รับแอปรับแอป

เข้าใจ Machine Learning ใน 10 นาที: ต่างจาก AI ยังไง และทำไมธุรกิจยุคใหม่หนีไม่พ้น

เอกชัย พูลเพิ่ม01-31

เปิดโลก Machine Learning: จากกองข้อมูลสู่กลยุทธ์ทำเงิน

ในยุคที่ข้อมูลท่วมจอทุกวัน การจะดึง “คุณค่า” ออกจากข้อมูลจำนวนมหาศาลไม่ใช่เรื่องง่าย ธุรกิจที่ทำได้จะวิ่งนำคู่แข่งไปไกล

ตรงนี้เองที่ Machine Learning เข้ามาเปลี่ยนเกม จากเดิมที่ต้องให้มนุษย์มานั่งวิเคราะห์ทีละส่วน ก็กลายเป็นให้ระบบเรียนรู้เอง วิเคราะห์เอง และช่วยเราตัดสินใจได้เร็วและแม่นขึ้น

แต่คำถามคือ Machine Learning คืออะไร ต่างจาก AI ยังไง? มาดูทีละประเด็นแบบเข้าใจง่ายกัน

Machine Learning คืออะไรกันแน่?

Machine Learning (ML) คือเทคโนโลยีที่ทำให้คอมพิวเตอร์ “เรียนรู้จากข้อมูล” และพัฒนาตัวเองได้ โดยไม่ต้องมีคนมานั่งเขียนคำสั่งละเอียดทุกขั้นตอนเหมือนโปรแกรมแบบเดิม

ระบบจะใช้ข้อมูลเดิม ๆ ที่เราใส่ให้ซ้ำ ๆ มาวิเคราะห์ สร้าง โมเดล ที่ช่วยให้มัน

  • ทำนาย

  • ตัดสินใจ

  • หรือประมวลผล

ได้แม่นขึ้นเรื่อย ๆ กระบวนการนี้เราเรียกกันว่า การฝึก (Training)

ลองนึกภาพง่าย ๆ:

  • ถ้าเราป้อนรูปแมวและหมาจำนวนมากให้ระบบดู

  • ระบบจะค่อย ๆ เรียนรู้ลักษณะเฉพาะของแต่ละชนิด

  • จากนั้นเมื่อเจอรูปใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ระบบก็สามารถบอกได้เองว่า นี่คือแมวหรือหมา โดยไม่ต้องรอมนุษย์มาคลิกบอกทีละรูป

ข้อดีหลักของ Machine Learning คือ

  • ลดเวลาการวิเคราะห์ข้อมูล

  • ลดต้นทุนการทำงาน

  • เพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์และตัดสินใจ

เช่น

  • การคาดการณ์ยอดขาย

  • ตรวจจับการทุจริตทางการเงิน

  • ระบบแนะนำสินค้า/คอนเทนต์แบบ Personalized

อย่างไรก็ตาม Machine Learning ยังต้องพึ่งมนุษย์ในการ

  • ออกแบบโมเดล

  • เลือกและจัดการข้อมูล

  • ปรับปรุงและประเมินผล

เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้ เชื่อถือได้และแม่นยำจริง ๆ ไม่ใช่แค่ดูฉลาดแต่ใช้จริงไม่ได้

Machine Learning ทำงานยังไง?

ในมุมการทำงาน Machine Learning มักถูกมองว่าเป็น “สมองของ AI” ที่ช่วยให้ระบบสามารถเรียนรู้และตัดสินใจได้เอง

โดยหลัก ๆ แล้ว Machine Learning แบ่งรูปแบบการเรียนรู้ออกเป็น 3 แบบสำคัญ:

  • Supervised Learning

  • Unsupervised Learning

  • Reinforcement Learning

มาดูทีละแบบแบบสั้น กระชับ ใช้งานได้จริง

Supervised Learning

Supervised Learning คือการเรียนรู้แบบมี “คนติวให้พร้อมเฉลย” เพราะข้อมูลที่ใช้ฝึกจะมีทั้ง

  • คำถาม (Input)

  • คำตอบที่ถูกต้อง (Output)

เตรียมไว้ให้แล้ว ระบบจะเรียนรู้จากตัวอย่างเหล่านี้ เพื่อสร้างโมเดลที่สามารถทำนายคำตอบของข้อมูลใหม่ได้เอง

เหมาะกับงานอย่างเช่น

  • ทำนายยอดขายจากประวัติการขาย

  • ทำนายโอกาสปิดการขายจากข้อมูลลูกค้า

  • จำแนกอีเมลว่าเป็นสแมหรือไม่ใช่สแปม

Unsupervised Learning

Unsupervised Learning คือการเรียนรู้แบบ “ปล่อยให้ค้นหาแพตเทิร์นเอง” เพราะข้อมูลที่ป้อนให้จะ ไม่มีคำตอบกำกับ

