รับแอปรับแอป

ถ่ายรูปสินค้าด้วยมือถือให้ปังเหมือนสตูดิโอ มือใหม่ก็ทำได้จากห้องนั่งเล่น

อธิศ วัฒนโชติ01-30

เปิดสตูดิโอถ่ายรูปบนมือถือ…จากมุมเล็กๆ ในบ้านคุณ

อยากให้รูปสินค้าในร้านออนไลน์ดูแพง ดูมือโปร แต่มีแค่มือถือหนึ่งเครื่องกับมุมหน้าต่างที่บ้าน? ทำได้สบายมาก ไม่ต้องมีสตูดิโอ ไม่ต้องมีกล้องแพง แค่เข้าใจแสงธรรมชาติ รู้จักจัดฉาก และใช้แอปแต่งภาพดีๆ สักตัว ทุกอย่างก็เปลี่ยนได้

มือถือที่อยู่ในมือคุณนี่แหละ คือกล้องคู่ใจที่จะทำให้สินค้าธรรมดาๆ ดูโดดเด่นขึ้นมาทันที ถ้าคุณถ่ายรูปได้ดี ลูกค้าจะรู้สึกได้เลยว่าสินค้าคุณ “มีคุณค่า” ตั้งแต่ยังไม่กดสั่งซื้อ

ในบทความนี้เราจะค่อยๆ พาคุณเซ็ตทุกอย่างทีละขั้นตอน ตั้งแต่การจัดแสง จัดฉาก มุมกล้อง ไปจนถึงการแต่งภาพและเลือกแอปให้เหมาะกับสไตล์คุณ

6 ขั้นตอนเซ็ตสตูดิโอถ่ายสินค้าด้วยมือถือแบบง่ายแต่โคตรเวิร์ก

พื้นฐานหลายคนรู้แล้ว เช่น พื้นหลังสีขาว ใช้แสงธรรมชาติ ตั้งค่ากล้องความละเอียดสูงสุด แต่ถ้าอยากให้ภาพดูมืออาชีพขึ้นอีกระดับ ลองทำตาม 6 ข้อนี้ให้ครบ

1. เลือกห้องที่แสงดีเป็นพิเศษ

เริ่มจากหาห้องที่มีหน้าต่างใหญ่และแสงธรรมชาติส่องถึงแบบเต็มๆ ยิ่งหน้าต่างกว้าง แสงจะยิ่งสวย นุ่ม และช่วยให้สินค้าดูมีมิติ มีชีวิตชีวา

ตั้งโต๊ะใกล้หน้าต่าง แล้ววางสินค้าให้อยู่ในมุมที่แสงตกกระทบได้ดี จากนั้นค่อยขยับเข้า-ออกเพื่อดูว่าแสงแบบไหนเหมาะที่สุด

แสงที่ผ่านหน้าต่างโดยตรงจะให้ทั้งความนุ่มของแสงและเงาที่ดูคมกำลังดี หากขยับสินค้าให้ห่างจากแหล่งแสง เงาจะอ่อนและนุ่มขึ้น ภาพจะดูละมุนกว่า

2. มือถือเครื่องไหนก็ได้ แต่ต้องกล้องดีพอ

ทุกวันนี้สมาร์ทโฟนหลายรุ่นถ่ายรูปสินค้าแทนกล้อง DSLR ได้สบาย สิ่งที่ควรโฟกัสคือ:

  • กล้องอย่างน้อย 12 เมกะพิกเซลขึ้นไป

  • รุ่นที่กล้องประมวลผลภาพดี คม สีไม่เพี้ยน

ไม่สำคัญว่าคุณใช้ยี่ห้อไหน สำคัญคือเลือกใช้โหมดหรือแอปที่ดึงประสิทธิภาพกล้องออกมาได้เต็มที่

3. ขาตั้งกล้องไซส์มินิ คือของจำเป็น ไม่ใช่ของเล่น

ภาพไม่ชัดเพราะมือสั่นคือศัตรูตัวฉกาจของรูปสินค้า ขาตั้งเล็กๆ ราคาย่อมเยาช่วยคุณได้เยอะมาก ทั้งเรื่องความนิ่งของภาพและมุมมองที่สม่ำเสมอ

