ทำไม Pedigree และ Whiskas จึงครองใจเจ้าของสัตว์เลี้ยงมานาน
จากข้อมูลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นภาพร่วมกันชัดเจนว่า “สัตว์เลี้ยงคือสมาชิกในครอบครัว” ไม่ใช่แค่สัตว์ตัวหนึ่งอีกต่อไป ทั้งสุนัขและแมวถูกยกระดับสถานะเป็น “Pet Parent & Pet Kid” เจ้าของยอมจ่ายเต็มที่ให้กินดี อยู่ดี เข้ารพ.สัตว์ ทำประกัน เข้างานแฟร์สัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่เที่ยวโรงแรม Pet Friendly
ในบริบทนี้ แบรนด์อาหารสัตว์อย่าง Pedigree (หมา) และ Whiskas (แมว) จึงไม่ได้ขายแค่อาหาร แต่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเลี้ยงอย่างแนบแน่น ผ่านผลิตภัณฑ์ โภชนาการ การตลาด และกิจกรรมที่สื่อสารตรงกับคนรักสัตว์ยุคใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็น “คนสำคัญที่สุดในชีวิต” ในสัดส่วนสูง
เจาะลึก Pedigree: ปัจจัยที่ทำให้อาหารสุนัข Pedigree เป็นที่นิยม
ข้อมูลผลิตภัณฑ์และแคมเปญของ Pedigree สะท้อนให้เห็น 2 แกนหลักที่ทำให้แบรนด์แข็งแรง: โภชนาการ และ การเข้าใจอินไซต์คนเลี้ยงหมา
1. สูตรอาหารที่ตอบโจทย์สุนัขโตเต็มวัย
ตัวอย่างเช่น Pedigree Adult อาหารเม็ดสุนัข รสไก่และผัก ถูกจัดอยู่ในกลุ่มอาหารสำหรับสุนัขโตเต็มวัยและติดอันดับในลิสต์อาหารสุนัขยอดนิยมสำหรับพันธุ์ใหญ่ จุดเด่นสำคัญคือ
ให้สารอาหารรวม 38 ชนิด
โปรตีนไม่น้อยกว่า 18% เพื่อช่วยเรื่องกล้ามเนื้อและโครงสร้าง
ไขมันไม่น้อยกว่า 8% ให้พลังงานเพียงพอ แต่ไม่สูงจนเกินไปสำหรับหมาโต
ใยอาหารไม่เกิน 5% และความชื้นไม่เกิน 12%
มี โอเมก้า 6 และสังกะสี ช่วยบำรุงผิวหนังและขน
เสริม สารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินอี ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน
มี บีทพัลพ์ ช่วยให้ระบบย่อยและการขับถ่ายดีขึ้น
เสริมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ดูแลกระดูกและฟัน
องค์ประกอบเหล่านี้สอดคล้องกับคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการสุนัขพันธุ์ใหญ่ที่เน้นว่า สุนัขโตควรได้รับโปรตีนระดับกลางและไขมันลดลงจากวัยเด็ก เพื่อควบคุมน้ำหนักพร้อมยังซ่อมแซมร่างกายได้ดี
2. อินไซต์ “คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ”
Pedigree มองเห็นปัญหาคลาสสิกของคนเลี้ยงหมา: ของทุกอย่างเจ้าของเป็นคนซื้อ แต่คนใช้จริงคือสุนัข หลายครั้งซื้ออาหารหรือขนมที่คิดว่าดี คุ้ม แต่ไม่เหมาะกับขนาดหรือช่วงวัยของหมาเลย หรือหมาไม่ชอบ ไม่กิน
