกมองเป็น “ตัวปัญหา”

โลกของการจ้างงานไม่ได้ใจดีขนาดที่จะรับคนที่เคยขึ้นศาลแรงงานเข้ามาทำงานง่าย ๆ หลายองค์กรกลัวว่าถ้ารับเข้ามาแล้ว อาจเกิดเรื่องแบบเดิมซ้ำอีก โดยเฉพาะในที่ทำงานที่ไม่ค่อยอยากยุ่งกับกฎหมายแรงงานเท่าไร

ผลคือ ลูกจ้างที่

  • รู้กฎหมายแรงงาน

  • รู้สิทธิของตัวเอง

  • กล้าพูด กล้าทวงความยุติธรรม

กลับถูกตีตราว่าเป็น “หัวหมอ” และควรถูกหลีกเลี่ยง

นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมหลายคนถึงเลือก ทน แทนที่จะ สู้ เพราะไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ สุดท้ายคนที่ต้อง “รับจบ” ก็ยังคือลูกจ้างอยู่ดี ความเสี่ยงที่จะตกงาน ไปที่ไหนก็ไม่มีใครรับ ทำให้หลายคนไม่กล้าแม้แต่จะเริ่มต้นเรียกร้องสิทธิพื้นฐานให้ตัวเอง

เมื่อชีวิตจริงไม่มีปุ่ม “ออกจากห้องแชต” หรือ “ลาออกแล้วรีสตาร์ตใหม่” ง่าย ๆ

อีกประเด็นที่ซีรีส์โยงมาชนกับโลกจริงได้อย่างเจ็บลึก คือความรู้สึกของคนทำงานที่ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตอย่างเต็มที่

หลายคนต้องทนอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ปลอดภัย หรือเต็มไปด้วยคนเป็นพิษ ทั้งที่รู้ว่าไม่โอเคเลย แต่เลือกจะอยู่ต่อเพราะ

  • มีความรับผิดชอบที่แบกอยู่ ทั้งงานและชีวิตตัวเอง

  • มีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน

  • มีคนข้างหลังที่ต้องดูแล

ชีวิตมันผูกติดกับเงินเดือน มากซะจนคำว่า “ลาออก” ไม่ใช่ตัวเลือกที่พูดแล้วทำได้ง่าย ๆ เหมือนข้อความในแชตที่จะกดออกเมื่อไรก็ได้

ผีในซีรีส์ กับคนจริงที่ไม่มีโอกาสดูผลลัพธ์ของความอดทนตัวเอง

ซีรีส์หยิบเคสของลูกความผีสองคนมาเล่าได้อย่างเจ็บจี๊ด

  • นักศึกษาฝึกงานในโรงงานผลิตเหล็กกล้า

  • พยาบาลจบใหม่ที่ทำงานในโรงพยาบาลใหญ่ชื่อดัง

ทั้งสองคนมีจุดร่วมเดียวกันคือ “อดทนทำงานในระบบที่เอาเปรียบ” เพราะไม่คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกมากนัก และสุดท้ายก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่ดูผลลัพธ์ของความอดทนตัวเองเลย

เคสเด็กฝึกงาน: ชีวิตแลกกับตัวเลขสถิติของโรงเรียน

นักศึกษาฝึกงานเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในโรงงานที่ไม่แยแสเรื่องความปลอดภัย การตายของเขาถูกปิดเป็นความลับ โรงเรียนต้นสังกัดเลือกปิดปากเพราะห่วง

  • ภาพลักษณ์ของสถาบัน

  • สถิติการจ้างงานของเด็กหลังฝึกงาน

โรงงานเองก็พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง โทษว่าเป็นความผิดของเด็กที่เปิดเครื่องเอง ทั้งที่ในความเป็นจริง ถ้ามีใครพยายามช่วยอย่างถูกต้อง เขาอาจไม่ต้องตายด้วยซ้ำ

เด็กคนนี้ทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงอันตราย เพราะถูกขู่เรื่องอนาคตการทำงานหลังฝึกจบ ถ้าทำตัวมีปัญหา ก็เตรียมล้มทั้งแผนชีวิตได้เลย

เคสพยาบาลจบใหม่: เมื่อความหวังถูกกดทับจนมองไม่เห็นทางออก

พยาบาลสาวที่เพิ่งจบใหม่ ทำงานในโรงพยาบาลที่ครอบครัวอยากให้เข้าไปอยู่ ดูสวยหรู มีชื่อเสียง แต่ชีวิตจริงกลับเต็มไปด้วย

