รับแอปรับแอป

LA GLACE ปังต่อไม่รอแล้วนะ! จากแบรนด์เด็กมหา’ลัย สู่จักรวาลบิวตี้ Gen Z พุ่งแตะ 2,000 ล้าน

ณัฐวดี ชูศรี01-31

LA GLACE จากห้องเรียนสู่แบรนด์บิวตี้ร้อยล้านของ Gen Z

LA GLACE ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์เครื่องสำอางค์ธรรมดา แต่คือ แบรนด์บิวตี้ที่ครองใจเด็กนักเรียน–นักศึกษาสาย Gen Z จนยอดขายพุ่งแรงสวนเศรษฐกิจแบบไม่เกรงใจใคร

จากแบรนด์ที่สองผู้ก่อตั้งเริ่มต้นตอนอายุแค่ราว 19–20 ปีในช่วงยังเรียนมหาวิทยาลัย วันนี้เดินทางเข้าสู่ปีที่ 8 พร้อมผลงานการเติบโตที่เรียกได้ว่า โคตรแรง จนติดท็อปเท็นในหลายแพลตฟอร์มออนไลน์

ปัจจุบัน LA GLACE มีสินค้าเครื่องสำอางค์มากกว่า 80 SKU ครอบคลุมทั้ง

  • กลุ่มเมคอัพ (Make up)

  • สกินแคร์ (Skincare)

  • มาสก์ชีต (Mask sheet)

ทั้งหมดถูกวางโพซิชันให้เป็น ของดี ราคาเอื้อมถึง เข้าถึงง่าย และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

โตแบบไม่มีกั๊ก ยอดพุ่งพันเปอร์เซ็นต์

จุดที่ทำให้หลายคนต้องหันมามอง คือเส้นทางการเติบโตของรายได้ที่สะสมพลังมาหลายปี ก่อนจะระเบิดยอดแบบก้าวกระโดด

  • ปี 2561 รายได้ราว 6.64 แสนบาท กำไรสุทธิประมาณ 1.45 แสนบาท

  • ปี 2562 รายได้ขยับเป็น 6.39 ล้านบาท กำไร 5.12 แสนบาท

  • ปี 2563 รายได้โตเป็น 16.90 ล้านบาท กำไร 3.19 ล้านบาท

  • ปี 2564 รายได้ 13.21 ล้านบาท กำไร 1.1 ล้านบาท

  • ปี 2565 รายได้ 39.9 ล้านบาท กำไร 1.65 ล้านบาท

  • ปี 2566 รายได้พุ่งทะยานสู่ 401.2 ล้านบาท กำไร 108.1 ล้านบาท โตแรงร่วม 1,000%

  • ปี 2567 รายได้ 420 ล้านบาท กำไรสุทธิ 37.7 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าจากแบรนด์เล็กๆ ในไม่กี่ปี LA GLACE กลายเป็น ธุรกิจบิวตี้ที่ติดเทอร์โบเต็มกำลัง

เคล็ดลับจับ Gen Z: จากไลฟ์ขายของสู่อาณาจักรออนไลน์ล้านฟอล

จุดเริ่มต้นของแบรนด์มาจากการขายของในช่องทางออนไลน์ของตัวเอง โดยใช้

  • การทำคอนเทนต์รีวิว

  • การ Live ขายสินค้าแบบตรงไปตรงมา

ผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมสาย Gen Z อย่าง TikTok และ IG ก่อนจะขยายไปสู่ทุกช่องทางออนไลน์ทั้ง

  • บัญชีทางการของบริษัท (OFFICIAL)

  • Marketplace: Shopee, Lazada, TikTok, Line Shop ฯลฯ

เฉพาะบัญชี OFFICIAL ของ LA GLACE มียอดผู้ติดตามรวมทุกช่องทางมากถึง 1,500,000 คน และยังมีฐาน Affiliate หรือนายหน้าขายสินค้าออนไลน์กว่า 140,000 คน ช่วยผลักดันยอดขายแบบทวีคูณ

เมื่อสินค้าเริ่มเป็นที่ต้องการในวงกว้าง แบรนด์จึงขยับจากออนไลน์สู่หน้าร้านออฟไลน์ วางจำหน่ายในร้านค้าปลีกและบิวตี้สโตร์ชั้นนำ เช่น