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของจำนวนมากไม่ได้เข้าใจเรื่องโภชนาการลึกพอ อาจเลือกอาหารไม่ตรงกับขนาดสายพันธุ์หรือช่วงวัย เช่น สุนัขพันธุ์เล็กกินขนมชิ้นใหญ่เกินไป หรือหมาพันธุ์ใหญ่ทานอาหารที่ออกแบบมาสำหรับพันธุ์เล็กที่พลังงานไม่พอและเม็ดเล็กเกินจนเกิดปัญหาระบบทางเดินอาหารได้
จากความเข้าใจปัญหานี้ Pedigree จึงไม่หยุดแค่การขายอาหาร แต่พยายามสื่อสาร “ความเหมาะสม” ของอาหารกับตัวสุนัขจริง ๆ ผ่านการตลาดที่ใช้เทคโนโลยีและดาต้าอย่างจริงจัง
3. Dogvertising: โฆษณาเพื่อน้องหมาโดยเฉพาะ
แคมเปญ Dogvertising เป็นตัวอย่างชัดเจนของการที่ Pedigree ใช้ Data + Technology แก้ปัญหาคนเลี้ยงหมาไม่รู้จะเลือกอาหารอะไร
ใช้ป้ายโฆษณาดิจิทัล (DOOH) ตามสวนสาธารณะและทางเดิน
ติดเซนเซอร์และระบบหลังบ้านที่ใช้ Machine Learning
ระบบจะตรวจจับได้ว่า “สิ่งที่เดินผ่านมี 4 ขาและมีหางที่แกว่ง” จึงจะทำงาน
เมื่อพบวัตถุเป็นสุนัข ระบบจะประเมิน พันธุ์และขนาดตัว จากดาต้าที่เทรนไว้
จากนั้นบนจอจะแสดง อาหาร Pedigree สูตรที่เหมาะกับหมาตัวนั้น ให้เจ้าของเห็นทันที
ผลคือ เจ้าของได้รับ “คำแนะนำแบบเฉพาะตัว” ว่า หมาของตัวเองเหมาะกับอาหารแบบไหน โดยไม่ต้องเสิร์ชเองให้สับสน ถือเป็นการให้ความรู้เชิงโภชนาการแฝงมากับโฆษณา
ด้านผลลัพธ์ แคมเปญนี้ทำให้
เจ้าของใช้เวลาดูโฆษณาเฉลี่ย 13.5 วินาที มากกว่าค่าเฉลี่ยแคมเปญอื่นของ Pedigree ถึง 4 เท่า
ต้นทุนต่อโฆษณาลดลง 34.4%
ยอดขายในภูมิภาคเพิ่มขึ้น 29%
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าความนิยมของ Pedigree ไม่ได้มาจากราคาหรือการกระจายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการ “เข้าใจปัญหาจริงของคนเลี้ยงหมา” แล้วใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยเลือกอาหารที่เหมาะสมให้หมาแต่ละตัว
เจาะลึก

: อะไรทำให้อาหารแมว Whiskas โดนใจน้องเหมียวและเจ้าของ
ฝั่งแมว แบรนด์ Whiskas อยู่ภายใต้บริษัท Mars เช่นเดียวกับ Pedigree แต่สิ่งที่โดดเด่นคือการเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับ “ความผูกพันทางอารมณ์” ระหว่างคนกับแมวผ่านงานวิจัยและแคมเปญ
1. ใช้งานวิจัยสะท้อนความผูกพันคนไทยกับแมว
จากการศึกษา WHISKAS® Purr Study สำรวจผู้เลี้ยงแมวในไทยกว่า 2,000 คน พบว่า
71% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าแมวคือสมาชิกที่รักของครอบครัว
แมวช่วยเยียวยาความเครียด 54%
แมวช่วยเติมเต็มความสุขให้ชีวิต 52%
และจากการสำรวจ Mars Global Parents Survey ในไทย ยังระบุว่า
มากกว่า 30% ของผู้เลี้ยงสัตว์มองว่าสัตว์เลี้ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials
สายพันธุ์แมวยอดนิยม คือ สยาม และ เปอร์เซีย โดย 37% เลี้ยงแมวสายพันธุ์แท้ (30% สยาม, 28% เปอร์เซีย)
