รับแอปรับแอป

จาก "แมวส้มสตง" ถึงคาถา "แม่รักหนูนะ" : เมื่อสัตวแพทย์คนหนึ่งเปลี่ยนโลกของแมวจรทีละตัว

ธัญญารัตน์ วิชัย01-31

จากใต้ซากตึกถล่ม สู่หัวใจทั้งประเทศ

เรื่องราวของ แมวส้มเก้าชีวิต ที่รอดตายจากเหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ มูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาทถล่มลงมา กลายเป็นเหมือนปาฏิหาริย์กลางกองเหล็กและปูน

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ‘น้องแมวส้ม’ ติดอยู่ใต้ซากตั้งแต่วันแรกหรือไม่ จนกระทั่งคืนวันที่ 6 เมษายน สุนัข K9 ชื่อ ‘นารี’ ได้ยินเสียงร้องแผ่วๆ จากรอยต่อโซนเอ-บี และพาเจ้าหน้าที่ไปพบชีวิตเล็กๆ ที่ยังไม่ยอมแพ้

“ทุกชีวิตมีค่า” เมื่อพบสัญญาณชีพ ทีมสัตวแพทย์อาสาจึงรีบเข้าช่วยอย่างเต็มกำลัง ลูกแมว 3 ตัวที่รอดมาก่อนหน้านั้น ถูกส่งต่อไปอยู่บ้านใหม่เรียบร้อย เหลือเพียงเจ้าแมวส้มตัวสุดท้าย ที่หิวโซ ผอมจนเห็นกระดูก และต้องถูกส่งต่อให้คนที่เหมาะสมที่สุดดูแล

แม่หมอวิภา กับภารกิจชุบชีวิตแมวส้ม

แมวส้มตัวนี้ถูกส่งมาถึงมือ สพญ.วิภาวดี ปฐมรพีพงศ์ หรือ “แม่หมอวิภา” แห่งวิภาวดีสัตวแพทย์ คลินิกย่านประชานิเวศน์ กรุงเทพฯ ผู้ที่ใครๆ ในวงการแมวจรรู้จักในฐานะ “แม่แมวทุกสถาบัน”

คืนวันที่ 6 เมษายน แม่หมอจำได้แม่นว่า มีน้องๆ มาบอกว่า มีแมวจากทีมกู้ภัยมาส่ง เป็นลูกแมวเพศเมีย สีส้ม อายุราว 2 เดือน ตัวผอมมาก ร้องจนเสียงแหบ ต้องรีบให้น้ำเกลือและกลูโคสทันที

หลังจากคุยกันในทีม จึงสรุปว่าจะรับน้องแมวส้มเข้าโครงการ “แมวรอรัก” โครงการที่แม่หมอดูแลมานานกว่า 25 ปี ดูแลรักษาโรคให้หาย ก่อนคัดเลือกบ้านที่ดีที่สุดให้น้องด้วยตัวเอง

เมื่อข่าวแพร่ออกไปทุกสำนักออนไลน์ แมวส้มตัวเล็กก็กลายเป็นไวรัลชั่วข้ามคืน คนแห่ติดตาม ไลฟ์อัพเดตอาการ และช่วยกันตั้งชื่อไม่หยุด ทั้ง ริกเตอร์ เอิร์ธเควก เนตรนารี นีรา ปูน บุญรอด ส้มรอด สตง. ฯลฯ

สุดท้ายแม่หมอเลือกชื่อว่า “น้องสตง” ออกเสียงว่า “สะ-ตง” จากคำว่า Strong เพราะ “ก็เด็กมันแกร่ง มันแข็ง” ผ่านเหตุการณ์รุนแรงมาแล้วแบบที่ไม่น่าจะรอด แต่ก็ยังยืนหยัดได้

คำมั่นที่ไม่เปลี่ยน แม้ทั้งโลกจะเชียร์ให้เลี้ยงเอง

แม้คนทั้งออนไลน์จะเชียร์ให้แม่หมอเลี้ยงสตงเอง เพราะดัง เป็นเหมือนอินฟลูเอนเซอร์เรียกแขก แต่แม่หมอกลับยืนยันตั้งแต่วันแรกว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะไม่เลี้ยงสตง”

เหตุผลไม่ใช่เพราะไม่รัก แต่เพราะยึดมั่นในคำพูดตัวเองว่า จะหาบ้านใหม่ที่ดีที่สุดให้น้อง

