รับแอปรับแอป

Gemini บุก Google Maps อย่างเป็นทางการ: นำทาง ล่าคาเฟ่ เช็กเมนูฮิต และคุยโต้ตอบเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวยุคใหม่

ธวัชชัย ศรีสุข12-01

ช่วงนี้ใครออกทริปบ่อยน่าจะรู้สึกเหมือนชีวิตเข้าช่วง “เปิดโหมดผจญภัย” ตลอดเวลา จะไปเที่ยว ต่อรถ สลับสาย BTS เจอถนนปิด หรือหิวเฉียบระหว่างเดินทาง ก็ต้องเปิด Google Maps แทบทุกครั้ง และเหมือน Google จะรู้ใจสายหว่อง สายหลง สายรีบทุกคน เพราะล่าสุดมีการปล่อยอัปเดตใหญ่ที่ทำให้แผนที่ธรรมดา ๆ กลายเป็นผู้ช่วย AI ที่โต้ตอบลื่นกว่าเดิม — ใช่เลย นี่คือการมาของ Gemini บน Google Maps ทุกโหมดการนำทาง

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าก่อนหน้านี้ Maps + Assistant คือผู้ช่วยที่ดีพอแล้ว คราวนี้คือการอัปเลเวลให้ฉลาดขึ้น ฟังเข้าใจขึ้น และทำงานหลายขั้นตอนแบบสนทนาได้จริง ไม่ต้องพูดแยกคำสั่งทีละประโยคแบบยุคก่อนอีกต่อไป

ลองมาดูแบบสนุก ๆ ว่าฟีเจอร์ใหม่นี้ช่วยชีวิตเวลาเดินทางยังไง และมันคุ้มค่ากับการอัปเดตมากแค่ไหน


Gemini ใน Google Maps คืออะไร ทำไมถึงกลายเป็นเทรนด์ร้อนช่วงนี้

หลังประกาศในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน Google ก็ค่อย ๆ ทยอยปล่อย Gemini ให้ใช้งานบน Maps กันแบบทั่วถึง ทั้ง Android และ iOS เริ่มเห็นกันในบางเครื่องแล้ว แม้ตอนนี้จะยังไม่ครบทุกบัญชีก็ตาม

สิ่งที่เห็นชัดสุดคือ

  • ไอคอนไมโครโฟนแบบ 4 สีที่คุ้นเคยถูกแทนที่ด้วย สัญลักษณ์ประกายสีฟ้าแบบ Gemini Spark

  • เมื่อกดใช้งานจะมีวงแหวน 4 สีโผล่มาแวบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโทนฟ้าเรียบ ๆ สไตล์ Gemini

  • และที่เซอร์ไพรส์คือ Gemini ไม่ได้ทำงานแค่ตอนขับรถ แต่ยังรองรับ ทุกโหมดการนำทาง ทั้งการเดิน ปั่นจักรยาน รถเมล์ รถไฟฟ้า เรียกว่าตอบโจทย์คนเมืองแบบเต็ม ๆ

แถมยังคงสั่งงานด้วย “Hey Google” ได้ตามปกติ ใครติดปากอยู่แล้วไม่ต้องปรับตัวใหม่ให้วุ่นวาย

ด้วยความที่ Gemini เป็นโมเดลที่เน้นการสนทนาแบบมีความหมายมากขึ้น สิ่งที่ได้คือ Maps ฉลาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งเข้าใจบริบทเส้นทาง คำสั่งซับซ้อน หรือแม้แต่คำถามที่ต้องวิเคราะห์หลายเงื่อนไขพร้อมกัน


ฟีเจอร์ใหม่ที่ต้องลอง: สั่งได้เหมือนคุยกับเพื่อนร่วมทาง

1. คำสั่งนำทางพื้นฐาน แต่ลื่นกว่าเดิม

  • “Navigate home”

  • “Add stop”

  • “Mute guidance”

  • “Avoid tolls”

  • “Show alternative routes”

ทั้งหมดนี้เข้าใจเร็วกว่าเดิม และตอบสนองไวกว่าแบบ Assistant รุ่นก่อน ซึ่งถือเป็นข้อดีมากเวลาอยู่บนท้องถนนที่ต้องการความแม่นยำเป็นพิเศษ

2. ถามข้อมูลแบบเจาะจงระหว่างทาง

นี่คือจุดที่รู้เลยว่า Gemini ไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วย แต่เป็น “ไกด์ส่วนตัวที่พูดรู้เรื่องจริงจัง”

ตัวอย่างคำถามที่ตอบได้:

  • “What’s my next turn?”

  • “When will I arrive?”

  • “What’s the weather like at my destination?”

เหมาะกับคนชอบวางแผน เช่น ต้องรีบหาที่หลบฝน หาเส้นทางลัด หรือประเมินเวลาไปต่อคิวกาแฟก่อนเข้าประชุม

3. ค้นร้านอาหาร–คาเฟ่–สถานที่ พร้อมข้อมูลเชิงลึก

อันนี้คือฟีเจอร์ที่คนรักการกินเข้าเส้นจะหลงรักแบบไม่ทันตั้งตัว

ลองนึกภาพกำลังขับรถอยู่แล้วหิวเฉียบ
พูดว่า
“Find me a cafe near my destination that serves pastries”
หรือ
“What’s the most popular dish on the menu?”

แล้ว Gemini จะช่วยวิเคราะห์รีวิว เมนู และข้อมูลจากร้านให้แบบเนียน ๆ ไม่ต้องกดเข้าไปไล่อ่านเองทั้งหมด

4. คำสั่งหลายขั้นตอน: จบในประโยคเดียว

อันนี้คือความเทพของ Gemini ที่ Assistant รุ่นก่อนทำได้ยาก

ตัวอย่าง:

“Is there a budget-friendly restaurant with vegan options along my route, within a couple miles? What’s parking like there? OK, let’s go.”