  • เลือกขาตั้งที่วางบนโต๊ะได้

  • ยึดมือถือแล้วไม่โยกไปมา

  • ปรับระดับง่าย

ขาตั้งแบบนี้เหมาะมากสำหรับมือใหม่ที่อยากให้ภาพคมกริบโดยไม่ต้องพึ่งมืออาชีพ

4. ฉากหลังสีขาวคือเพื่อนรักของรูปสินค้า

ก่อนกดถ่ายทุกครั้ง ลองถามตัวเองว่า “พื้นหลังรกไปไหม?” ฉากหลังที่ดีควร:

  • เป็น สีขาวล้วน สะอาดตา

  • ไม่แย่งซีนสินค้า

  • ช่วยสะท้อนแสงกลับมาหาสินค้า

คุณอาจใช้กระดาษโปสเตอร์สีขาว กระดาษลังเคลือบ หรือกระดาษขาวธรรมดา แล้วใช้เทปแปะให้โค้งเป็นฉากหลังและพื้นในชิ้นเดียวกัน เพื่อไม่ให้เห็นเส้นแบ่งพื้น/ผนัง

ยิ่งพื้นหลังขาวเนียนเท่าไหร่ การแต่งภาพทีหลัง เช่น ลบพื้นหลังหรือเติมสีขาวให้เนียน ก็จะง่ายขึ้นมาก

5. เพิ่มความสว่างด้วยแผ่นสะท้อนแสงสีขาว

แสงธรรมชาติสวยก็จริง แต่ถ้าด้านตรงข้ามหน้าต่างมืดเกินไป รูปจะดูแข็งและดราม่าเกินความจำเป็น

ใช้แผ่นโฟมหรือแผ่นสะท้อนแสงสีขาววางด้านตรงข้ามหน้าต่าง เพื่อสะท้อนแสงกลับเข้าหาสินค้า ช่วยให้:

  • เงาไม่ดำสนิทเกินไป

  • รายละเอียดชัดขึ้น

  • สินค้าดูสว่างและมีมิติมากขึ้น

6. แดดแรงไป? ใช้แผ่นกระจายแสงช่วยได้

ถ้าวันไหนแดดจัดจนแสงแรงเกินไป สินค้าจะมีเงาแข็งและไฮไลต์ขาวเว่อร์ วิธีแก้คือใช้แผ่นกระจายแสง เช่น:

  • กระดาษไข

  • ม่านห้องน้ำแบบฝ้า

  • กระดาษพิมพ์บางๆ

วางคั่นระหว่างหน้าต่างกับสินค้า แสงจะแตกกระจายและนุ่มขึ้นทันที ภาพจะดูแพงแบบไม่ต้องง้อสตูดิโอมืออาชีพ

จัดแสงธรรมชาติให้เป๊ะ ด้วยของใกล้ตัว

การแต่งภาพช่วยได้แค่บางส่วน แต่ถ้าแสงต้นทางพัง ยังไงก็ยากจะให้รูปออกมาดูดี แสงคือทุกอย่างของภาพสินค้า

มี 3 หลักการง่ายๆ ที่ควรจำให้ขึ้นใจ:

  • ถ่ายในห้องที่แสงธรรมชาติสว่างพอ

  • วางเซ็ตถ่ายใกล้หน้าต่างให้ถูกทิศ

  • ใช้โฟมและแผ่นสะท้อนแสงจัดสมดุลเงาและแสง

เลือกวันและอากาศให้เข้ากับโทนภาพ

อยากได้ภาพโทนนุ่ม ละมุน ไม่แข็งเกินไป? วันฟ้าครึ้มอาจตอบโจทย์มากกว่าวันแดดจัด

ลองสังเกตความต่างระหว่างแสงแดดตรงๆ กับแสงวันที่มีเมฆมาก คุณจะเห็นว่าบรรยากาศของภาพเปลี่ยนไปชัดเจน