ความคิดนี้สะท้อนอุดมการณ์ของหัวหอกโครงการ “แมวรอรัก” อย่างชัดเจน ว่าจุดหมายปลายทางคือการให้หมาแมวจรได้บ้านถาวรหลังสุดท้าย ที่เปลี่ยนทั้งโลกของสัตว์ตัวนั้นไป ด้วยคำเดียวคือ “รัก”

จุดเริ่มต้นของหัวใจที่รักสัตว์ตั้งแต่เด็ก

ในโครงการ “แมวรอรัก” ทุกตัวกำลังรอเจ้าของใหม่ แต่ต้นทางของความรักนี้เริ่มจากสมัยเด็กที่ต่างจังหวัด

สัตว์เลี้ยงตัวแรกๆ ในชีวิตแม่หมอคือ แมว เป็ด และควายเผือก พ่อแม่อยากให้รู้จักความรับผิดชอบ เลยแบ่งหน้าที่ให้ลูกทั้งสี่คนดูแลสัตว์คนละตัว แม่หมอเป็นลูกคนที่ 3 หน้าที่จึงคือดูแลควายเผือก

ควายเผือกของเธอไม่ใช่ควายธรรมดา สีตัวชมพู ขนสีขาว ตาฟ้า เป็นสัตว์ที่หายาก และ ฉลาดเหมือนรู้ภาษา เวลาเลี้ยง มันจะเป็นฝ่ายพาเจ้าของกลับบ้านเอง เธอนอนหลับบนหลังมันได้อย่างสบาย เพราะรู้ว่ามันจะเดินกลับบ้านอย่างนุ่มนวล ไม่ทำให้ตก

นี่คือสัตว์เลี้ยงตัวแรกที่เธอผูกพันมากที่สุด และเป็นหนึ่งในจุดตั้งต้นของการมองสัตว์ว่า เขาคือเพื่อนร่วมชีวิต ไม่ใช่แค่ “ของใช้”

ต่อมาเมื่อเรียนมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัดสุรินทร์ พอกลับบ้านกลับไม่เห็น “เผือก” อีก พ่อบอกว่าจำเป็นต้องขาย เพราะมันแก่และป่วย ไม่มีใครรักษาได้ เหมือนขายไปโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในต่างจังหวัด ที่เลี้ยงสัตว์เพื่อใช้งาน พอป่วยก็ต้องขายทิ้ง

ประสบการณ์นั้นทำให้แม่หมอเสียใจอย่างหนัก และกลายเป็นจุดหักเหว่า

  • อยากเป็นสัตวแพทย์

  • อยากรักษาสัตว์ป่วยในต่างจังหวัดที่ไม่มีหมอดูแล

เธอเชื่อว่า ถ้าย้อนเวลาได้ เธออาจช่วยชีวิตสัตว์ตัวอื่นที่ไม่มีโอกาสเจอหมอได้ด้วย

จากเด็กตั้งใจเรียน สู่วิถีสัตวแพทย์ตัวจริง

แม่หมอเล่าว่า ตัวเองเป็นเด็กเรียนดี ตั้งใจเรียนที่สุดในชั้น แต่ก็ไม่รู้ชัดว่าจะไปทางไหนดี จนเรื่องของควายเผือกทำให้ภาพชัดว่า อยากเป็นสัตวแพทย์

เธอมองว่า คนป่วยยังไปหาหมอได้ แต่สัตว์พูดไม่ได้ บอกไม่ได้ว่าเจ็บตรงไหน จึงยิ่งต้องมีคนตั้งใจทำหน้าที่นี้

  • เธอวางตารางอ่านหนังสือตั้งแต่สองทุ่มถึงเที่ยงคืนทุกวัน

  • ตอน ม.5 สอบ Pre-Entrance ก็เริ่มรู้ชัดว่า อยากเรียนคณะสัตวแพทย์

สุดท้ายเธอก็สอบติดคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และชีวิตในรั้วมหา’ลัยก็ยิ่งตอกย้ำเส้นทางนี้เข้าไปอีก

จากอาสาสมัคร ถึงเจ้าของคลินิกสัตวแพทย์

ช่วงเรียนในมหาวิทยาลัย แม่หมอแทบจะเข้าไปอยู่ทุกชมรม โดยเฉพาะชุมนุมป้องกันและต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ออกค่ายต่างจังหวัดทุกปี จนจากเด็กเข้าค่าย กลายเป็นรุ่นพี่ที่จัดค่ายเอง