Whiskas จึงวางตัวเองอยู่ในจุดที่เข้าใจว่า แมวไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยง แต่เป็น “ตัวช่วยเยียวยาใจ” ของคนรุ่นใหม่ ความเข้าใจนี้เปิดทางให้แบรนด์สื่อสารเรื่องโภชนาการได้ง่ายขึ้น เพราะเจ้าของที่ผูกพันกับแมวสูง ย่อมใส่ใจเรื่องอาหารมากเป็นพิเศษ
2. รับมือความสับสนเรื่องโภชนาการแมว
งานวิจัยยังพบประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความรู้ด้านโภชนาการของผู้เลี้ยงแมวไทย
60% หันไปค้นหาข้อมูลโภชนาการผ่านโซเชียลมีเดีย
39% รู้สึกสับสนจากข้อมูลที่ขัดแย้งกัน
36% กังวลเรื่องสุขภาพของแมว
มีเพียง 17% ที่รู้สึกว่าตัวเองมีความรู้ด้านโภชนาการแมว “อย่างดี”
ดร.ซูซาน หว่าน จาก Mars Petcare ชี้ให้เห็นว่า ยิ่งแมวถูกมองเป็นสมาชิกครอบครัวมากขึ้น เจ้าของยิ่งมองหาวิธีดูแลให้ดีที่สุด แต่ปัญหาคือข้อมูลออนไลน์มีมากและแหล่งที่เชื่อถือได้แยกยาก ทำให้เกิดความสับสน
นี่คือโอกาสของ Whiskas ในการวางบทบาทตัวเองเป็น “แหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้ด้านโภชนาการแมว” ควบคู่ไปกับการเป็นแบรนด์อาหารแมว
3. แคมเปญ Lucky Cat: สุขภาพดีคือความโชคดีที่แท้จริง
เพื่อรับมือกับความสับสนด้านข้อมูล และย้ำภาพเรื่องโภชนาการ Whiskas เปิดแผนรุกตลาดโดยเน้น “ให้ความรู้” และเชื่อมเข้ากับวัฒนธรรมที่คนไทยคุ้นเคย
เปิดตัวประติมากรรม Lucky Cat สูง 10 เมตร ใจกลางสยามสแควร์ ซอย 3
เชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่อง “แมวนำโชค” แบบญี่ปุ่นที่คนไทยรู้จักดี
พลิกมุมมองว่า “แมวที่โชคดีจริง ๆ คือแมวที่ได้รับการดูแลและโภชนาการครบถ้วน”
เชิญดาราดูโอ้ทาสแมวอย่าง มิกซ์ สหภาพ และ เอิร์ท พิรพัฒน์ มาร่วมสร้างสีสัน
เปิดให้คนเข้าชมงาน 2 วันเต็ม
ผู้ว่าฯ กทม. ยังกล่าวในงานนี้ว่ากรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมือง Pet Friendly ของภูมิภาค และนิยาม “แมวนำโชค” ว่าคือแมวที่ได้รับโภชนาการครบถ้วน แข็งแรง และสร้างความสุขให้ชุมชนได้
แคมเปญนี้จึงไม่ได้พูดถึงอาหารแมวแบบตรง ๆ แต่ใช้ “สัญลักษณ์แห่งโชค” มาผูกกับ สุขภาพ + โภชนาการ และใช้พื้นที่แลนด์มาร์กใจกลางเมืองสร้างการรับรู้ในวงกว้าง
4. โครงสร้างธุรกิจและฐานการผลิตในไทย
เพื่อรองรับตลาดไทยและการส่งออก Mars มี
โรงงานผลิตอาหารสัตว์ในไทย 2 แห่ง (ปากช่อง นครราชสีมา และชลบุรี)
ส่งออกอาหารสัตว์ไปกว่า 40 ประเทศ ทั่วโลก รวมถึงญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศในอาเซียน
มี APAC Pet Center ที่ชลบุรี เป็นศูนย์วิจัยด้านโภชนาการอาหารสัตว์ (มีแมว 100 ตัว และสุนัข 46 ตัว)