วางเซ็ตถ่ายอย่างไรให้แสงสวย

  • วางสินค้าให้แสงเข้าด้านข้างราวๆ 90 องศา จากซ้ายหรือขวา

  • เลือกช่วงเวลาที่แสงแรงที่สุดของวัน แต่ไม่ใช่แสงพุ่งตรงรุนแรงจนแสบตา

หากแดดแรงไป ใช้แผ่นกระจายแสงมาช่วยนุ่มแสงอีกที แล้วค่อยปรับตำแหน่งสินค้าเล็กน้อยจนกว่าจะได้ภาพที่ดูสมดุล

ใช้โฟมและแผ่นสะท้อนแสงให้เป็น

บางครั้งระหว่างถ่ายอยู่ดีๆ เมฆก็ลอยมาบังแดด แสงเปลี่ยนเฉย ทำให้ภาพก่อน-หลังโทนไม่เท่ากัน

เคล็ดลับคือ:

  • ใช้แผ่นโฟมสะท้อนแสงเพิ่มความสว่างในจุดที่มืดเกินไป

  • ขยับแผ่นสะท้อนเข้า-ออกเพื่อควบคุมความเข้มของเงา

  • ทดลองถ่ายหลายมุม พร้อมปรับตำแหน่งแผ่นสะท้อนจนได้สมดุลแสงที่ชอบ

จำไว้: แสงดีตั้งแต่ต้น = แต่งง่าย ผลลัพธ์ดูแพงโดยแทบไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์แรงๆ

เลือกมุมกล้องให้ใช่ สินค้าจะดูดีขึ้นทันที

ถ่ายสินค้าแค่หนึ่งมุมแล้วจบ คือพลาดโอกาสให้ลูกค้าได้เห็นของจริงในมุมที่หลากหลาย มุมกล้องช่วยตอบคำถามแทนคำบรรยายสินค้าได้เยอะมาก

เน้นถ่ายหลายมุมเพื่อให้ลูกค้าจินตนาการได้ว่า “ของชิ้นนี้มาอยู่ในมือเราแล้วจะเป็นยังไง” พร้อมทั้งโชว์ดีเทลที่สำคัญ เช่น ผิวผ้า เนื้อวัสดุ งานเย็บ หรือพื้นผิวสินค้า

มุมหลักที่ควรลองมี 5 แบบ:

  1. ระดับสายตา – เหมือนมองสินค้าตรงๆ ตามปกติ

  2. มุมสูง – มองเฉียงลงมา เหมาะกับการจัดพร็อปหลายชิ้น

  3. มุมต่ำ – มองจากล่างขึ้นบน ทำให้สินค้าดูเด่นหรือมีความ “เท่” มากขึ้น

  4. Bird’s eye – ถ่ายจากด้านบนตรงๆ เหมาะกับ Flat Lay และสินค้าหลายชิ้น

  5. มุมเอียงด้านข้าง – ช่วยให้เห็นสัดส่วนและโครงสร้างสินค้าแบบชัดๆ

ถ้าคุณยังใหม่กับการถ่ายสินค้า แนะนำให้:

  • วางมือถือกับขาตั้งให้อยู่ตำแหน่งเดิมตลอด

  • หมุนสินค้าแทนการขยับกล้อง

แบบนี้กรอบภาพจะสม่ำเสมอทุกมุม ลดเวลาการแก้ไขทีหลัง และทำให้หน้าร้านออนไลน์ดูเป็นมืออาชีพสุดๆ

เช็กลิสต์ก่อนถ่าย: เตรียมมือถือให้พร้อมเหมือนช่างภาพ

ก่อนกดชัตเตอร์ มาดูทีละข้อให้ครบ จะช่วยลดปัญหาภาพเสีย ภาพมืด ภาพเบลอไปได้เยอะ

  1. เตรียมมือถือให้พร้อม

    • แบตเตอรี่ต้องพอ

    • พื้นที่เก็บรูปไม่เต็ม

  2. ตั้งค่า White Balance ให้ถูกโทนแสง
    แตะปุ่ม WB (ในแอปกล้องที่รองรับ) แล้วแตะไปที่ส่วนที่เป็นสีขาวของฉากหลัง เพื่อบอกกล้องว่า “สีนี้คือขาวจริง” ภาพจะไม่ติดเหลืองหรือติดฟ้ามากเกินไป