เมื่อเรียนจบ ก็เข้าสู่การทำงานเต็มตัว เริ่มจากการช่วยรุ่นพี่เปิดร้าน Pet Shop และคลินิกเล็กๆ ตั้งแต่ศูนย์ จัดระบบทุกอย่างเหมือนร้านของตัวเอง เพราะ แพชชั่นคืออยากรักษาสัตว์ป่วย

แต่การเป็นลูกจ้างก็มีข้อจำกัด เช่น

  • ไม่สามารถรักษาฟรีได้

  • ลดค่ารักษาให้แมวที่น่าสงสารไม่ได้ เพราะนายจ้างต้องมองเรื่องต้นทุน

ซึ่งในมุมเจ้าของกิจการก็ไม่ได้ผิด แต่มันขัดกับไฟในใจของเธอ

สุดท้าย แม่หมอเลือกพูดตรงๆ กับเจ้านาย ว่าแนวคิดไม่เหมือนกัน และได้คำตอบกลับมาว่า

“ถ้าเอ็งจะลาออก พี่ก็ทำอะไรไม่เป็นแล้ว เอ็งเซ้งไปเลย”

เธอจึงซื้อกิจการต่อ เปลี่ยนชื่อผู้เช่า โอนทุกอย่างมาเป็นของตัวเอง และกลายเป็นเจ้าของคลินิกหลังจากเป็นลูกจ้างมา 8 ปีเต็ม

เจ้านายเก่ามองเห็นอะไรในตัวเธอ?

  • เธอช่วยตั้งแต่ร้านยังไม่มีอะไรเลย

  • ไม่เคยสร้างปัญหาเรื่องเงิน

  • ทำงานเต็มที่และซื่อสัตย์

เขาจึงเชื่อใจ และปล่อยให้เธอเป็นเจ้าของต่ออย่างเต็มตัว

เมื่อเป็นเจ้าของ คลินิกก็ไม่ได้เป็นแค่ธุรกิจ แต่กลายเป็นฐานปฏิบัติการของความฝันหลายอย่าง ที่เธออยากทำมานาน

แมวจรตัวแรกที่เปลี่ยนชีวิต: จากมิวมิวสู่ทอมแคท

จุดเริ่มต้นความอินกับ “แมวจร” จริงๆ เริ่มจากแมวตัวหนึ่งที่ชื่อเดิมว่า ‘มิวมิว’ เพื่อนมาบอกว่าเจ้าของจะไปเมืองนอก เอาไปด้วยไม่ได้ ถามว่าจะรับเลี้ยงไหม

ตอนนั้นแม่หมอมีงาน มีเงินเดือน พร้อมเลี้ยง จึงตอบตกลง แต่พอแมวตัวจริงมาถึง กลับพบความจริงว่า

  • มันไม่ใช่แค่ “เอาไปต่างประเทศไม่ได้”

  • แต่มันคือแมวที่เจ้าของ ไม่อยากรักษา เพราะต้องใช้เงินจำนวนมาก

มิวมิวเป็นแมวเปอร์เซียที่เรียกได้ว่า “ขี้เหล่ที่สุด” มีครบทุกโรค

  • เชื้อรา

  • หวัด

  • ขี้ตาเยอะ

  • ขี้เรื้อน

  • ท้องเสีย ถ่ายเหลว

  • ขนร่วงจนบางน่าสงสาร

แม่หมอมองแล้วได้แต่พูดว่า “โห! น่าสงสารจังเลยลูก” ก่อนจะตัดสินใจรับเลี้ยงเอง และตั้งชื่อใหม่ให้ว่า “ทอมแคท (Tom Cat)” แปลว่าแมวตัวผู้ที่หล่อที่สุด

แล้วเธอก็พูดกับเขาว่า

“ถ้าหนูอยากมีชีวิตอยู่ อยากรอด หนูต้องหายนะ”

พร้อมกับประโยคที่กลายเป็นคาถาประจำตัว

“แม่รักหนูนะ”

“แม่รักหนูนะ” คาถาสยบแมว 10 ทิศ

คำว่า “แม่รักหนูนะ” กลายเป็นประโยคที่แม่หมอใช้บ่อยที่สุดกับแมวทุกตัว เหมือนการสะกดจิตให้เขารับรู้ถึงความรัก ผ่านเสียง สายตา และสัมผัส

แม่หมอสอนแฟนเพจเสมอว่า เวลาเจอแมว

  • ดื้อ

  • ดุ

  • ไม่เชื่อฟัง

  • ซนไม่หยุด

ให้ลองมองตาเขา ลูบตัวเบาๆ แล้วพูดว่า “แม่รักหนูนะ” แมวจะรับรู้จากความสม่ำเสมอของน้ำเสียงและการกระทำ