หน้าที่ของระบบคือ

  • มองหาความสัมพันธ์

  • แบ่งกลุ่ม

  • จับแพตเทิร์นที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลเอง

ตัวอย่างงานที่เหมาะกับแบบนี้ เช่น

  • แบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรมการซื้อ

  • จัดกลุ่มสินค้าที่ยอดนิยมใกล้เคียงกัน

ระบบไม่รู้ล่วงหน้าว่า “ลูกค้ากลุ่มนี้เรียกว่าอะไร” แต่มองจากความคล้ายกันของข้อมูล แล้วจัดกลุ่มให้เราเอาไปตีความต่อ

Reinforcement Learning

Reinforcement Learning หรือการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง เป็นสไตล์ “ลองผิดลองถูก” โดยจะมีตัวแทนที่เรียกว่า Agent เข้าไปโต้ตอบกับสภาพแวดล้อม

หลักการคือ

  • Agent ลองทำบางอย่างในสถานการณ์หนึ่ง

  • ระบบให้ผลตอบรับกลับมา อาจเป็นรางวัลหรือบทลงโทษ

  • Agent เอาประสบการณ์นี้ไปปรับกลยุทธ์

เป้าหมายคือเรียนรู้ว่า ในสถานการณ์ไหนควรตัดสินใจอย่างไร เพื่อให้ผลลัพธ์รวมดีที่สุด

รูปแบบนี้ถูกใช้เยอะในงานอย่างเช่น

  • ระบบเล่นเกมอัตโนมัติ

  • หุ่นยนต์เดินหลบสิ่งกีดขวาง

  • ระบบควบคุมการจราจรอัจฉริยะ

AI, Machine Learning และ Deep Learning ต่างกันยังไง?

หลายคนมักสับสนระหว่าง AI, ML และ DL ว่าคือสิ่งเดียวกันหรือไม่ จริง ๆ แล้วทั้งสามอย่าง

  • เกี่ยวข้องกัน

  • แต่ขอบเขตและวิธีคิดไม่เหมือนกัน

สรุปภาพรวมง่าย ๆ:

  • AI (Artificial Intelligence) = แนวคิดใหญ่เรื่อง “ทำให้คอมพิวเตอร์ฉลาดเหมือนมนุษย์”

  • ML (Machine Learning) = วิธีหนึ่งที่ทำให้ AI ฉลาดขึ้น ด้วยการให้มันเรียนรู้จากข้อมูล

  • DL (Deep Learning) = เทคนิคย่อยใน ML ที่ใช้โครงข่ายประสาทเทียมขนาดใหญ่

มาดูทีละส่วน

  • Artificial Intelligence (AI)

    คือแนวคิดและเทคโนโลยีที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเลียนแบบความสามารถของมนุษย์ เช่น

    • การคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้

    • การแก้ปัญหา

    AI สามารถเรียนรู้จากข้อมูลและประสบการณ์ เพื่อพัฒนาความสามารถของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

    ทุกครั้งที่เรา “พิมพ์ Prompt” หรือสั่งงานด้วยข้อความ นั่นคือการส่งคำสั่งให้ AI ไปประมวลผลแล้วตอบกลับมาเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดตามข้อมูลที่มันมี

  • Machine Learning (ML)

    เป็นสาขาย่อยของ AI ที่โฟกัสไปที่การ

    • ใช้ข้อมูลจำนวนมาก

    • สร้างโมเดลที่สามารถทำนาย หรือตัดสินใจได้เอง

    โดยที่เราไม่ต้องเขียนโปรแกรมกำกับทุกเงื่อนไขแบบละเอียด

  • Deep Learning (DL)

    เป็นวิธีการเรียนรู้แบบหนึ่งในกลุ่ม Machine Learning ที่ใช้ Neural Networks ที่มีหลายชั้นเลียนแบบการทำงานของสมอง

    จุดเด่นคือ

    • รับมือกับข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ดี

    • เข้าใจรูปแบบที่ซับซ้อนได้ เช่น ภาพ เสียง วิดีโอ

    • ลดการพึ่งพาการกำหนดกฎแบบตายตัวจากมนุษย์

    เมื่อ Deep Learning ถูกนำมาใช้สร้างข้อมูลใหม่ ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า Deepfake คือการสร้างสื่อสังเคราะห์ เช่น

    • ภาพนิ่ง

    • วิดีโอ

    • เสียง

สรุปสั้น ๆ

  • AI คือกรอบใหญ่

  • ใน AI มี Machine Learning เป็นเทคนิคสำคัญ

  • และใน Machine Learning ยังมี Deep Learning เป็นสายที่เน้นโครงข่ายประสาทเทียมขนาดใหญ่

ประโยชน์ของ Machine Learning กับธุรกิจยุคใหม่

ประโยชน์ของ Machine Learning ไม่ได้มีแค่ “ทำให้ระบบฉลาดขึ้น” แต่ส่งผลตรง ๆ กับ เวลา ต้นทุน และความแม่นยำ

ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  • เพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูล

  • ลดเวลาทำงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ

  • ลดต้นทุนการดำเนินงาน

  • เปิดโอกาสสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้มากขึ้น

Machine Learning ยังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการ

  • ทำงานอัตโนมัติ (Automation)

  • วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Insights)

  • ยกระดับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ให้ เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และแม่นยำขึ้น

ผลลัพธ์สุดท้ายคือ ธุรกิจได้ ความได้เปรียบในการแข่งขัน แบบที่คู่แข่งตามทันยากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่ปรับตัว

Machine Learning ที่เราใช้อยู่ทุกวัน (แบบไม่รู้ตัว)

แม้คุณจะรู้สึกว่า Machine Learning ดูไกลตัว แต่ความจริงแล้วมันวนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันของเราตลอดเวลา แค่เราอาจไม่ทันสังเกต

ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นได้ชัด เช่น

  • แอปแผนที่ เช่น Google Maps

    • ใช้ Machine Learning วิเคราะห์ข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์

    • แนะนำเส้นทางที่เร็วที่สุด

    • ช่วยหลีกเลี่ยงถนนที่รถติดหนัก

  • แอปคอนเทนต์และเพลง

    • แพลตฟอร์มวิดีโอและเพลงต่าง ๆ ใช้ ML วิเคราะห์พฤติกรรมการดูและการฟังของเรา

    • เพื่อแนะนำคอนเทนต์ที่คาดว่าเราจะชอบ

  • ผู้ช่วยอัจฉริยะ เช่น Siri, Google Assistant, Alexa

    • ใช้ Machine Learning เพื่อเข้าใจคำสั่งเสียงของมนุษย์

    • ตอบโต้และโต้ตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งหมดนี้คือ Machine Learning ที่เนียนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแบบแนบสนิท

Machine Learning ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ

ในระดับอุตสาหกรรม AI Machine Learning กลายเป็นเครื่องมือหลักในการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและสร้างโซลูชันใหม่ ๆ

ตัวอย่างการใช้งานในภาคส่วนต่าง ๆ มีดังนี้

  • ทางการแพทย์ (Healthcare)

    • ช่วยวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ เช่น เอกซเรย์, MRI

    • เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค

    • ช่วยแพทย์ตัดสินใจได้เร็วและรอบด้านขึ้น

  • การเงิน (Financial)

    • ตรวจจับการฉ้อโกงและธุรกรรมผิดปกติ

    • ประเมินความเสี่ยงสินเชื่อ

    • คาดการณ์แนวโน้มตลาดการลงทุน

    ทั้งหมดนี้เพื่อเพิ่ม ความปลอดภัย และลดความเสี่ยงในระบบการเงิน

  • หน่วยงานภาครัฐ (Government)

    • ใช้ในระบบยืนยันตัวตนอัตโนมัติ

    • ป้องกันการโจรกรรมหรือรั่วไหลของข้อมูล

    • วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากเพื่อใช้วางนโยบายสาธารณะ

  • อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate)

    • ใช้ Machine Learning ร่วมกับ Data Analytics เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มตลาด

    • ประเมินโอกาสในการลงทุน

    • วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญ เช่น อัตราดอกเบี้ย นโยบายรัฐ การเติบโตเศรษฐกิจ และโครงสร้างประชากร

  • ขนส่งและโลจิสติกส์ (Logistic)

    • วางแผนเส้นทางขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ

    • บริหารจัดการคลังสินค้าให้มีประสิทธิผลสูงสุด

    • ปูทางไปสู่ระบบขนส่งอัตโนมัติในอนาคต

  • ยานยนต์ (Automotive)

    • เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ

    • ระบบจะนำข้อมูลจากกล้อง LiDAR, Radar และเซนเซอร์ต่าง ๆ มาประมวลผล

    • ช่วยให้รถ
      • รับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัว

      • ทำนายพฤติกรรมผู้ใช้ถนน

      • ตัดสินใจขับขี่อย่างปลอดภัย

ทำไม Machine Learning คือหัวใจของธุรกิจยุคดิจิทัล

Machine Learning กำลังพลิกวิธีคิดและวิธีทำงานขององค์กรในทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในยุคที่ ข้อมูลคือทรัพยากรสำคัญที่สุด

องค์กรที่สามารถนำ Machine Learning มาใช้ได้อย่างจริงจังและมีทิศทางจะสามารถ

  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดงานที่ทำซ้ำ

  • เข้าใจลูกค้าแบบลึกและละเอียดมากขึ้น

  • พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ที่ตอบโจทย์ได้ตรงจุด

  • สร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันแบบยั่งยืน

สรุปแบบชัด ๆ

  • AI คือแนวคิดเรื่องปัญญาประดิษฐ์

  • Machine Learning คือเครื่องยนต์ที่ทำให้ AI เรียนรู้จากข้อมูลได้จริง

  • Deep Learning คือเทคนิคชั้นลึกที่ช่วยให้ AI เข้าใจข้อมูลซับซ้อนมากขึ้น

ในยุคดิจิทัล หากธุรกิจไหนเริ่มนำ Machine Learning เข้ามาใช้ก่อน และใช้ได้อย่างถูกวิธี โอกาสที่จะขึ้นนำตลาดก็ไม่ไกลเกินเอื้อม