รับแอปรับแอป

ค่ายหุ่นยนต์เปลี่ยนโลกเด็กโฮมสคูล: จากห้องนั่งเล่นสู่สมรภูมิ Robotic War

ชลธิชา บุญมา01-31

โลกการเรียนรู้ของเด็กโฮมสคูล ไม่ได้จำกัดแค่ในหนังสือ

เพราะโลกจริงไม่ได้มีแค่ในห้องเรียน แต่คือ สนามชีวิต ที่เด็กต้องลองผิด ลองถูก เรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงรอบตัว

ขณะที่เด็กส่วนใหญ่กำลังนั่งเรียนอยู่ในห้องอย่างเป็นทางการ เด็ก โฮมสคูล (Home School) กลับมี โลกทั้งใบ เป็นห้องเรียน ให้ได้ค้นหา คิดคำถาม และตามหาคำตอบด้วยตัวเอง

เมื่อสะเต็มศึกษาเจอ AI และ Coding

ยุทธศาสตร์ชาติยกให้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็มศึกษา (STEM – Science, Technology, Engineering and Mathematics) เป็นเสาหลักสำคัญในการพาประเทศสู่การเป็น ประเทศแห่งนวัตกรรม

หัวใจของการขับเคลื่อนโลกยุคใหม่ คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ดำเนินการด้วย สมองของคอมพิวเตอร์ ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ผ่าน การเขียนโปรแกรม (Coding)

จากแนวคิดนี้จึงเกิดเป็น โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “STEM & Robotics Camp” ที่เปิดโอกาสให้เด็กโฮมสคูลได้มาสัมผัสประสบการณ์จริงที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จังหวัดนครปฐม

ปลดล็อกอัจฉริยภาพเด็กโฮมสคูลผ่านค่ายหุ่นยนต์

ผศ.ดร.มนต์อมร ปรีชารัตน์ จากสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” ได้พาเด็กโฮมสคูลตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยม เปิดโลกการเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัด

ในค่ายนี้ เด็กๆ ได้มีเวทีแสดงออกถึงความสามารถที่ซ่อนอยู่ ได้เจอเพื่อนใหม่ ได้ลองทำงานเป็นทีม และได้ลงมือสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากโจทย์ที่ท้าทายจริง ไม่ใช่แค่แบบฝึกหัดในกระดาษ

โดยทีมคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ร่วมกันออกแบบกิจกรรม ถ่ายทอดเทคนิคการเขียน Coding และช่วยให้เด็กๆ เชื่อมโยงความรู้ไปสู่การสร้างผลงานที่จับต้องได้

สมรภูมิ “Robotic War” ห้องทดลองทักษะคิด-เขียนโค้ด

ภารกิจหลักของค่าย คือการเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมเซนเซอร์ของ “Robotic War” หรือ หุ่นยนต์รบ ที่แต่ละทีมสามารถออกแบบได้เต็มที่ตามจินตนาการของตัวเอง

กติกาง่ายแต่ท้าทายคือ

  • ทีมที่ชนะ ต้องออกแบบให้รถหุ่นยนต์สามารถ “ตีแตก” ลูกโป่งของคู่แข่ง

  • ลูกโป่งทำหน้าที่เป็นเหมือน “ฐานกำลัง” ที่ต้องป้องกันไปพร้อมๆ กับการบุกโจมตี

  • เด็กๆ ต้องใช้ทั้งความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม ทักษะวางแผน และการทำงานเป็นทีม

แต่ละทีมต้องช่วยกันแต่งรถหุ่นยนต์ในแบบฉบับของตัวเอง พร้อมติดตั้ง “อาวุธ” จากวัสดุง่ายๆ อย่างไม้จิ้มปลายแหลม แล้วค่อยวางแผนควบคุมทิศทาง การเคลื่อนที่ และจังหวะโจมตีให้เหนือคู่แข่ง

ไม่ใช่แค่เขียนโค้ดให้รันได้ แต่ต้องโค้ดให้ “ชนะเกม” ด้วย

นวัตกรรมจากของใกล้ตัว และบทเรียนเรื่องการรักษ์โลก

ผศ.ดร.มนต์อมร มีผลงานเด่นด้านการออกแบบสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้จากวัสดุรอบตัว ซึ่งกลายมาเป็นหลักคิดสำคัญของค่าย “STEM & Robotics Camp” ครั้งนี้

เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้เด็กๆ สร้างหุ่นยนต์ได้ แต่ยังอยากให้เรียนรู้ว่า

  • จะใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุดได้อย่างไร

  • จะออกแบบสิ่งประดิษฐ์ที่ทั้งสร้างสรรค์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้แบบไหน

แนวคิดนี้สอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ข้อที่ 12 ว่าด้วยเรื่อง Responsible Consumption and Production หรือการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและรับผิดชอบ

ทำอย่างไรให้หุ่นยนต์ไม่ใช่ของเล่นของเด็กบางกลุ่ม

ผศ.ดร.มนต์อมร มองว่า หุ่นยนต์เพื่อการเรียนรู้ยังเป็นสื่อที่มีราคาสูง ทำให้เด็กบางกลุ่มเข้าถึงได้ยาก จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญว่า