แมวตัวแรกที่ได้ยินคำนี้คือ ทอมแคท และหลังจากนั้นมันก็กลายเป็นคาถาประจำตัวของ “แม่แมวทุกสถาบัน” อย่างแท้จริง

จากแมวจรหนึ่งตัว สู่โครงการ “แมวรอรัก”

การได้เลี้ยงทอมแคท ทำให้แม่หมอยิ่งอินกับการช่วยเหลือแมวที่ถูกทิ้ง ถูกทารุณ หรือถูกมองว่า “ไม่คุ้มรักษา” เธออยากให้พวกเขา

  • ได้รับการรักษาเต็มที่

  • ได้รับความรักจากมนุษย์อีกครั้ง

  • ได้ไปอยู่บ้านใหม่ถาวร

  • โดย ไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับผู้รับเลี้ยง

ทุกโพสต์ที่เกี่ยวกับโครงการ “แมวรอรัก” มักจะลงท้ายด้วยแนวคิดสำคัญว่า

การช่วยชีวิตหมาแมวจรหนึ่งตัวให้มีชีวิตต่อ และหาบ้านให้เขา คุณอาจจะไม่ได้เปลี่ยนทั้งโลกหรอก

แต่โลกของหมาแมวตัวนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะคุณ

และความรักที่ให้เขา ก็ย้อนกลับมาทำให้ชีวิตคนเลี้ยงเปลี่ยนไปเช่นกัน

“สัตวแพทย์อาสาทำดี” และภารกิจนอกคลินิก

อีกบทบาทหนึ่งของแม่หมอคือหัวหน้าทีม “สัตวแพทย์อาสาทำดี” จุดเริ่มต้นมาจากรุ่นพี่ที่รักกันอย่าง สพญ.อารยาพร มคธเพศ (อาจารย์หมอกระจิบ) ชวนไปทำหมันและฉีดวัคซีนให้สัตว์จรบนเกาะกูด จ.ตราด ตามคำขอความช่วยเหลือของชาวต่างชาติ

  • เงินที่ระดมได้เข้าบัญชี “สัตวแพทย์อาสาทำดี” ใช้กับโครงการทั้งหมด

  • ทีมงานออกค่าเดินทางและค่าอาหารกันเอง

จากครั้งแรก ก็ต่อยอดเป็นครั้งที่ 2–5 และยังคงมีภารกิจตามมาเรื่อยๆ

เมื่อทีมสัตวแพทย์อาสาเจอเคสตึกสตง.ถล่ม

ในเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม ทีมสัตวแพทย์อาสามีหน้าที่หลักคือ ดูแลสุนัข K9 ที่ออกปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหาย

หน้าที่สำคัญคือ

  • ปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  • ป้องกันภาวะฮีตสโตรก

  • ทำแผล ตรวจหู-ตา

  • วัดอุณหภูมิ วัดไข้

แม้งานจะไม่ซับซ้อนด้านเครื่องมือ แต่หนักที่ความกดดัน เพราะไม่เคยเจอสถานการณ์ใหญ่แบบนี้มาก่อน หน่วยงานด้านสัตวแพทย์จึงขอใช้ช่องทาง “สัตวแพทย์อาสาทำดี” ในการกระจายข่าวและประสานงาน

และในภารกิจนี้เอง ที่ทีมได้เจอกับ แมวส้มตัวจิ๋วที่ร้องจนเสียงแหบ จนกลายเป็น “น้องสตง” ในวันนี้

วันแรกของแมวส้มในคลินิก

คืนที่น้องถูกส่งมาถึงคลินิก แม่หมอเล่าว่า พอวางน้ำและอาหารให้ น้องก็กินแบบไม่หยุด เสียง “ง้ามๆๆๆๆ” ดังตลอด เหมือนหิวสะสมมานานมาก

หลังจากวันนั้น เสียงกินแบบนั้นก็หายไป เหมือนเขาได้กินจนอิ่มเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

ทำไมต้องชื่อ “สตง”?

