พลังจากจานข้าว: ทำไมนักมวยต้องกินให้ถูกวิธี
กีฬามวยไม่ใช่แค่เรื่องของหมัด เข่า ศอก และวงสวิงที่ดุเดือดเท่านั้น แต่เป็นศึกของ พลังระเบิด (power) และ ความอึด (endurance) ที่ร่างกายต้องใช้พลังงานสูงและฟื้นตัวให้ทันในทุกวัน
ดังนั้นการกินของนักมวยจึงไม่ใช่แค่ “กินให้อิ่ม” แต่ต้องกินแบบ พอดี–ถูกเวลา–ถูกชนิด เพื่อ
รองรับการซ้อมหนักทุกวัน
คุมหรือลดน้ำหนักให้เข้าเป้า
ฟื้นตัวไว ไม่แผ่วช่วงท้ายยก
พร้อมระเบิดฟอร์มเต็มที่ในวันชก
แนวคิดสำคัญที่ใช้กันในสายกีฬาอาชีพคือ การจัดโภชนาการตามรอบการฝึก (Nutritional Periodization) ปรับการกินให้สอดคล้องกับช่วงซ้อมและช่วงแข่ง เพื่อดึงศักยภาพร่างกายออกมาให้สุด
พลังงานรวม: กินเท่าไหร่ถึงจะพอ
นักมวยส่วนใหญ่ควรได้รับพลังงานประมาณ 2,800–3,500 กิโลแคลอรีต่อวัน ปรับเพิ่ม–ลดตามน้ำหนักตัวและความหนักของการซ้อม
ถ้าเป็นช่วง ลดน้ำหนักก่อนชก สามารถลดพลังงานลงได้ แต่ไม่ควรต่ำกว่า 2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน เพื่อป้องกันการเสียมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้หมัดเบา แรงตก ฟื้นตัวยาก
ตัวอย่างมื้อแบบแน่นแต่ดีต่อฟอร์ม
ข้าวกล้อง 2–3 ทัพพี
อกไก่ย่าง 1 ชิ้นใหญ่
ไข่ต้ม 2 ฟอง
ผัดผักใช้น้ำมันน้อย
กล้วยหอม 1–2 ลูก
เมนูแนวนี้ให้ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และวิตามินครบ แถมอยู่ท้องแต่ไม่หนักเกินไป
คาร์โบไฮเดรต: เชื้อเพลิงหลักของนักมวย
คาร์บคือ แหล่งพลังงานหลัก ที่ใช้ตอนออกหมัด เดินหน้า แลกเกม และยืนระยะให้ครบยก
นักมวยควรกินคาร์โบไฮเดรตประมาณ 5–7 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก.ต่อวัน
น้ำหนัก 60 กก. → ประมาณ 300–400 กรัมคาร์บต่อวัน
ให้เน้น คาร์บเชิงซ้อน ที่ย่อยช้า ให้พลังงานยาว ๆ เช่น
ข้าวกล้อง
มันเทศ
ขนมปังโฮลวีต
ผลไม้
จังหวะเวลาในการกินคาร์บสำคัญมาก
ก่อนซ้อม 3–4 ชม.
กินมื้อหลักที่มีข้าวหรือขนมปัง เป็นคาร์บหลักของมื้อ
ก่อนซ้อม 30–60 นาที
เลือกคาร์บย่อยง่าย ไม่หนักท้อง เช่น กล้วยหอม หรือขนมปังทาแยม
ตัวอย่างมื้อคาร์บก่อนซ้อม
ข้าวสวย 2 ทัพพี + อกไก่ย่าง
มันเทศต้ม 2 หัวเล็ก
กล้วยหอม 1 ลูกก่อนขึ้นซ้อม
โปรตีน: อาวุธลับของกล้ามเนื้อ
โปรตีนคือหัวใจของ การซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยให้หมัดหนักขึ้น ตัวไม่ยุ่ย และฟื้นตัวไวหลังซ้อม
ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมสำหรับนักมวยคือ 1.6–2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก.ต่อวัน
น้ำหนัก 60 กก. → โปรตีนราว 100–120 กรัมต่อวัน
ควรกระจายโปรตีนออกเป็น 4–5 มื้อ ตลอดวัน ไม่ใช่อัดทีเดียวมื้อเดียว แล้วที่สำคัญมากคือ
หลังซ้อมภายใน 30 นาที ควรกินโปรตีนคุณภาพสูง เพื่อช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อโดยตรง
แหล่งโปรตีนคุณภาพ
เนื้อไม่ติดมัน
ปลา
ไข่
นม และโยเกิร์ต