  3. เช็กค่า Exposure (ความสว่าง)
    แตะที่ตัวสินค้าให้กล้องวัดแสงจากจุดสำคัญ แล้วดูว่าภาพที่ได้สว่างหรือมืดไปไหม ถ้าจำเป็นค่อยปรับเพิ่ม/ลด

  4. โฟกัสให้เป๊ะก่อนค่อยถ่าย
    แตะที่สินค้าเพื่อให้กล้องล็อกโฟกัสให้ชัดที่สุด อย่าให้กล้องไปโฟกัสที่ฉากหลังแทน

  5. ล็อกค่ากล้องไม่ให้เปลี่ยนเองระหว่างถ่าย
    เมื่อได้แสง โฟกัส และสีที่ใช่แล้ว ให้กดล็อกค่าต่างๆ (แล้วแต่แอป) เพื่อป้องกันไม่ให้กล้องปรับอัตโนมัติเองทุกครั้งที่ขยับ

เมื่อถ่ายภาพแรกแล้ว ให้เปิดดูทันที เช็กว่า:

  • แสงโอเคไหม

  • รายละเอียดชัดหรือเปล่า

  • ต้องปรับ Exposure เพิ่มอีกนิดหรือไม่

ถ้าต้องการปรับความสว่าง ให้ใช้สไลเดอร์ +/- ใต้ปุ่มโฟกัส (หรือในเมนูของแอปที่คุณใช้) เลื่อนขึ้น-ลงเพื่อลองจนกว่าจะได้โทนที่ต้องการ

3 ข้อผิดพลาดยอดฮิต ที่ทำให้รูปสินค้าดูไม่โปร

มือถือถ่ายรูปได้ก็จริง แต่ถ้าใช้ผิดวิธี ภาพจะดูสมัครเล่นทันที ลองหลีกเลี่ยง 3 ข้อนี้ให้ได้:

  • ซูมด้วยนิ้ว
    การซูมในมือถือส่วนใหญ่เป็นดิจิทัลซูม ซึ่งจะทำให้ภาพแตกและไม่คม วิธีที่ดีกว่าคือ ขยับตัวเข้าไปใกล้ หรือถ่ายให้กว้างแล้วค่อยครอปทีหลัง

  • ใช้กล้องหน้าในการถ่ายสินค้า
    กล้องหน้ามักให้ความละเอียดน้อยกว่ากล้องหลัง ใช้กล้องหลังเท่านั้นถ้าอยากได้ภาพคมชัดและรายละเอียดครบ

  • เปิดแฟลชมืดๆ ก็ยิงแฟลชใส่เลย
    แฟลชมือถือทำให้แสงแข็ง สีเพี้ยน และเงาโหดมาก แนะนำให้ใช้แสงธรรมชาติเป็นหลัก แล้วค่อยช่วยด้วยแผ่นสะท้อนแสงหรือเพิ่มความสว่างตอนแต่งภาพแทน

เทรนด์ภาพสินค้าด้วยมือถือที่น่าจับตา

โลกอีคอมเมิร์ซเปลี่ยนเร็วมาก รูปสินค้าเองก็ต้องอัปเดตตาม ความคาดหวังของลูกค้าสูงขึ้น รูปสวยอย่างเดียวไม่พอ ต้อง ตอบโจทย์การใช้งานและประสบการณ์ ด้วย

เทรนด์ที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • ภาพสินค้าแบบ 360 องศา
    เป็นชุดภาพนิ่งหลายเฟรมที่ทำให้ลูกค้าหมุนดูสินค้าได้รอบตัว ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการหยิบของมาดูจริงๆ

  • ใช้ AI ช่วยแต่งรูป
    AI สามารถลบพื้นหลัง ปรับแสง เติมฉาก หรือช่วยเกลารายละเอียดภาพได้ แต่ควรตรวจสอบคุณภาพทุกครั้ง เพราะบางครั้ง AI อาจตัดขอบสินค้าหาย หรือทำให้รูปดูปลอมเกินไป

  • วิดีโอสินค้าเติบโตต่อเนื่อง
    ผู้คนอยากเห็นสินค้าขยับ เคลื่อนไหว ใช้งานจริง วิดีโอจึงช่วยเสริมความมั่นใจได้ดีมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับภาพนิ่งคุณภาพสูง