ฐานการผลิตและวิจัยในไทยช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ และทำให้การพัฒนาสูตรอาหารแมว-หมาที่เหมาะกับตลาดในภูมิภาคนี้ทำได้อย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์ความสำเร็จร่วมกัน: การตลาด การเข้าถึง และความน่าเชื่อถือ
แม้ Pedigree กับ Whiskas จะโฟกัสคนละสัตว์ แต่กลยุทธ์ใหญ่มีจุดร่วมสำคัญหลายข้อ
1. ยึด “สัตว์เลี้ยงคือครอบครัว” เป็นแกนกลาง
ข้อมูลจาก Purr Study และ Mars Global Parents Survey ชี้ว่าคนเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ มองหมา-แมวเป็นสมาชิกครอบครัวและสิ่งสำคัญในชีวิต
ฝั่งเศรษฐกิจ ภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยยังโตต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจชะลอ เช่น
การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTC หมวดสัตว์เลี้ยง ปี 2567 สูงถึง 1,012 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13%
4 เดือนแรกปี 2568 ยังโตเฉลี่ย 10%
งาน Pet Expo Thailand มีคนเข้าชมกว่า 227,000 คน ยอดใช้จ่าย 30,000 – 50,000 บาทต่อครอบครัว
บริบททั้งหมดนี้หนุนให้แบรนด์อาหารสัตว์ที่น่าเชื่อถืออย่าง Pedigree และ Whiskas กลายเป็นตัวเลือกหลักของคนเลี้ยงที่พร้อม “เปย์เพื่อลูก”
2. ผสานดาต้า งานวิจัย และเทคโนโลยีเข้ากับการตลาด
Pedigree ใช้ Machine Learning และ DOOH ตรวจจับสุนัขจริง ๆ แล้วแสดงอาหารที่เหมาะ
Whiskas ใช้งานวิจัยขนาดใหญ่ทั้งในไทยและระดับภูมิภาค เพื่อเข้าใจมุมมองเจ้าของแมว ความกังวลด้านโภชนาการ และอินไซต์การใช้โซเชียลหาข้อมูล
ทั้งสองแบรนด์ไม่ได้ยิงโฆษณาแบบหว่าน แต่ใช้ข้อมูลมาออกแบบคอนเทนต์และกิจกรรมให้ตรงกับปัญหาที่เจ้าของเผชิญจริง ๆ เช่น ความสับสนเรื่องโภชนาการ หรือการไม่รู้ว่าจะเลือกอาหารแบบไหนให้เหมาะกับสัตว์เลี้ยงของตน
3. สร้างความน่าเชื่อถือผ่านโครงสร้างและพันธมิตร
Mars มีโรงงานและศูนย์วิจัยในไทย ส่งออกไปหลายสิบประเทศ สะท้อนมาตรฐานการผลิตระดับโลก
การร่วมงานกับภาครัฐ (ผู้ว่าฯ กทม.) และการจัดกิจกรรมในแลนด์มาร์กกลางเมืองเพิ่มภาพลักษณ์ด้านความน่าเชื่อถือและความใกล้ชิดกับสังคมไทย
คุณภาพและโภชนาการ: แบรนด์เหล่านี้ตอบโจทย์ความต้องการของสัตว์เลี้ยงอย่างไร
ข้อมูลในเอกสารไม่ได้ลงรายละเอียดสูตรของ Whiskas แต่สะท้อนชัดว่าบริษัทแม่ Mars ให้ความสำคัญกับ โภชนาการที่ถูกต้อง ผ่านการวิจัยและการสื่อสาร ส่วนฝั่งสุนัข มีตัวอย่างชัดเจนของ Pedigree และแบรนด์อื่น ๆ ในตลาด ซึ่งช่วยให้เห็นมาตรฐาน “อาหารที่ดีสำหรับหมาโตพันธุ์ใหญ่” ได้ชัดเจนขึ้น
1. โภชนาการสำหรับสุนัขตามช่วงวัยและขนาด
จากคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์และสัตวแพทย์ในบทความอาหารสุนัขพันธุ์ใหญ่ สามารถสรุปหลักการสำคัญได้ดังนี้
ลูกสุนัขพันธุ์ใหญ่
ต้องใช้อาหารสูตรลูกสุนัขโดยเฉพาะ
โปรตีนสูง 26–30% ไขมัน 14–16%
เน้นแคลเซียม วิตามินดี ฟอสฟอรัส (กระดูก-ฟัน) + DHA (สมอง-สายตา) + วิตามินอี/ซี/เบต้ากลูแคน (ภูมิคุ้มกัน)
สุนัขโตเต็มวัยพันธุ์ใหญ่
โปรตีน 20–23% (หรือสูงถึง ~28% หากทำกิจกรรมเยอะ)
ไขมันลดลงเหลือ 8–11% เพื่อควบคุมน้ำหนัก
เสริมกลูโคซามีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารบำรุงข้อต่าง ๆ เนื่องจากพันธุ์ใหญ่เสี่ยงโรคข้อและสะบ้าเคลื่อน
สุนัขสูงวัย (7 ปีขึ้นไป)
โปรตีนลดลงเหลือ 18–23% ไขมัน 10–11%
เน้นโปรตีนย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา
เสริมกลูโคซามีน คอนดรอยติน (ข้อ) และโพรไบโอติก/พรีไบโอติก (ระบบย่อย-ขับถ่าย)
Pedigree Adult อยู่ในกรอบโภชนาการระดับกลางสำหรับหมาโต แถมเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโอเมก้า 6 ตามแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำสำหรับสุนัขโตเต็มวัย
2. บทบาทของขนมสุนัขและผลิตภัณฑ์เสริม
แม้ไม่ใช่สินค้า Whiskas หรือ Pedigree โดยตรง แต่ข้อมูลขนมสุนัขช่วยให้เห็นภาพว่า แบรนด์อาหารสัตว์ที่ดีต้องคิดครบทั้ง “มื้อหลักและของว่าง” เช่น
ขนมแบบ Meat Stick, บิสกิต, Dental Stick
บางสูตรเสริมโปรตีน ใยอาหาร วิตามิน ซี, ดี, ซิงค์ น้ำมันปลา พรีไบโอติก ฯลฯ
บางแบบช่วยขัดฟัน ลดคราบหินปูนและกลิ่นปาก
แนวโน้มนี้สะท้อนว่าเจ้าของมองสุขภาพสัตว์เลี้ยงแบบองค์รวม และเปิดโอกาสให้แบรนด์อย่าง Pedigree/Whiskas พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้เน้นแค่ “อิ่ม” แต่ตอบได้ทั้งโภชนาการ ระบบภูมิคุ้มกัน ช่องปาก ข้อต่อ ฯลฯ
3. แมว: ความรู้โภชนาการยังเป็นจุดอ่อนของเจ้าของ
ด้านแมว งานวิจัยของ Whiskas ชี้ชัดว่าผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจในความรู้โภชนาการ มีเพียง 17% ที่มั่นใจว่ารู้ดี ขณะที่ส่วนใหญ่ไปหาข้อมูลจากโซเชียลแล้วสับสนจากข้อมูลที่ขัดแย้งกัน ซึ่งทำให้บทบาทของอาหารแมวแบรนด์ใหญ่ที่มีฐานวิจัยและมาตรฐานชัดเจนยิ่งสำคัญ เพราะสามารถเป็น “ตัวเลือกที่เจ้าของไว้วางใจแทนการลองผิดลองถูกเอง” ได้
ข้อดีและข้อสังเกต: มุมมองจากผู้ใช้งานและบริบทจริง
จากข้อมูลที่มี แม้จะไม่ใช่รีวิวตรง ๆ จากเจ้าของ แต่สามารถเห็น “ข้อดี” ของการเลือกแบรนด์ใหญ่ระดับ Pedigree และ Whiskas ได้จากโครงสร้างตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ถูกสำรวจไว้
ข้อดีที่สะท้อนจากข้อมูล
