ถ้าช่วงหลังรู้สึกว่าโดรนไม่ใช่แค่ของเล่นสายถ่ายรูป แต่กลายเป็นอุปกรณ์ที่ผูกกับความมั่นคง ข่าวนี้บอกเลยว่าไม่เกินจริง เพราะล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจ “ปิดประตู” ตลาดโดรนแบบจริงจัง ด้วยการ แบนการขายโดรนและชิ้นส่วนโดรนที่ผลิตจากต่างประเทศทั้งหมด ไม่ใช่แค่ยี่ห้อเดียว แต่โดนยกแผงทั้งอุตสาหกรรม
และแน่นอนว่า ถ้าพูดถึงโดรน ชื่อแรกที่ทุกคนคิดถึงก็คือ DJI แบรนด์เจ้าตลาดจากจีนที่โดนผลกระทบหนักที่สุดแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
นี่ไม่ใช่ข่าวเล็ก ๆ สำหรับสายถ่ายภาพ สายวิดีโอ หรือคนที่ติดตามเทคโนโลยี เพราะการตัดสินใจครั้งนี้อาจเปลี่ยนทิศทางตลาดโดรนโลกไปอีกนาน

สหรัฐฯ แบนโดรนอะไรบ้าง สรุปให้เข้าใจง่าย
ก่อนอื่นต้องเคลียร์ให้ชัด การแบนครั้งนี้ ไม่ใช่การห้ามบินโดรน แต่เป็นการ
ห้ามจำหน่ายโดรนและชิ้นส่วนโดรนที่ผลิตจากต่างประเทศรุ่นใหม่
ตามประกาศจาก FCC (Federal Communications Commission) ระบุว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ หลายแห่งประเมินแล้วว่า
โดรนและชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตจากต่างประเทศมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติในระดับที่ยอมรับไม่ได้
สรุปผลกระทบแบบสั้น ๆ
โดรนต่างชาติ รุ่นใหม่ในอนาคต จะไม่ผ่านการรับรอง
โดรนที่ผ่าน FCC แล้ว และวางขายอยู่ ยังขายได้ต่อ
คนที่มีโดรนต่างชาติอยู่แล้ว ยังบินได้ตามปกติ
รัฐบาลสหรัฐฯ ยังสามารถอนุญาตรุ่นพิเศษเป็นกรณีไปได้ในอนาคต

ทำไม DJI ถึงโดนหนักที่สุด
แม้กฎหมายจะไม่เจาะจงชื่อแบรนด์ แต่ในโลกความจริง DJI คือผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดโดรนผู้บริโภค โดยเฉพาะในสหรัฐฯ
DJI ครองตลาด
โดรนถ่ายภาพ
โดรนสายคอนเทนต์
โดรนสำหรับงานกึ่งอุตสาหกรรม
ตั้งแต่มือใหม่ไปจนถึงมือโปร เรียกได้ว่าถ้าเป็นโดรน คนส่วนใหญ่ก็เลือก DJI เป็นอันดับแรก การแบนการขายรุ่นใหม่จึงกระทบทั้งยอดขาย การพัฒนา และความเชื่อมั่นในระยะยาว
เหตุผลด้านความมั่นคง หรือการเมืองล้วน ๆ
ฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เหตุผลชัดเจนว่าเป็นเรื่อง ความมั่นคงและข้อมูล
กลัวว่าโดรนจากต่างชาติอาจ
เข้าถึงข้อมูลสำคัญ
ส่งข้อมูลกลับประเทศต้นทาง
ใช้เป็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัย
แต่ฝั่ง DJI ไม่เห็นด้วยแบบตรงไปตรงมา โดยออกแถลงการณ์ว่า
ผลิตภัณฑ์ของ DJI ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานสหรัฐฯ มาแล้วหลายครั้ง
ไม่เคยมีหลักฐานชัดเจนว่ามีปัญหาด้านข้อมูล
การแบนครั้งนี้สะท้อน “การปกป้องตลาด” มากกว่าความปลอดภัย
มองจากมุมคนใช้ ต้องยอมรับว่าประเด็นนี้มีทั้งเรื่องเทคโนโลยี การเมือง และเศรษฐกิจปนกันแบบแยกไม่ออก
คนใช้โดรนในสหรัฐฯ ต้องทำยังไงต่อ
ข่าวดีคือ ยังไม่ต้องตื่นตระหนก
ถ้ามีโดรน DJI อยู่แล้ว ใช้งานต่อได้
ไม่ต้องอัปเดตอะไรเป็นพิเศษ
กฎหมายนี้กระทบ “การขาย” ไม่ใช่ “การใช้งาน”
แต่ในระยะยาว
รุ่นใหม่อาจหาซื้อไม่ได้
อุปกรณ์เสริมบางอย่างอาจขาดตลาด
ราคาโดรนที่มีอยู่ อาจขยับสูงขึ้น
ใครที่อยู่สายถ่ายวิดีโอ งานโปรดักชัน หรือทำคอนเทนต์จริงจัง ต้องเริ่มคิดแผนสำรองกันได้แล้ว
ตลาดโดรนโลกจะเปลี่ยนยังไง
การแบนครั้งนี้อาจทำให้
แบรนด์โดรนสหรัฐฯ ได้โอกาสเติบโต
ผู้ผลิตจากยุโรปหรือพันธมิตรสหรัฐฯ มีช่องว่างมากขึ้น
DJI ต้องโฟกัสตลาดนอกสหรัฐฯ หนักกว่าเดิม
และที่สำคัญ คืออาจเกิด “มาตรฐานโดรนแบบแบ่งขั้ว” เหมือนสมาร์ตโฟนในยุคก่อน ที่บางประเทศใช้ได้ บางประเทศโดนจำกัด
แล้วคนไทยต้องสนใจข่าวนี้ไหม
คำตอบคือ ควรสนใจ
เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่และมีอิทธิพลสูง การตัดสินใจครั้งนี้อาจลามไปประเทศอื่นในอนาคต หรือส่งผลต่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ ระบบความปลอดภัย และราคาตลาดโลก
ใครที่ติดตามข่าวเทคโนโลยี โดรน หรืออุปกรณ์ถ่ายภาพ การรู้ทันสถานการณ์แบบนี้ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าจะซื้อ ใช้ หรือรอ
และถ้าอยากตามข่าวเทคโนโลยีแรง ๆ แบบนี้แบบเข้าใจง่าย Zestbuy คืออีกหนึ่งแหล่งที่รวมข่าวโดรน มือถือ แกดเจ็ต และเทรนด์ไอทีไว้ครบ ไม่ต้องไล่อ่านหลายเว็บ
สรุป: DJI ยังไม่ตาย แต่เกมเปลี่ยนแล้ว
การแบนโดรนต่างชาติของสหรัฐฯ ไม่ได้ฆ่า DJI ทันที แต่เป็นการเปลี่ยนเกมแบบระยะยาว ตลาดโดรนจากนี้จะไม่เหมือนเดิม และผู้ใช้งานต้องตามข่าวใกล้ชิดมากขึ้น
ใครที่เป็นสายโดรน เตรียมตัวรับความเปลี่ยนแปลงไว้ให้ดี เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในวงการโดรนโลกจริง ๆ
ที่มา gsmarena