ชาวเน็ตช่วยกันตั้งชื่อให้ไม่รู้กี่สิบชื่อ ทั้ง “บุญรอด” “โชคดี” ฯลฯ แต่ในใจแม่หมอกลับคิดอีกแบบ เธอรู้สึกว่าเด็กคนนี้ “แกร่ง แข็งแรง” มาก จึงอยากให้ชื่อสะท้อนความแข็งแกร่ง

คำว่า Strong เลยตอบโจทย์ แต่เรียกยาก เธอจึงตัดตัว r ทิ้ง ให้เหลือเสียง “สะ-ตง” แบบสั้น กระชับ มีสตอรี่ และยังแอบมีความกิมมิคสไตล์ตั้งชื่อของเพจ ที่ชอบตั้งชื่อแบบเข้าชุดกัน เช่น แม่ชื่อ ด๊ำดำ ลูกชื่อ ดู๊ดู ดี๊ดี ฯลฯ

ชื่อเล่นของสตงยังถูกแซวว่าเรียกได้เป็น “ต่งต๊ง” เพิ่มความน่ารักเข้าไปอีกขั้น

เมื่อชื่อไปคล้ายหน่วยงาน ดราม่าก็มา

มีคนบางส่วนมองว่าชื่อ “สตง.” คล้ายชื่อหน่วยงาน ดูไม่เป็นมงคลบ้าง ตั้งได้อย่างไรบ้าง แต่แม่หมอยืนยันว่าไม่ซีเรียส

  • ทุกคนมีสิทธิคิด

  • สำหรับเธอ ชื่อนี้มีเรื่องราวของมัน

  • เป็นแค่ชื่อชั่วคราว ถ้าได้เจ้าของใหม่แล้ว เขาอยากเปลี่ยนชื่อก็ทำได้เลย

เธอจะไม่เปลี่ยนเอง เพราะตั้งใจให้ชื่อนี้เป็นสัญลักษณ์ของความแกร่งในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตน้อง

มายด์เซตของคนที่อยากรับเลี้ยงแมวจร

แม่หมอมองว่า สมัยนี้คนไม่ได้เลี้ยงสัตว์เพื่อใช้ประโยชน์เหมือนเดิมอีกต่อไป

  • ไม่ได้เลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้าน

  • ไม่ได้เลี้ยงแมวไว้จับหนูเป็นหลักแล้ว

แต่เลี้ยงเพื่อให้เขาเข้ามาเป็น สมาชิกในบ้าน และทำหน้าที่เป็น Pet Therapy

สัตว์เลี้ยงช่วยบำบัด

  • ความเหงา

  • ความเศร้า

  • และกลายเป็นผู้ฟังที่ดีที่สุดของเราแบบไม่ตัดสิน

แม่หมอเห็นภาพซ้ำๆ ว่า หลายครั้งคนเลือกซื้ออาหารหรือยาสำหรับหมาแมวก่อนตัวเองด้วยซ้ำ ยิ่งทำให้เธอต้องคัดกรองคนที่จะมารับลูกแมวและหมาไปเลี้ยงอย่างเข้มงวด แม้ทุกตัวจะมาจากข้างถนน ขี้เหล่ ติดโรค แต่ มาตรฐานการคัดเลือกเจ้าของต้องเท่ากัน เพื่อให้เป็นบ้านสุดท้าย ไม่ต้องกลับมาเป็นหมาแมวจรอีก

เกณฑ์คัดเลือกเจ้าของบ้านใหม่

สิ่งที่แม่หมอให้ความสำคัญ เช่น

  • ที่อยู่อาศัย

    • ไม่ใช่คนที่ไม่มีที่อยู่แน่นอน

    • เช่าคอนโดได้ แต่ต้องดูว่าคอนโดระดับไหน

  • อาชีพและไลฟ์สไตล์

    • ทำงานอะไร

    • มีเวลาพอไหม

  • โครงสร้างครอบครัว

    • อยู่กับใครบ้าง

    • เคยเลี้ยงสัตว์มาก่อนไหม

  • ทัศนคติในการเลี้ยง

    • มองสัตว์เป็นสมาชิกครอบครัว หรือแค่ของเล่นชั่วคราว

สิ่งที่ชัดมากคือ

ไม่ใช่ว่าอยากได้ก็ให้

ไม่ใช่ว่ารวยแล้วจะรับเลี้ยงตัวไหนก็ได้

ต่อให้เป็นแมวสวยมาก และคนรวยแค่ไหน ถ้าไม่ผ่านการสัมภาษณ์ ก็ไม่ได้ไป แต่ถ้าทัศนคติดี เข้าใจการเลี้ยง มีความพร้อม แมวสวยแค่ไหน เธอก็ยอมให้ไปอยู่ด้วยได้อย่างสบายใจ

ทำไมไม่เก็บ “สตง” ไว้เลี้ยงเอง?