  • Watsons

  • Beautrium

  • EVEANDBOY

  • Konvy

  • รวมถึงร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven

ออนไลน์แน่น ออฟไลน์ครบ จึงไม่แปลกที่ยอดจะวิ่งไม่หยุด

“บลัชดำ” & “TONER PADS” สองฮีโร่ที่ปั้นยอดหลักร้อยล้าน

การเติบโตระดับพันเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะดวง แต่เกิดจาก การปั้น Product Hero อย่างจริงจัง

BLACK MAGIC LIP & CHEEK PH BLUSH – บลัชดำในตำนาน

ปี 2566 คือปีทองของ LA GLACE เพราะได้ปล่อยสินค้า Product hero อย่าง “บลัชดำ” หรือ BLACK MAGIC LIP & CHEEK PH BLUSH ที่กลายเป็นกระแสไวรัลอย่างหนัก

  • ครองใจสายแต่งหน้าที่ชอบนำเทรนด์

  • ทำยอดขายไปมากกว่า 1.5 ล้านชิ้น

พร้อมกันนั้นยังมี

  • LA GLACE MINI AIRY SKIN CONCEALER แบบซอง ที่ทำยอดขายได้มากกว่า 1.5 ล้านชิ้น เช่นกัน

แค่ 2 ไอเท็มนี้ก็ช่วยดันยอดให้แบรนด์วิ่งฉิวในปี 2566

LA GLACE DAILY TONER PADS – แผ่นโทนเนอร์ที่ขายดีตั้งแต่วันแรก

สำหรับปี 2568 แบรนด์ตั้งเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาท โดยมี Product hero ตัวใหม่คือ LA GLACE DAILY TONER PADS แผ่นบำรุงผิวหน้าก่อนแต่งหน้า ที่เปิดตัวปุ๊บก็มีกระแสตอบรับแบบฟีเวอร์ทันที

จุดเด่นคือ

  • นวัตกรรมแผ่นผ้าสำลีที่อุ้มน้ำบำรุงผิวหน้าได้ถึง 20 เท่าของน้ำหนักตัวเอง

  • แบรนด์ถือสิทธิ์จากเกาหลีใต้ แต่เพียงผู้เดียวในไทย

ในวันเปิดขายวันแรก จากการ Live เพียง 4 ชั่วโมง สามารถทำยอดขายได้มากกว่า 31 ล้านบาท

แบรนด์คาดว่า ตลอดทั้งปีจะทำยอดจาก TONER PADS ได้ราว 600–700 ล้านบาท

เมื่อรวมกับยอดขาย “บลัชดำ” และสินค้าอื่นๆ ที่รวมกันเพิ่มได้อีกประมาณ 300–400 ล้านบาท ทำให้เป้ารายได้ 1,000 ล้านบาท ดูไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

จาก Trendsetter เมคอัพ สู่แบรนด์ Underground Beauty สายเอเชีย

LA GLACE วางตัวเองชัดเจนในฐานะ

  • Trendsetter ของวงการเมคอัพไทย

  • แบรนด์ที่อยากเป็น “เครื่องมือสร้างความมั่นใจ” ให้ทุกคนผ่านเมคอัพและการดูแลตัวเองตั้งแต่ขั้นตอนแรก

ทุกชิ้นของ LA GLACE ถูกออกแบบมาเพื่อ

  • Support ทุกลุคการแต่งหน้าได้จริง

  • ให้ผลลัพธ์ที่ จริงใจและมีประสิทธิภาพ

อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญคือการอิงสไตล์การแต่งหน้าแบบ Underground Beauty – ความสวยแบบไม่มีกรอบ ที่ทำให้แบรนด์ดูแตกต่าง มีทัศนคติชัดเจน และตรงกับตัวตนของคนรุ่นใหม่

เบื้องหลังทั้งหมดนี้คือ คอมมูนิตี้แบรนด์ที่แข็งแรง ทำให้ LA GLACE ไม่ได้โตจากกระแสชั่วคราว แต่โตไปพร้อม ๆ กับเทรนด์การแต่งหน้าอย่างยั่งยืน

บุกต่างประเทศ เล็งยอด 2,000 ล้านใน 3 ปี

ในมุมการเติบโตระยะยาว LA GLACE ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดไทย แต่เริ่มวางแผนชัดเจนสำหรับการบุกต่างประเทศในช่วงปี 2569–2571 โดยตั้งเป้าขยายไปในภูมิภาคต่างๆ ได้แก่