  • จะทำอย่างไรให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงสื่อเหล่านี้

  • จะออกแบบเครื่องมือเรียนรู้ที่ไม่แพง แต่ยังทรงพลังได้อย่างไร

แนวทางหนึ่งคือการเปิดโอกาสให้เด็ก ทดลองจริง ลงมือทำจริง และริเริ่มสิ่งใหม่ด้วยตัวเอง โดยไม่ปิดกั้นจินตนาการ

“เด็กสามารถโตกว่าอายุจริงได้ ถ้าเขาได้ทดลองและคิดเอง” คือหัวใจของการออกแบบค่ายในครั้งนี้

พ่อแม่ก็โตไปพร้อมลูกได้ในค่ายเดียวกัน

ค่ายนี้ไม่ได้เปิดแค่ให้เด็กเข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองเข้ามาเรียนรู้ไปพร้อมกัน จนกลายเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความผูกพันในครอบครัวไปในตัว

หลายครอบครัวไม่ได้มาเพราะอยากให้ลูก “เก่งหุ่นยนต์” อย่างเดียว แต่ต้องการ “เติบโตไปกับลูก” ผ่านการนั่งเรียน ลองทำ และลงสนามไปด้วยกัน

คุณแม่หลัน ศิราวดี ศุมานนท์ ผู้ปกครองของ น้องบุนัย ธารา มานะนัด เด็กโฮมสคูลชั้น ป.1 ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมค่ายที่อายุน้อยที่สุด เชื่อว่า หากเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ตามความสนใจของตัวเอง เด็กจะเติบโตได้อย่างมีความสุข

สำหรับเธอแล้วอนาคตว่า ลูกจะยังสนใจเรื่องหุ่นยนต์อยู่หรือไม่ ไม่ใช่คำถามหลัก สิ่งสำคัญกว่าคือ จะทำอย่างไรให้ลูกไม่หมดไฟในการเรียนรู้สิ่งใหม่

ตัวอย่างเด็กโฮมสคูลที่กล้าคิดนอกกรอบ

ในค่ายยังมีตัวอย่างของเด็กโฮมสคูลที่ใช้โอกาสนี้ในการปล่อยของอย่างเต็มที่ หนึ่งในนั้นคือ น้องไททัน ไทธรรม์ ทินกร ณ อยุธยา วัย 9 ขวบ

น้องไททันเลือกใช้การ คิดนอกกรอบ ใส่ไอเดียสร้างสรรค์ลงไปในการออกแบบ Robotic War ด้วยการเขียนโปรแกรมให้มี “มาริโอ้” ปรากฏอยู่บนหน้าจอรถหุ่นยนต์ เพื่อเพิ่มสีสันให้กับการแข่งขัน

เขามองว่าทักษะการเขียน Coding ที่ได้จากค่าย “STEM & Robotics Camp” ไม่ได้ให้แค่ความสนุกและเพื่อนใหม่เท่านั้น แต่ยังอาจต่อยอดไปสู่การสร้างนวัตกรรมที่มีประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่นได้จริงในอนาคต

วิสัยทัศน์ต่อไป: ขยายค่าย Coding ทั่วประเทศ

ก้าวต่อไป ผศ.ดร.มนต์อมร ตั้งใจจะขยายผล “STEM & Robotics Camp” ออกไปยังหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

แนวทางสำคัญคือ

  • จัดอบรมทักษะการเขียน Coding ให้ครูผู้สอน

  • ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมใหม่ เช่น การประดิษฐ์บอร์ดขยายสำหรับไมโครบิต เพื่อนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนได้เอง

เป้าหมายคือทำให้ความรู้ด้าน Coding ซึ่งเป็นหัวใจหนึ่งของ สะเต็มศึกษา กลายเป็นพื้นฐานให้เด็กโฮมสคูลสามารถใช้ทักษะของตัวเองมาช่วยพัฒนาประเทศในอนาคต

จากหุ่นยนต์หนึ่งคัน สู่ความกล้าคิดและกล้าลองของทั้งครอบครัว

เบื้องหลังรถหุ่นยนต์เล็กๆ ในสนาม Robotic War คือชุดทักษะสำคัญที่เด็กๆ ได้ซึมซับไปอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็น

  • การคิดเป็นระบบเหมือนนักเขียนโค้ด

  • การทำงานเป็นทีมเหมือนนักพัฒนาซอฟต์แวร์มืออาชีพ

  • การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหมือนวิศวกรภาคสนาม

  • การรับผิดชอบต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเหมือนพลเมืองโลกที่ตระหนักรู้

และเหนือสิ่งอื่นใด ค่ายนี้ช่วยพิสูจน์ว่า การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียน เด็กโฮมสคูล ครอบครัว และทุกคนที่เปิดใจ ยังมีพื้นที่อีกมากให้เติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีและจินตนาการของตัวเอง