วิสัยทัศน์ใหม่ของ ETL: จากโลจิสติกส์ทั่วไปสู่ Smart Logistics ตัวจริง
ETL เปิดแผนธุรกิจปี 2025 เดินหน้าต่อยอดจุดแข็งในฐานะ Business Partner ด้านขนส่งข้ามพรมแดน พร้อมยกระดับบริการสู่ Smart Logistics อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการผสานเทคโนโลยี AI เข้าในทุกขั้นตอนของการขนส่ง
เป้าหมายชัดเจนมาก: ดันรายได้ปี 2568 เติบโตไม่ต่ำกว่า 15% พร้อมรองรับดีมานด์ขนส่งที่พุ่งต่อเนื่องทั้งในไทยและภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดข้ามพรมแดนที่ยังมีโอกาสอีกมาก
รุกหนัก Sea-to-Land, Sea-to-Rail และขนส่งหลายรูปแบบ
หนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของปีนี้ คือการขยายบริการขนส่งให้หลากหลายขึ้น และเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็น
การขนส่งแบบ Sea-to-Land
การขนส่งแบบ Sea-to-Rail
ระบบขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal) ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
แนวทางนี้ช่วยให้ ETL สามารถ
ครอบคลุมพื้นที่บริการได้กว้างขึ้นในระดับภูมิภาค
เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าในด้านเวลาและต้นทุน
ยกระดับคุณภาพการให้บริการให้ตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง
เป้าคือไม่ใช่แค่ขนส่งให้ถึง แต่ต้องขนส่งให้คุ้ม ประหยัด และทันเวลา
บุกตลาด Cold Chain รองรับสินค้าที่อ่อนไหวต่ออุณหภูมิ
อีกเสาหลักที่ ETL ให้ความสำคัญ คือการรุกตลาด โลจิสติกส์ควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) เพื่อตอบโจทย์กลุ่มสินค้าที่ไวต่อความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ เช่น
อาหารสด
ยา
เวชภัณฑ์
ตลาดนี้ยังเติบโตต่อเนื่อง และต้องการผู้เล่นที่มีมาตรฐานสูง ETL จึงวางแผน
ลงทุนในระบบควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำ
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและขนส่งให้ทันสมัย
ยกระดับมาตรฐานด้าน ความปลอดภัย เสถียรภาพ และความเชื่อถือได้
เป้าหมายคือการเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ เมื่อพูดถึง Cold Chain ข้ามพรมแดนในภูมิภาค
ใช้ AI ปั้น Smart Logistics: ขนส่งฉลาด ประหยัดต้นทุน
ในฝั่งการบริหารจัดการ ETL ไม่ได้โฟกัสแค่การเพิ่มรถหรือเพิ่มเส้นทาง แต่เลือกใช้ AI มาช่วยคิดแทนคน ในงานวางแผนที่ซับซ้อน
บริษัทพัฒนาระบบ Smart Logistics ที่ใช้ AI เพื่อ
วิเคราะห์และวางแผนเส้นทางแบบเรียลไทม์
เลือกเส้นทางที่ทั้งเร็วและคุ้มต้นทุน
ลดเที่ยววิ่งรถเปล่าด้วยการทำ Backhaul Matching หรือการจับคู่เที่ยวกลับอย่างมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือ
เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
ลดต้นทุนการขนส่งต่อเที่ยว
ทำให้ลูกค้าได้บริการที่ทั้งเร็วและแข่งขันได้ด้านราคา
ควบคู่กันไป ETL ยังเร่ง
ขยายฐานลูกค้าไปในพื้นที่ใหม่ ๆ
สร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับผู้เล่นรายอื่นใน ecosystem โลจิสติกส์
เป้ารายได้ปี 2568: โตไม่น้อยกว่า 15% พร้อมรักษากำไร
สำหรับปี 2568 ETL ตั้งเป้าชัดเจนว่า รายได้ต้อง โตอย่างน้อย 15% พร้อมรักษาอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิให้อยู่ในช่วง 5–10%
แรงหนุนสำคัญมาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและตลาด เช่น
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม
การส่งออกผลไม้ไทยไปจีน โดยเฉพาะทุเรียนที่ยังเป็นดาวเด่น
ความต้องการขนส่งข้ามพรมแดนที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้ทำให้โครงสร้างรายได้ของ ETL มีโอกาสขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ
เร่งขยายคลังสินค้า, Cold Chain และตลาด LTL
เพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น ETL วางแผนขยายบริการในหลายมิติ ทั้งด้านคลังและการขนส่งเฉพาะทาง
ขยายคลังและขนส่งควบคุมอุณหภูมิ
บริษัทเตรียมเสริมบริการด้าน
คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ
ระบบขนส่งแบบ Cold Chain ที่เชื่อมต่อปลายน้ำ–ต้นน้ำอย่างครบวงจร
เป้าหมายคือรองรับสินค้าที่ต้องการมาตรฐานสูง และช่วยให้ลูกค้าบริหาร supply chain ได้เนียนยิ่งขึ้น
เจาะตลาด LTL (Less than Truck Load)
อีกหนึ่งโอกาสเติบโตสำคัญคือบริการขนส่งแบบ ไม่ต้องเหมารถเต็มตู้ (LTL) ซึ่งตอบโจทย์ธุรกิจที่มีปริมาณสินค้าไม่มากแต่ต้องขนส่งบ่อย
ตลาด LTL มีจุดเด่นคือ
ศักยภาพการเติบโตสูง
ได้ฐานลูกค้ากว้าง ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจขนาดกลางไปจนถึงรายเล็ก
ETL วางแผน
ขยายเส้นทางบริการให้ครอบคลุมจุดหมายปลายทางมากขึ้น
เพิ่มความคล่องตัวในการจัดเส้นทางและการรวมโหลดสินค้า
ยิ่งเส้นทางครอบคลุมมากเท่าไร ความยืดหยุ่นและความคุ้มค่าของบริการ LTL ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
สรุป: จากโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน สู่ Smart Logistics ขับเคลื่อนด้วย AI
เมื่อมองภาพรวม แผนของ ETL ในปี 2025–2568 ไม่ใช่แค่การขยายจำนวนรถหรือเส้นทาง แต่คือการยกระดับทั้งระบบไปสู่การเป็น Smart Logistics ที่ใช้ AI เป็นหัวใจหลัก
ด้วยการผสาน
การขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal)
การรุกตลาด Cold Chain
การขยายบริการ LTL
การใช้ AI บริหารเส้นทางและต้นทุน
จุดยืนของ ETL จึงชัดเจนมาก: เป็นมากกว่าผู้ขนส่ง แต่คือ Business Partner ที่ช่วยให้โลจิสติกส์ของลูกค้าฉลาดขึ้น ประหยัดขึ้น และโตไปพร้อมกัน