  • เวรงานที่แทบไม่ให้เวลาพัก

  • ความผิดพลาดที่ถูกซัดใส่เพียงฝ่ายเดียว

  • หัวหน้าที่ใช้อำนาจระบายอารมณ์ใส่คนที่อ่อนแอกว่า

เธอรู้ดีว่าตัวเองลาออกไม่ได้ เพราะต้องทำงานให้ครบเพื่อขอใบรับรองประสบการณ์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสำหรับอนาคตทั้งชีวิต

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายเมื่อหมอคนหนึ่งสั่งยาผิด แต่โยนความผิดให้เธอ จนต้องกลายเป็นคนที่ต้องขอโทษแทนทั้งที่ไม่ได้ทำผิด ญาติคนไข้ขู่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย อาจารย์หมอก็ช่วยกันปกป้องหมอด้วยข้ออ้างว่า “ไม่อยากให้อีกฝ่ายหมดอนาคต” แต่จริง ๆ คือกลัวโรงพยาบาลซวยไปด้วย

เมื่อทุกทางออกมืดสนิท เธอเลือกจบชีวิตตัวเอง เพราะไม่มีแรงจะทนอยู่ในระบบที่กดทับทุกอย่างให้เงียบสนิทอย่างนี้อีกต่อไป

ไม่ใช่ทุกคนที่ขี้เกียจ บางคนแค่ทำงานอยู่ในที่ที่ไม่น่าอยู่

สิ่งที่ซีรีส์อยากชวนคิดคือ ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองที่ต้องอดทนอยู่ในสภาพการทำงานที่โหดร้าย บางคนไม่ได้มีสิทธิ์เลือกมากพอที่จะเดินออกมาอย่างสวย ๆ ได้ เพียงเพราะ

  • ไม่มีเงินสำรองมากพอจะตกงานนาน ๆ

  • ไม่มีเครือข่ายหรือโอกาสใหม่รองรับ

  • มีภาระชีวิตที่ต้องรับผิดชอบทุกวัน

และใช่ สุดท้ายมันกลับไปจบที่เรื่องเงินทั้งนั้น คนจำนวนมากต้องฝืนใจไปทำงานที่ไม่อยากไป เพราะรู้ว่าถ้าลาออกวันนี้ พรุ่งนี้บิลและค่าใช้จ่ายทั้งหลายก็ยังวิ่งมาหาอยู่ดี

เมื่อมีมขำ ๆ กลายเป็นคำปลอบใจของคนที่ร้องไห้ก่อนออกไปทำงาน

ในเฟซบุ๊กมีมีมฮิตที่อ่านแล้วเหมือนขำ แต่ลึก ๆ คือความจริงสุดจะบาดใจ อย่างประโยคที่ว่า

“ข้าพเจ้าตื่นมาทำงานเพราะเป็นหน้าที่ (หรือเพราะเป็นหนี้ หรือเพราะอยากเก็บเงินไปคอนเสิร์ต) มิใช่เพราะขยันหรืออยากทำงาน”

และอีกประโยคที่ว่า

“ถึงจะขี้คร้านแค่ไหน แต่ก็มาทำงานทุกวัน”

มันสะท้อนชัดมากว่า คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้เกลียดการทำงาน แต่เกลียด สภาพแวดล้อมในการทำงาน มากกว่า ที่ทำให้ต้องฝืนลุกจากเตียงทั้งน้ำตาในทุกเช้า

ดังนั้น คนที่ไม่อยากไปทำงาน อาจไม่ใช่คนขี้เกียจเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะที่ทำงานของเขา “ไม่น่าอยู่เกินกว่าจะอยากกลับไป” ต่างหาก

ซีรีส์อย่าง Oh My Ghost Clients เลยไม่ได้แค่เล่าเรื่องผีกับทนาย แต่มันสะกิดให้เราหันกลับมามองโลกการทำงานจริง ๆ ว่า

  • ทำไมลูกจ้างต้องยอมทน

  • ทำไมการเรียกร้องสิทธิถึงกลายเป็นเรื่องน่ากลัว

  • ทำไมความเป็นธรรมถึงมาช้ากว่าค่าบัตรเครดิตทุกใบ

และบางที การดูซีรีส์เรื่องหนึ่งจนจบ อาจไม่ได้ทำให้เราหายเหนื่อยจากงาน แต่อาจทำให้เรา เข้าใจตัวเองและคนทำงานคนอื่น ๆ มากขึ้นอีกหน่อย ก็ได้