  • ตลาดเอเชีย

  • ตะวันออกกลาง

  • ยุโรป

  • สหรัฐอเมริกา

หมุดหมายแรกคือ ฮ่องกง ซึ่งถูกมองว่าเป็น Gateway สู่ลูกค้า Gen Z ชาวจีนแผ่นดินใหญ่

เป้าหมายใหญ่คือ ภายในปี 2571 ต้องการให้ยอดขายรวมจากทุกผลิตภัณฑ์ทั้งในและต่างประเทศ แตะระดับ 2,000 ล้านบาท โดยเน้นการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

พร้อมกันนี้ แบรนด์ยังเตรียมตัวสำหรับการ

  • วางระบบการเงินและบัญชี

  • เตรียมความพร้อมเพื่อการระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

การเข้าตลาดหุ้นจะช่วยเพิ่ม

  • ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน

  • ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์

  • โอกาสดึงคนเก่งเข้ามาเสริมทีม

  • โอกาสขยายการลงทุน ร่วมมือกับแบรนด์ที่มีศักยภาพทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มพอร์ตสินค้า

ระบบหลังบ้านแน่น ทีมงานวัยรุ่น อินไซต์ลูกค้าเป๊ะ

นอกจากเรื่องคุณภาพสินค้า จุดแข็งอีกด้านของ LA GLACE คือ ระบบการดูแลลูกค้าและหลังบ้านที่ไม่ธรรมดา

  • มีบริการที่ดีทั้งก่อนและหลังการขาย

  • ทีมงานอายุเฉลี่ยเพียง 25 ปี ทำให้เข้าใจไลฟ์สไตล์และภาษาของ Gen Z ได้แบบอินไซด์จริงๆ

  • มีทีม Live ที่แข็งแรง และระบบการออกแบบคอนเทนต์ที่เป็นมืออาชีพ

ที่สำคัญคือ ระบบ Data ที่ครอบคลุมทั้ง

  • SOV (Share of Voice)

  • พฤติกรรมการซื้อของลูกค้า

ทำให้แบรนด์

  • รู้จักลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

  • พัฒนาสินค้าได้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย

  • สร้างเทรนด์เมคอัพใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

LA GLACE club – คอมมูนิตี้สายบิวตี้ที่โตไปด้วยกัน

เพื่อให้แบรนด์ไม่ใช่แค่ “คนขายของ” แต่เป็น “พื้นที่ของคนที่มีตัวตนใกล้กัน” LA GLACE จึงสร้างคอมมูนิตี้ในชื่อ LA GLACE club

จุดประสงค์ของคอมมูนิตี้นี้คือ

  • เป็นช่องทางสื่อสารกับแฟนแบรนด์

  • ดึงคนที่มีคาแรคเตอร์และจริตเดียวกันกับแบรนด์มารวมตัวกัน

  • เติบโตไปพร้อมเทรนด์การแต่งหน้าอย่างยั่งยืน

เมื่อมีการเปิดรับทีมงานใน LA GLACE club ก็พบว่ามีคนสนใจสมัครเป็นพันคน สะท้อนว่า แบรนด์ไม่ได้มีแค่ยอดขาย แต่มีฐานแฟนตัวจริงที่พร้อมเดินไปด้วยกัน

สรุปแล้ว LA GLACE คือเคสตัวอย่างของแบรนด์บิวตี้ที่เกิดจากแพสชั่นของเด็กมหา’ลัย แต่สามารถเติบโตด้วย

  • สินค้าคุณภาพที่มีตัวตนชัดเจน

  • การสื่อสารที่เข้าถึง Gen Z แบบเรียล ๆ

  • ระบบหลังบ้านและ Data ที่แม่นยำ

  • คอมมูนิตี้แฟนคลับที่แข็งแรง

จากยอดไม่ถึงล้าน สู่เป้าพันล้าน และมุ่งหน้าไปสู่ยอดขาย 2,000 ล้านบาท พร้อมแผนบุกตลาดต่างประเทศและเข้าตลาดหุ้น นี่คือเรื่องเล่าของแบรนด์ที่ไม่ได้แค่ขายสกินแคร์หรือเมคอัพ แต่ขาย ความมั่นใจและตัวตนของคนรุ่นใหม่ อย่างแท้จริง