ความน่าเชื่อถือและมาตรฐาน: Mars มีโรงงาน 2 แห่งในไทย ส่งออกกว่า 40 ประเทศ และมีศูนย์วิจัย APAC Pet Center แสดงถึงการลงทุนในคุณภาพและโภชนาการระยะยาว
สูตรที่ออกแบบตามหลักโภชนาการจริง: Pedigree Adult มีการระบุสารอาหารหลักและรองชัดเจน และอยู่ในกรอบที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำสำหรับหมาโตพันธุ์ใหญ่
ช่วยลดภาระการตัดสินใจของเจ้าของ: Dogvertising ช่วยชี้อาหารที่เหมาะกับหมาแต่ละตัว ขณะที่ Whiskas ใช้งานวิจัยมาช่วยให้ความรู้เรื่องโภชนาการแมว ลดความสับสนจากข้อมูลออนไลน์
สอดคล้องกับเทรนด์ที่เจ้าของพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยง: ตัวเลขการใช้จ่ายหมวดสัตว์เลี้ยง การโตของธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ ประกันสัตว์เลี้ยง และงานแฟร์ สะท้อนว่าคนไทยยอมลงทุนเพื่อให้สัตว์เลี้ยง “กินดี อยู่ดี” แบรนด์ที่ตอบโจทย์นี้ได้จึงมีโอกาสอยู่ในบ้านคนจำนวนมาก
ข้อสังเกตและช่องว่าง
งานวิจัยชี้ว่าผู้เลี้ยงแมวจำนวนมากยัง “ไม่แน่ใจ” ในโภชนาการที่ถูกต้อง แม้จะมีแบรนด์ใหญ่อย่าง Whiskas อยู่ในตลาด แปลว่าการสื่อสารด้านความรู้ยังต้องทำต่อเนื่องและเจาะจงมากขึ้น
ฝั่งสุนัข มีคำเตือนจากสัตวแพทย์ว่าการเลือกอาหารไม่ตรงสายพันธุ์/ช่วงวัย (เช่น พันธุ์ใหญ่กินสูตรพันธุ์เล็ก) อาจส่งผลเสียระยะยาวต่อสุขภาพ แม้จะเป็นอาหารแบรนด์ดี ก็ต้องเลือกสูตรให้ถูก
ขนมสุนัขบางประเภทมีโปรตีน โซเดียม และสารกันบูดสูง หากเจ้าของไม่อ่านฉลากและให้มากเกินไป อาจทำให้ไตทำงานหนักหรือทำให้สุนัขอ้วนได้
กล่าวโดยรวมคือ การเลือกแบรนด์ใหญ่ไม่ได้การันตีว่าทุกอย่างจะดีโดยอัตโนมัติ เจ้าของยังต้องเข้าใจหลักโภชนาการพื้นฐานและเลือกสูตรให้ตรงกับสัตว์เลี้ยงของตน
คำแนะนำ: เลือก Pedigree หรือ Whiskas อย่างไรให้เหมาะกับสัตว์เลี้ยงของคุณ
จากข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปเป็นแนวทางเลือกอาหารของสองแบรนด์นี้ในบริบทไทยได้อย่างเป็นกลาง ดังนี้
1. ดู “ช่วงวัยและขนาดตัว” เป็นอันดับแรก
ถ้าเป็น สุนัขพันธุ์ใหญ่ ให้เลือกสูตรที่ระบุชัดว่าสำหรับพันธุ์ใหญ่ หรือมีสัดส่วนโปรตีน-ไขมันสอดคล้องกับคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญในช่วงวัยนั้น ๆ
ไม่ควรใช้สูตรพันธุ์เล็กกับพันธุ์ใหญ่เป็นระยะยาว เพราะเรื่องปริมาณพลังงานและขนาดเม็ดอาจส่งผลต่อระบบย่อยและการเจริญเติบโตได้
ถ้าเป็น แมว ให้เลือกสูตรตามช่วงวัย (ลูกแมว-โต-สูงวัย) และคำนึงถึงปัจจัยสุขภาพอื่น ๆ ประกอบ
2. ใช้ข้อมูลโภชนาการบนฉลากประกอบการตัดสินใจ
อ่านเปอร์เซ็นต์โปรตีน ไขมัน เส้นใย ความชื้น
สังเกตสารอาหารเสริม เช่น โอเมก้า วิตามิน แร่ธาตุ กลูโคซามีน พรีไบโอติก เป็นต้น
