รับแอปรับแอป

อาการปวดเมื่อยเกิดจากอะไร และแก้ไขอย่างไร เข้าใจต้นเหตุให้ตรงจุด ก่อนอาการเล็ก ๆ จะกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง

ภูริณัฐ วงศ์ชัย12-18

เกริ่นนำ: ปวดเมื่อยไม่ใช่เรื่องเล็ก ถ้าเกิดซ้ำทุกวัน

ปวดคอ ปวดบ่า ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดขา—คำเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนทำงานยุคใหม่อย่างไม่รู้ตัว หลายคนเลือกมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติของการทำงานหนักหรืออายุที่เพิ่มขึ้น แต่ความจริงคือ “อาการปวดเมื่อย” เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่อ หรือท่าทางการใช้งานกำลังทำงานเกินขีดจำกัด

บทความนี้จะพาไล่เรียงอย่างเป็นระบบว่า อาการปวดเมื่อยเกิดจากอะไรบ้าง แยกตามสาเหตุหลัก พร้อมแนวทางแก้ไขที่อิงข้อมูลเชิงกายศาสตร์และพฤติกรรมการใช้งานจริง เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้สบายขึ้นอย่างยั่งยืน

อาการปวดเมื่อยคืออะไร (ในมุมมองเชิงกายภาพ)

อาการปวดเมื่อย (Musculoskeletal Pain) คือความไม่สบายตัวที่เกิดจากระบบกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ และเส้นประสาท โดยมักเกิดจาก

  • การใช้งานซ้ำ ๆ (Overuse)

  • ท่าทางที่ไม่เหมาะสม (Poor Posture)

  • แรงกดหรือแรงกระแทกสะสม

  • การฟื้นตัวของกล้ามเนื้อไม่เพียงพอ

อาการอาจเริ่มจากความตึง ล้า หรือปวดหน่วง และหากปล่อยไว้ อาจพัฒนาเป็นอาการเรื้อรังได้


สาเหตุหลักของอาการปวดเมื่อยที่พบบ่อย

1) ท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม

การนั่งหลังค่อม ก้มคอนาน ๆ ยกไหล่ขณะพิมพ์ หรือยืนถ่ายน้ำหนักข้างเดียว ล้วนทำให้กล้ามเนื้อบางมัดทำงานหนักเกินไป ส่งผลให้เกิดความตึงและปวดสะสม

ผลกระทบ

  • ปวดคอ บ่า ไหล่

  • ปวดหลังส่วนล่าง

  • ปวดสะโพกและเข่า

2) การใช้งานซ้ำ ๆ โดยไม่พัก

การทำกิจกรรมเดิมต่อเนื่อง เช่น พิมพ์งาน ยกของ หรือเดินยืนนาน ทำให้กล้ามเนื้อไม่มีเวลาฟื้นตัว

ผลกระทบ

  • กล้ามเนื้ออักเสบ

  • เอ็นตึง

  • อาการล้าสะสม

3) แรงกระแทกจากการเดินหรือยืน

พื้นแข็ง รองเท้าพื้นบาง หรือการกระจายน้ำหนักไม่สมดุล ทำให้แรงกระแทกส่งขึ้นไปยังข้อเท้า เข่า และหลัง

ผลกระทบ

  • ปวดส้นเท้า

  • รองช้ำ

  • ปวดเข่าเรื้อรัง

4) กล้ามเนื้อแกนกลางอ่อนแรง

แกนกลางลำตัว (Core) ที่อ่อนแรงทำให้ร่างกายต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นชดเชย เกิดความล้าและปวดตามมา

5) การพักผ่อนไม่เพียงพอ

การนอนหลับคือช่วงซ่อมแซมกล้ามเนื้อ หากพักผ่อนไม่พอ การฟื้นตัวจะไม่สมบูรณ์ ทำให้อาการปวดสะสมต่อเนื่อง


วิธีแก้ไขอาการปวดเมื่อยอย่างเป็นระบบ

1) ปรับท่าทาง (Posture Correction)

  • จัดระดับจอให้อยู่ในระดับสายตา

  • นั่งให้หลังตรง ไหล่ผ่อนคลาย

  • วางเท้าราบกับพื้น กระจายน้ำหนักให้สมดุล

การปรับท่าทางคือการแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่บรรเทาอาการ

2) พักเป็นช่วง (Micro Breaks)

ทุก 30–60 นาที ควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถ 1–2 นาที เพื่อคลายกล้ามเนื้อและกระตุ้นการไหลเวียนเลือด

3) ใช้อุปกรณ์ช่วยตามหลักยศาสตร์

  • แผ่นรองเท้าหรือเจลรองเท้า เพื่อลดแรงกระแทก

  • หมอนรองหลัง/คอ เพื่อพยุงแนวกระดูก

  • โต๊ะหรือเก้าอี้ที่ปรับระดับได้

อุปกรณ์เหล่านี้ช่วย “แบ่งภาระ” ให้ร่างกายทำงานสมดุลขึ้น

4) ยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ

การยืดกล้ามเนื้อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดความตึง และลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ โดยควรเน้นคอ บ่า ไหล่ หลัง และขา

5) เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง

กล้ามเนื้อแกนกลางที่แข็งแรงช่วยพยุงลำตัว ลดภาระหลังและสะโพก ทำให้การเคลื่อนไหวมีประสิทธิภาพขึ้น


อาการปวดเมื่อยแบบไหนควรระวังเป็นพิเศษ

  • ปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

  • ปวดร่วมกับอาการชาหรืออ่อนแรง

  • ปวดแม้ไม่ได้ใช้งาน

  • ปวดต่อเนื่องหลายสัปดาห์

อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

ปวดเมื่อยแก้ได้ หากเข้าใจต้นเหตุ

อาการปวดเมื่อยไม่ใช่เรื่องที่ต้องทน แต่เป็นสัญญาณให้ปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมการใช้งานให้เหมาะกับร่างกายมากขึ้น

  • เข้าใจสาเหตุ → แก้ตรงจุด

  • ปรับท่าทาง → ลดภาระ

  • ใช้อุปกรณ์ช่วย → ป้องกันระยะยาว

  • พักและฟื้นฟู → คืนสมดุลให้ร่างกาย

เมื่อระบบการใช้งานถูกต้อง อาการปวดเมื่อยจะค่อย ๆ ลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