หลายคนสงสัยว่า ในเมื่อแม่หมอรักแมวมาก ทำไมไม่เก็บสตงไว้เองอีกตัว?

คำตอบตรงๆ คือ “เลี้ยงได้ แต่ทำไมต้องเลี้ยง?”

  • ในเมื่อเธอสามารถหาบ้านที่ดีกว่าให้สตงได้

  • บ้านที่มีเวลา มีเงิน และพร้อมให้ความรักมากกว่า

สำหรับแม่หมอ ความรักไม่ใช่การกอดไว้คนเดียว แต่คือการ “ให้เขาได้ไปอยู่ที่ดีที่สุด” ต่างหาก และนี่คือความสุขสูงสุดของเธอ

แมว = ลูก และคือแบตเตอรี่ชีวิต

แม่หมอไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้มีครอบครัวแบบดั้งเดิม แต่เธอมองสัตว์เลี้ยงทุกตัวว่า คือลูก

  • เขาทำให้เธอมีความสุข

  • เป็นเหมือนแบตเตอรี่ที่คอยชาร์จให้ไปต่อได้

เธอเรียกตัวเองติดตลกว่าเป็น “แม่แมวทุกสถาบัน” ไม่กลัวแมว ไม่ว่าดื้อแค่ไหน ซนจากไหน ทุกเพศทุกวัย เธอบอกว่า “ดีลได้หมด” แบบจิ๊กโก๋สายแมวของจริง

ก่อนจะเลี้ยงสัตว์สักชีวิต คุณพร้อมจริงหรือยัง?

แม่หมอฝากถึงคนที่คิดอยากเริ่มเลี้ยงสัตว์ไว้อย่างชัดเจนว่า

  • ถ้าคุณอยากเลี้ยงสัตว์ 1 ชีวิต ต้องคิดให้ดีก่อนว่าพร้อมดูแลเขาไป ตลอดชีวิต หรือไม่

  • ถ้ายังไม่พร้อม อย่าเลี้ยง

  • และถ้าคุณไม่มีความเป็นมนุษย์พอ อย่าซื้อสัตว์มาเลี้ยงเพื่อเล่นๆ

เพราะสำหรับสัตว์

เขามีเราเป็นเจ้าของเพียงคนเดียว

เราคือทั้งโลกของเขา

มองนโยบายดูแลสัตว์จรในภาพใหญ่

แม่หมอมองว่านโยบายของหน่วยงานใหญ่ๆ ที่เริ่มสนใจดูแลสัตว์จร จริงๆ เป็นแนวโน้มที่ดี แต่ยังคงเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อทีละชิ้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้นำแต่ละยุค

  • อาจไม่ต่อเนื่องเมื่อเปลี่ยนผู้บริหาร

  • อาจไม่สมบูรณ์แบบในเร็ววัน

แต่เธอก็ยังเชื่อว่า การเริ่มต้นย่อมดีกว่าไม่เริ่มเลย

ความฝันต่อจากนี้ของ “แม่แมวทุกสถาบัน”

ทุกวันนี้ แม่หมออยากช่วยหมาแมวให้ได้มากกว่านี้ แต่ก็รู้ตัวดีว่ากำลังตัวเองมีจำกัด เลยรู้สึกเหมือน “สุข แต่ไม่สุด”

เธอมีโปรเจ็กต์ในใจอยากทำให้ชัดและใหญ่ขึ้น แต่ติดเรื่องทุน จึงหวังว่าจะมีพันธมิตรเข้ามาช่วย โดยที่เธอไม่ต้องยุ่งเรื่องเงินเลยก็ได้ เพียงมีคนช่วยซื้อยา สนับสนุนทรัพยากร เพื่อให้ทีมออกไปช่วยสัตว์ได้เยอะขึ้น

ความสุขเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของคนรักแมว

ท้ายที่สุด แม่หมอสรุปวิธีใช้ชีวิตของตัวเองแบบตรงไปตรงมาว่า

ทุกวันนี้สิ่งที่ทำ คือการทำสนองนีดตัวเอง

เวลามีคนเอาแมวมาขอให้ช่วย แล้วเราได้พาน้องไปส่งบ้านใหม่ เราจะได้สัมผัสความสุขตรงนั้นเต็มๆ

มันสุขมาก และมันพอแล้วสำหรับหัวใจของคนคนหนึ่ง ที่เชื่อว่าแค่ช่วยสัตว์ทีละตัว โลกก็เปลี่ยนได้จริงๆ