จากดินแห้งแล้ง สู่ข้าวหอมมะลิระดับโลก
“ทุ่งกุลาร้องไห้” บนที่ราบสูงกว่า 2 ล้านไร่ ใน 5 จังหวัดภาคอีสาน คือ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ และยโสธร เคยเป็นพื้นที่ดินปนทรายแห้งแล้ง ปลูกอะไรก็ยาก
วันนี้ภาพเดิมถูกพลิกฟื้น กลายเป็นแหล่งปลูก ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ได้รับการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และเป็นข้าวหอมมะลิที่สร้างชื่อเสียงไปไกลในระดับโลก

ม.มหิดลต่อยอด “ช่วงชีวิตของเมล็ดข้าว” ให้กลายเป็นอาหารสุขภาพ
ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ลงพื้นที่ทำวิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างเครือข่ายผลิต–ตลาด เพื่อพัฒนา ผลิตภัณฑ์สำหรับคนแพ้นมและถั่วเหลือง จากวัตถุดิบที่เคยเป็นเพียงส่วนเหลือทิ้งของกระบวนการสีข้าว
หัวใจของงานวิจัยคือการนำ “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ระยะเขียว” ซึ่งมักถูกทิ้งไป มาพัฒนาเป็นสินค้าใหม่ที่เพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้เกษตรกรในชุมชน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภัทร์ ไชยกุล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา ผู้ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) – สวก. อธิบายว่า วงจรของเมล็ดข้าวแต่ละช่วง สามารถต่อยอดเป็นอาหารสุขภาพได้แทบทุกระยะ
ระยะข้าวเริ่มออกรวงประมาณ 10 วัน สามารถทำเป็น ข้าวเม่า เนื้อนุ่ม หอม
และต่อยอดเป็น น้ำนมข้าว ที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เหมาะสำหรับสายสุขภาพและคนที่แพ้นมวัว
ทำความรู้จัก “ข้าวระยะเขียว” ของดีที่เคยถูกมองข้าม
หลังจากข้าวออกรวงแล้วราว 20–30 วัน จะเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “ข้าวระยะเขียว” แม้เมล็ดจะยังอ่อน แต่มีสัดส่วนต้นข้าวจำนวนไม่น้อยที่สามารถนำมาหุงรับประทานได้
ข้าวระยะนี้มีจุดเด่นคือ
ความหอมเด่นชัด
เนื้อสัมผัสนุ่มนวลกว่าข้าวกล้องทั่วไป
สามารถนำไปแปรรูปเป็นผงสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในอาหารหลากหลายชนิด เพื่อต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอาหาร
ยิ่งไปกว่านั้น ข้าวระยะเขียวยังอุดมด้วยสารตั้งต้นด้านโภชนาการ เช่น
แกมมาออไรซานอล
สารพฤกษเคมี
โปรตีนและใยอาหารในปริมาณสูง
คาร์โบไฮเดรตต่ำกว่าข้าวทั่วไป
ทั้งที่มีคุณค่าทางอาหารสูง แต่ในระบบการสีข้าวปกติ ข้าวระยะเขียวกลับมักถูกจัดเป็นเพียง วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร
จากส่วนเหลือทิ้ง สู่ขนมและเครื่องดื่มเพื่อคนแพ้นม–ถั่วเหลือง
งานวิจัยได้นำ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้แบบอินทรีย์ ในหลายระยะและหลายสายพันธุ์ มาผสมผสานร่วมกัน ได้แก่
ข้าวระยะเขียว
ข้าวหอมมะลิ
ข้าวไรซ์เบอร์รี่
ข้าวหอมมะลิแดง
มันเทศ
มันม่วง
จากวัตถุดิบธรรมชาติทั้งหมดนี้ ได้ถูกพัฒนาเป็น
ขนมหวานอัดเม็ด
ส่วนผสมผง สำหรับใช้เติมในอาหารหรือของหวาน
เครื่องดื่มผง พร้อมชง
ทุกผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบให้มี
ใยอาหารสูง
กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน (Amino Acid)
โปรตีนจากพืชที่ตอบโจทย์ทั้งผู้แพ้นมวัว ผู้แพ้ถั่วเหลือง และสายมังสวิรัติแบบวีแกน 100%
สูตรส่วนผสมถูกพัฒนามาเพื่อให้มีน้ำตาลและไขมันต่ำ จึงเหมาะกับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพ แต่ยังอยากกินของหวานแบบไม่รู้สึกผิด

หวานน้อย แต่ใส่ใจเรื่องระดับน้ำตาลในเลือด
แม้ผลิตภัณฑ์จะทยอยขึ้นทะเบียนกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในหมวดลูกอมและขนมหวาน แต่จุดที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษคือ ที่มาของน้ำตาล