สำหรับสุนัขที่อ้วน งดขนมที่พลังงานสูง และเลือกสูตรไขมันต่ำตามคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ
3. ใช้แคมเปญและเครื่องมือของแบรนด์เป็น “ตัวช่วย” แต่ไม่แทนสัตวแพทย์
แคมเปญอย่าง Dogvertising ช่วยกรองตัวเลือกที่เหมาะกับหมาแต่ละตัวจากมุมมองของแบรนด์ได้ดี
งานวิจัยของ Whiskas และคอนเทนต์ให้ความรู้ช่วยลดความสับสนของเจ้าของแมว
อย่างไรก็ตาม ถ้าสัตว์เลี้ยงมีโรคประจำตัว (ไต ข้ออักเสบ ภูมิแพ้ ฯลฯ) ควรใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็น “จุดเริ่มต้น” และไปต่อด้วยการปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนเปลี่ยนอาหาร
4. มองอาหารหลักและขนมเป็นคนละบทบาท
อาหารเม็ด/เปียกของแบรนด์หลักอย่าง Pedigree หรือ Whiskas ควรเป็น มื้อหลัก ที่ให้สารอาหารครบถ้วน
ขนม (ไม่ว่าของแบรนด์ใด) เป็นของเสริม ใช้เป็นรางวัลหรือช่วยดูแลช่องปาก แต่ไม่ควรให้มากจนไปแทนอาหารหลัก เพราะเสี่ยงเรื่องน้ำหนักและไต
สรุป: อนาคตของสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง
จากภาพรวมข้อมูลทั้งด้านงานวิจัย พฤติกรรมผู้บริโภค และการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง จะเห็นว่า
เทรนด์ “Pet เป็นลูก” ยังเดินต่อไปอย่างชัดเจน แม้เศรษฐกิจชะลอ ยอดใช้จ่ายหมวดสัตว์เลี้ยงยังขยายตัว งานแฟร์แน่น คนเข้าชมหลักแสน การท่องเที่ยวแบบ Pet Friendly และประกันสัตว์เลี้ยงเติบโตต่อเนื่อง
แบรนด์ในเครือ Mars อย่าง Pedigree และ Whiskas อยู่ในจุดที่แข็งแรงเพราะมีทั้งฐานการผลิตในไทย ศูนย์วิจัยในภูมิภาค และการใช้ดาต้า-เทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด
ทั้งสองแบรนด์ไม่ได้ขายแต่ “อาหาร” แต่ยังขาย “ความสบายใจ” ให้เจ้าของที่กำลังมองหาคำตอบว่า จะดูแลหมา-แมวให้ดีที่สุดได้อย่างไร ท่ามกลางข้อมูลออนไลน์ที่ล้นและขัดแย้งกัน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ก็สะท้อนอีกด้านว่าความรู้โภชนาการของคนเลี้ยงสัตว์ยังไม่ทั่วถึง เจ้าของจำนวนมากยังสับสนและกังวลเรื่องสุขภาพสัตว์เลี้ยงอยู่มาก
ดังนั้น อนาคตของ Pedigree และ Whiskas ในตลาดไทยน่าจะผูกกับ 3 เรื่องใหญ่
การให้ความรู้ด้านโภชนาการที่เข้าใจง่ายและเชื่อถือได้
การใช้ดาต้าและเทคโนโลยีช่วย “เลือกให้ถูก” แทนเจ้าของ
การรักษามาตรฐานคุณภาพ ผ่านการผลิตและวิจัยในประเทศควบคู่กับการส่งออก
ตราบใดที่คนไทยยังมองหมา-แมวเป็นสมาชิกครอบครัว และยินดีลงทุนให้พวกเขามีชีวิตที่ดี แบรนด์ที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพและความสบายใจอย่าง Pedigree และ Whiskas ก็ยังมีพื้นที่สำคัญในชั้นวาง – และในบ้านของคนเลี้ยงสัตว์ไทยต่อไป


ความคิดเห็น