ถ้าจัดโปรตีนดี กล้ามไม่หาย แรงไม่ตก น้ำหนักคุมง่ายกว่าที่คิด
ไขมันดี: พลังงานระยะยาวที่ไม่ควรมองข้าม
หลายคนกลัวไขมัน แต่สำหรับนักมวย ไขมันดีเป็นแหล่งพลังงานระยะยาวที่สำคัญมาก
สัดส่วนที่เหมาะสมคือ 20–30% ของพลังงานรวมต่อวัน
ให้เน้น ไขมันดี (ไขมันไม่อิ่มตัว) จาก
ปลาทะเล
น้ำมันมะกอก
ถั่ว และเมล็ดพืช
และควร หลีกเลี่ยง
อาหารทอดกรอบ
น้ำมันที่ผ่านการทอดซ้ำ
ตัวอย่างมื้อไขมันดี
ข้าวกล้อง
แกงส้มปลา
อะโวคาโด 3–4 ชิ้น
ถั่วลิสงคั่วไม่ใส่เกลือ 1 กำมือ
วิตามินและเกลือแร่: ตัวเล็กแต่บทบาทใหญ่
แม้ร่างกายต้องการวิตามินและเกลือแร่ในปริมาณไม่มาก แต่ถ้าขาดเมื่อไหร่ ฟอร์มตกทันที ทั้งความอึด การฟื้นตัว และภูมิคุ้มกัน
ตัวเด่น ๆ ที่นักมวยควรรู้จักคือ
ธาตุเหล็ก
แหล่งอาหาร: เนื้อแดง ไข่แดง
บทบาท: สร้างเม็ดเลือด ช่วยลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ
แคลเซียม + วิตามินดี
แหล่งอาหาร: นม โยเกิร์ต ปลาเล็ก
บทบาท: เสริมความแข็งแรงของกระดูก ลดโอกาสบาดเจ็บจากแรงกระแทก
แมกนีเซียม + สังกะสี
แหล่งอาหาร: ถั่ว และเมล็ดพืช
บทบาท: ช่วยเรื่องการฟื้นตัว การทำงานของกล้ามเนื้อ และภูมิคุ้มกัน
สารต้านอนุมูลอิสระ
แหล่งอาหาร: ผัก–ผลไม้หลากสี
บทบาท: ลดการอักเสบ ลดความเครียดออกซิเดชันจากการซ้อมหนัก
ตัวอย่างมื้อที่ได้จุลธาตุครบ ๆ
ข้าว
ไข่เจียวใส่ผักรวม
นม 1 แก้ว
ฝรั่ง 1 ลูก
น้ำและอิเล็คโตรไลท์: ถ้าขาด น้ำหนักยังอยู่แต่ฟอร์มหาย
การดื่มน้ำให้พอเป็นเรื่องใหญ่ที่มักถูกมองข้าม นักมวยที่ขาดน้ำจะรู้สึกหมดแรงง่าย หน้ามืดหรือเป็นตะคริวได้เร็ว
ปริมาณน้ำที่แนะนำคือ 2.5–3.5 ลิตรต่อวัน และควร จิบน้ำทุก 15–20 นาทีระหว่างซ้อม ครั้งละประมาณ 150–250 มล.
ถ้าซ้อมในที่ร้อน หรือซ้อมหนักมาก ควรเสริม เกลือแร่ (อิเล็คโตรไลท์) เพื่อชดเชยเหงื่อที่เสียไป
แนวทางการดื่มน้ำแบบใช้งานได้จริง
ก่อนซ้อม 2 ชม. → ดื่มน้ำ 500 มล.
ระหว่างซ้อม → จิบน้ำ หรือดื่มน้ำเกลือแร่เป็นระยะ ๆ
หลังซ้อม → ดื่มน้ำประมาณ 1 ลิตร ให้หมดภายใน 2 ชม.
โภชนาการตามช่วงเวลา (Periodization): กินให้เข้ากับช่วงซ้อม
การกินแบบเดิมทุกวันไม่ตอบโจทย์นักมวยอาชีพ เพราะแต่ละช่วงการฝึกใช้พลังต่างกัน โภชนาการจึงต้องปรับตาม เฟสการซ้อม
ช่วงฝึกทั่วไป
กินครบ 5 หมู่
เน้นข้าว–แป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง โฮลวีต
กระจายโปรตีนตลอดวัน ไม่ปล่อยให้มีช่วงหิวนานเกินไป
ช่วงฝึกเข้มข้น
เพิ่มปริมาณคาร์บ ก่อนการซ้อม เพื่อให้มีแรงระเบิดเต็มที่
เน้นโปรตีน ทันทีหลังซ้อม เพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อ
ช่วงคุมน้ำหนักก่อนแข่ง
ลดปริมาณข้าว–แป้งลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักดิบ
คงปริมาณโปรตีนให้สูง เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ
เพิ่มผักและผลไม้ เพื่อช่วยให้อิ่มและได้ไฟเบอร์
วันแข่งขัน: กินยังไงให้พร้อมขึ้นเวที
มื้อก่อนแข่ง 3–4 ชม.