นี่คือระดับ “คุยรู้เรื่อง” ที่แท้จริง เพราะ Maps จะค้นหาตามเงื่อนไขให้ครบหมด — ร้านถูกด้วย เมนูวีแกนด้วย อยู่บนเส้นทางด้วย มีที่จอดด้วย แล้วค่อยนำทางไปให้แบบสวย ๆ

5. รายงานปัญหาบนถนนด้วยเสียงได้ง่ายกว่าเดิม

  • “There’s traffic on the road.”

  • “There’s construction up ahead.”

  • “There’s a car breakdown causing congestion.”

ช่วยอัปเดตข้อมูลแบบ real-time ให้คนอื่นในระบบเห็นด้วย คล้ายระบบ community report ของ Waze ผสมความฉลาดของ Gemini

6. ใช้งานแทน Google Assistant ได้เต็มระบบ

อันนี้คือจุดที่ทำให้หลายคนเริ่มเปลี่ยนมาใช้ Gemini แบบจริงจัง เพราะมันไม่ใช่แค่ผู้ช่วยนำทาง แต่ยังสั่งการโทร ส่งข้อความ เปิดเพลง นับงาน แถมดึงแอปภายนอกมาใช้งานได้

ตัวอย่าง:

  • “Call Mom.”

  • “Send a text to Larry.”

  • “Play music with Spotify.”

  • “Summarize my latest emails.”

  • “When’s my next meeting?”

พูดง่าย ๆ คือเหมือนมี Assistant รุ่นใหม่ที่รวมทุกอย่างไว้ในตัวเดียว


ประสบการณ์ใช้งานจริง: ทำไม Gemini ทำให้ Google Maps สนุกขึ้น

หลังจากลองใช้งานมาสักพัก บอกเลยว่าความรู้สึกแรกคือ “อ้าว เฮ้ย มันคุยได้จริง” เพราะก่อนหน้านี้เวลาสั่งงานต้องพูดแบบหุ่นยนต์สุด ๆ แต่ตอนนี้สามารถใช้ประโยคธรรมชาติมากขึ้น เราอยากให้มันหาเส้นทาง + แนะนำร้าน + เช็กเวลาปิดร้าน + เช็กสภาพอากาศ ก็ทำให้ครบโดยที่ไม่ต้องเปิดหลายหน้า

และความดีงามอีกอย่างคือ การตอบสนองที่เข้าใจบริบท เช่นถ้าเราถามว่า “แถวนี้มีร้านอาหารที่ไม่แพงมากไหม” มันจะพิจารณาทั้งรีวิว ราคา ระยะทาง และเส้นทางที่กำลังเดินอยู่ ไม่ใช่สุ่มร้านที่อยู่ไกลออกไป


ทำไมการมาของ Gemini ใน Maps ถึงเป็นเทรนด์ใหญ่ของวงการเทคตอนนี้

1. มันคือก้าวแรกของยุคแผนที่แบบสนทนา

ยุคก่อนคือพิมพ์หรือสั่งคำสั่งเดียวแล้วจบ แต่ตอนนี้คือคุยกันหลายประโยคได้ ทำให้ภาพอนาคตของ AI navigation ดูตื่นเต้นขึ้นกว่าที่คิด

2. รองรับทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง iOS และ Android

ไม่ต้องรอระบบไหนก่อน ใครได้อัปเดตก่อนก็ใช้ก่อน

3. สะท้อนแนวคิด “หนึ่งผู้ช่วยใช้ได้ทุกที่” ของ Google

ไม่ต้องมีหลายตัวช่วยให้สับสน Gemini ตัวเดียววิ่งข้ามแอปได้หมด ทั้งอีเมล ปฏิทิน เพลง แชท และการเดินทาง

4. เป็นรากฐานที่จะไปเชื่อมกับ Lens และบริการอื่น ๆ

Google ยืนยันว่า Lens เวอร์ชันใหม่กำลังจะใช้ Gemini เช่นกัน นึกภาพสแกนร้านแล้วได้ข้อมูลแบบลึก ๆ โดยไม่ต้องถามใคร ฟินแค่ไหนลองคิดดู


ข้อสังเกต & สิ่งที่ควรจับตาต่อไป

แม้ตอนนี้การปล่อยอัปเดตจะยังไม่ครบทุกเครื่อง แต่สิ่งที่เชื่อได้เลยคือ Gemini จะกลายเป็นฟีเจอร์หลักของ Maps ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และมันจะขยายความสามารถไปมากกว่าแค่การนำทาง

สิ่งที่น่าจับตา:

  • ระบบจะเรียนรู้พฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้มากขึ้นไหม

  • การเชื่อมกับ Lens จะทำให้การค้นหาร้าน–เมนู–ราคาดีขึ้นขนาดไหน

  • จะมีโหมดวางแผนทริปแบบอัตโนมัติในอนาคตหรือไม่

  • และที่หลายคนลุ้นคือ จะมีคำสั่งแบบ “หาที่เที่ยวให้ตามงบและเวลา” แบบสมบูรณ์เมื่อไร

ถ้า AI นำทางได้ดีขึ้นขนาดนี้ อีกไม่นานการเดินทางน่าจะเป็นเรื่องสนุกขึ้นกว่าที่เคย และกลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้ช่วย AI จะอยู่เคียงข้างเราแบบเนียน ๆ โดยไม่ต้องเปิดหลายแอปให้ยุ่งยากอีกต่อไป