น้ำตาลที่ใช้ไม่ได้มาจากน้ำตาลสังเคราะห์ แต่คัดเลือกแหล่งที่มาที่เป็นธรรมชาติและเป็นมิตรกับสุขภาพ ได้แก่
ฟรุกโตส (Fructose) จากผลไม้
ไอโซมอลทูโลส (Isomaltulose) จากอ้อย
น้ำตาลทั้งสองชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยไม่ให้ระดับกลูโคสในเลือดพุ่งสูงรวดเร็ว จึงเป็นทางเลือกที่ดีต่อผู้ที่กังวลเรื่องน้ำตาลในเลือด หรือมีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลสูง
อีกด้านหนึ่ง ข้าวอินทรีย์ตามธรรมชาติก็มีไขมันไม่อิ่มตัวอยู่แล้ว ซึ่งเป็นชนิดที่ดีต่อผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงหรือคนที่เน้นสายอาหารเพื่อสุขภาพ
จุดเด่นที่เหนือกว่าลูกอมและขนมหวานทั่วไป
สิ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์จากข้าวระยะเขียวชุดนี้โดดเด่นกว่า ขนมและลูกอมในท้องตลาด คือคุณค่าทางโภชนาการที่ตรวจวัดได้จริง ไม่ใช่แค่คำโฆษณาบนฉลาก
ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่
ใยอาหารสูงมากถึง 5,000 มิลลิกรัมต่อหน่วยบริโภค ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ใช้เทคโนโลยีการลดความชื้นในกระบวนการผลิตอย่างเหมาะสม เพื่อคงคุณภาพของสารอาหาร
ใช้บรรจุภัณฑ์ อลูมิเนียม ที่ช่วยป้องกันกลิ่นหืน และป้องกันการเสื่อมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ดี
สามารถเก็บรักษาได้นานกว่า 1 ปี โดย ไม่ต้องใช้สารเคมี ช่วยยืดอายุสินค้าอย่างปลอดภัย
เรียกได้ว่าเป็นขนมที่ไม่ได้ให้แค่ความหวาน แต่ยังให้ใยอาหารและคุณค่าทางโภชนาการแบบจัดเต็ม เหมาะทั้งสำหรับคนแพ้นม คนแพ้ถั่วเหลือง คนรักสุขภาพ และสายวีแกนที่อยากได้ของกินเล่นที่มีฟังก์ชันจริงจัง
เคล็ดลับเทคโนโลยี “ย่อยด้วยเอนไซม์” ก่อนทำผงข้าวแห้ง
หนึ่งในขั้นตอนที่เคยเป็นคอขวดสำคัญของการผลิตคือ การทำแห้งผงข้าว ซึ่งในอดีตใช้เวลานาน และมีต้นทุนการผลิตสูงมาก ทำให้วิสาหกิจชุมชนไม่สามารถขยายกำลังผลิตได้เต็มศักยภาพ
ทีมวิจัยจึงเข้าไปช่วย วิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพบ้านเหม้า ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อแก้ปัญหาในจุดนี้โดยตรง ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยี
กระบวนการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย
การ ย่อยด้วยเอนไซม์บางส่วน เพื่อปรับคุณสมบัติของข้าวก่อนนำไปทำแห้ง
จากนั้นจึงใช้เทคโนโลยี spray dry ในการทำให้แห้งอย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยีชุดนี้อยู่ระหว่างขั้นตอน ยื่นจดสิทธิบัตร เพื่อคุ้มครององค์ความรู้ และเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่นนำไปประยุกต์ใช้ต่อได้ในอนาคต
เมื่อวิทยาศาสตร์อาหารจับมือกับชุมชน
งานวิจัยนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้องค์ความรู้ด้านโภชนาการและเทคโนโลยีการเกษตร มาคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ทั้งในเชิง สุขภาวะของผู้บริโภค และ เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน
เกษตรกรมีตลาดใหม่จากส่วนของข้าวที่เคยเป็นของเหลือทิ้ง
ชุมชนมีผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ยืดอายุได้นาน ขายได้ในวงกว้าง
ผู้บริโภคที่แพ้นมวัว แพ้ถั่วเหลือง หรือทานมังสวิรัติแบบวีแกน มีตัวเลือกอาหารจากพืชที่ทั้งปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน
ทั้งหมดนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการทำงานเคียงข้างสังคมอย่างแท้จริง สร้างนวัตกรรมที่ ตอบโจทย์จริง ไม่ใช่แค่สวยบนงานวิจัย
มหาวิทยาลัยมหิดลจึงไม่ใช่เพียงสถาบันการศึกษา แต่ยังทำหน้าที่ในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านอาหารจากข้าวไทยที่ดีต่อทั้งสุขภาพและโลกของสาย Plant-based รุ่นใหม่