ข้าวต้มหมู
กล้วย
น้ำเปล่า
มื้อนี้ต้องย่อยง่าย ไม่ทำให้แน่นท้อง แต่ให้พลังงานพอสำหรับการชก
30–60 นาทีก่อนขึ้นเวที
กล้วย หรือขนมปัง
เป็นคาร์บย่อยเร็ว เติมน้ำตาลในเลือดเล็กน้อย แต่ไม่หนักจนรู้สึกอืด
หลังแข่ง
น้ำ
เครื่องดื่มเกลือแร่
กล้วยหอม
นม
เพื่อทั้งชดเชยเหงื่อ ฟื้นฟูไกลโคเจน และเติมโปรตีนเบื้องต้น
สรุป: กินเป็น กำได้ทั้งฟอร์มและน้ำหนัก
โภชนาการของนักมวยที่ดีต้องประกอบด้วย
คาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งพลังหลัก
โปรตีน เพื่อซ่อมและสร้างกล้ามเนื้อ
ไขมันดี สำหรับพลังงานระยะยาว
วิตามิน–เกลือแร่ เพื่อเสริมสมรรถภาพและภูมิคุ้มกัน
น้ำและเกลือแร่ เพื่อป้องกันร่างกายล้าและภาวะขาดน้ำ
ทั้งหมดนี้ควรถูกปรับตาม รอบการฝึกและช่วงก่อนแข่ง ไม่ใช่กินสุ่ม ๆ ตามอารมณ์
เมื่อวางแผนการกินอย่างมีระบบ นักมวยจะ
ซ้อมได้เต็มที่ต่อเนื่องหลายวัน
ฟื้นตัวเร็วขึ้นอย่างชัดเจน
คุมน้ำหนักได้มีประสิทธิภาพ ไม่โทรม ไม่หมดแรง
พร้อมขึ้นชกด้วยศักยภาพสูงสุดในทุกยกบนเวที
Power from the Plate: Muay Thai Edition (English Recap)
Muay Thai demands both explosive power and endurance, making structured nutrition a key factor in performance, recovery, and weight control.
Total Energy Intake
Target: 2,800–3,500 kcal/day, depending on body size and training load.
During weight-cut: Can slightly reduce intake, but never below 2,000 kcal/day to avoid muscle loss.
Sample Meal
Brown rice (2–3 servings)
Grilled chicken breast (1 large piece)
Boiled eggs (2)
Stir-fried vegetables (low oil)
1–2 bananas
Carbohydrates
Recommended: 5–7 g/kg body weight/day
Example: 60 kg → 300–400 g carbs/day
Prefer complex carbs: brown rice, sweet potatoes, whole-grain bread, fruits
Timing
3–4 hours pre-training: Main carb-based meal
30–60 minutes pre-training: Easy-to-digest carbs like bananas or bread with jam
Protein
Intake: 1.6–2.0 g/kg body weight/day
60 kg → 100–120 g protein/day, split into 4–5 meals
Consume high-quality protein within 30 minutes post-training
Good Sources
Lean meats
Fish
Eggs
Milk and yogurt
Fats
Make up 20–30% of total daily energy
Focus on unsaturated fats: oily fish, olive oil, nuts, seeds
Avoid deep-fried foods and reused oils
Vitamins and Minerals
Key roles include oxygen transport, bone strength, recovery, immunity, and antioxidant protection.
Iron: Red meat, egg yolk → red blood cell formation
Calcium & Vitamin D: Milk, yogurt, small fish → bone strength
Magnesium & Zinc: Nuts, seeds → recovery, immune support
Antioxidants: Colorful fruits and vegetables → reduce inflammation and oxidative stress
Hydration and Electrolytes
Daily water intake: 2.5–3.5 L
During training: Sip 150–250 ml every 15–20 minutes
Hydration Protocol
2 hours pre-training: 500 ml water
During training: Water or electrolyte drink
After training: At least 1 L within 2 hours
Nutritional Periodization
General Training: Balanced diet, whole grains, distributed protein
Intensive Phase: More carbs pre-session, protein immediately after
Weight-Cut Phase: Lower carb portions, maintain high protein, emphasize fruits and vegetables
Fight Day Plan
3–4 hours before: Rice porridge with pork, banana, water
30–60 minutes before: Banana or bread
Post-fight: Water, electrolytes, banana, milk
In short, structured nutrition—aligned with training cycles—supports peak performance, fast recovery, effective weight management, and readiness for the ring (เวทีมวย).