วิธีแต่งภาพสินค้าให้ดูแพง แต่ยังซื่อสัตย์กับของจริง

การแต่งภาพไม่ใช่การ “หลอก” ลูกค้า แต่คือการทำให้สินค้าดูดีที่สุดในแบบที่ยังคงความจริงอยู่

ขั้นตอนคร่าวๆ:

  • 1. เลือกแอปแต่งภาพที่คุณถนัด
    เปิดแอปสโตร์แล้วลองหาแอปแต่งภาพที่คะแนนดีๆ มาทดลอง เช่นแอปที่มีเครื่องมือพื้นฐานครบ และใช้งานไม่ซับซ้อนเกินไป

  • 2. เลือกรูปที่ดีที่สุดจากชุดถ่าย
    อย่าแต่งภาพทุกใบ ให้คัดเฉพาะภาพที่โฟกัสดี แสงโอเค องค์ประกอบสวย แล้วเอามาแต่งต่อ

  • 3. ปรับค่าพื้นฐานก่อนเสมอ
    โฟกัสที่:

    • ความสว่าง (Exposure)

    • ความเปรียบต่าง (Contrast)

    • ความคมชัด (Sharpness)

    • ไฮไลต์/เงา

    • White Balance

    อย่าเพิ่งรีบใส่ฟิลเตอร์สีจัดๆ หรือปรับ Saturation เยอะเกินไป เพราะเป้าหมายคือ ให้ภาพใกล้เคียงของจริงมากที่สุด แต่ดูเป็นเวอร์ชันที่ “พร้อมขาย”

  • 4. บันทึกการตั้งค่าเป็น Preset
    เมื่อได้สูตรแต่งภาพที่ชอบ ให้บันทึกไว้เป็น Preset แล้วใช้กับภาพอื่นในชุดเดียวกัน เพื่อให้รูปในร้านดูโทนเดียวกันทั้งเพจ

  • 5. ทำฉากหลังให้ขาวสะอาด
    ใช้เครื่องมือเติมสีหรือลบจุดรกๆ บนฉากหลัง เติมเลเยอร์สีขาวให้พื้นผิวเรียบเนียน ทำให้สินค้าดูเด่นชัดขึ้นอีกขั้น

เมื่อภาพดูสะอาด คม และโทนใกล้เคียงกันทุกภาพ ร้านของคุณจะดูเหมือนผ่านมือทีมกราฟิกมืออาชีพ ทั้งที่จริงๆ แต่งในมือถือเครื่องเดียว

5 แอปแต่งภาพบนมือถือ ที่สายขายของออนไลน์ควรลอง

การเลือกแอปที่เหมาะกับสไตล์และอุปกรณ์ของคุณ มีผลมากต่อความเร็วและคุณภาพของงานแต่งภาพ ลองเริ่มจากตัวฮิตเหล่านี้

1. Lightroom

  • รองรับ: iOS, Android

  • ราคา: ใช้เต็มฟังก์ชันต้องสมัคร Adobe Creative Cloud (รายเดือน)

Lightroom เด่นเรื่องสไลเดอร์ใช้ง่ายและ Preset ที่ช่วยสร้างลุคภาพแบบมือโปรได้เร็วมาก เหมาะกับคนที่อยากแต่งภาพทั้งบนมือถือและคอม แล้วซิงก์งานข้ามอุปกรณ์แบบอัตโนมัติ

2. Photoshop Express

  • รองรับ: iOS, Android, Windows

  • ราคา: ใช้เต็มฟังก์ชันต้องสมัคร Adobe Creative Cloud

เอาความสามารถของ Photoshop ตัวใหญ่ มาย่อส่วนลงในมือถือ สามารถปรับสี แสง ความเปรียบต่าง และรายละเอียดต่างๆ ได้ครบสำหรับการทำภาพสินค้าให้พร้อมลงร้าน

3. Snapseed

  • รองรับ: iOS, Android

  • ราคา: ฟรี

เป็นแอปแต่งภาพฟรีของ Google แต่ให้ฟีเจอร์ระดับใกล้เคียงโปรแกรมแพงๆ บนคอม จุดเด่นคือ:

  • ควบคุมรายละเอียดได้ละเอียดมาก

  • มีฟีเจอร์ Stacks ให้ย้อนกลับไปแก้ขั้นตอนก่อนหน้าได้

  • บันทึกการตั้งค่าแล้วใช้ซ้ำกับภาพอื่นได้ง่าย

เหมาะมากสำหรับคนที่อยากแต่งจริงจังแต่ยังไม่อยากจ่ายรายเดือน

4. VSCO

  • รองรับ: iOS, Android

  • ราคา: มีทั้งเวอร์ชันฟรี และแพ็กเกจรายปีแบบชำระเงิน

VSCO ขึ้นชื่อเรื่องฟิลเตอร์โทนสวย ฟีลฟิล์ม ฟีลมินิมอล แถมยังมีเครื่องมือปรับ Exposure, Contrast, Color Balance ครบถ้วน เหมาะกับคนที่อยากให้ร้านมี Mood & Tone ชัดเจนไม่เหมือนใคร

5. Photon

  • รองรับ: iOS

  • ราคา: ฟรี

Photon ทำหน้าที่ได้ทั้งเป็นแอปกล้องและแอปแต่งภาพ จุดเด่นคือ:

  • ปรับ Exposure และ Focus ได้ละเอียด

  • มีระบบช่วยลดการสั่น เหมือนใช้กล้องที่มีกันสั่นในตัว

  • ถ่ายไฟล์ RAW ได้สำหรับคนที่อยากเอาไปเก็บรายละเอียดแต่งต่อบนคอม

เหมาะกับทั้งสายมือใหม่และสายจริงจังที่อยากควบคุมภาพแบบละเอียดระดับโปร

ใช้ประโยชน์จากรูปสินค้าที่คุณตั้งใจถ่ายให้คุ้มที่สุด

พอเริ่มจับทางได้ ไม่ว่าคุณใช้ iPhone หรือ Android การถ่ายรูปสินค้าจะกลายเป็นขั้นตอนที่สนุก ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

เมื่อคุณ:

  • เข้าใจการจัดแสงธรรมชาติ

  • รู้วิธีจัดฉากหลังให้สินค้าเด่น

  • เลือกมุมกล้องได้หลากหลาย

  • และแต่งภาพให้ดูดีโดยไม่หลอกลูกค้า

ยอดขายของคุณก็มีโอกาสขยับขึ้นตามคุณภาพภาพสินค้าแน่นอน รูปดี = ความเชื่อใจเพิ่ม = โอกาสขายปังขึ้น

FAQ: คำถามยอดฮิตเรื่องการถ่ายรูปสินค้าด้วยมือถือ

ทำอย่างไรถึงจะถ่ายรูปสินค้าด้วย iPhone อย่างมืออาชีพจากที่บ้าน

ลองใช้เช็กลิสต์นี้:

  1. ใช้ iPhone รุ่นใหม่ เช่น รุ่นที่กล้องพัฒนาดีขึ้น (เช่น 13 ขึ้นไป)

  2. ทดลองใช้แอปกล้องของบุคคลที่สามที่ให้ปรับค่ากล้องได้ละเอียด

  3. ใช้ฉากหลังสีขาวสะอาดตาสำหรับเซ็ตถ่าย

  4. ตั้งโต๊ะใกล้หน้าต่าง ใช้แสงธรรมชาติให้เต็มที่

  5. แตะค้างบนหน้าจอที่ตัวสินค้าเพื่อล็อกโฟกัส

  6. หลีกเลี่ยงการซูมภาพด้วยนิ้ว

  7. ถ่ายหลายมุมตามมุมหลักที่แนะนำไว้

  8. ปิดท้ายด้วยการแต่งภาพในแอปที่คุณถนัด

จะถ่ายรูปสินค้าด้วยสมาร์ทโฟนให้คมชัดและคุณภาพสูงได้อย่างไร

ทำตามนี้ให้ครบ ภาพจะอัปเกรดขึ้นเห็นๆ:

  1. ใช้สมาร์ทโฟนที่กล้องอย่างน้อย 12 เมกะพิกเซลขึ้นไป

  2. ใช้ขาตั้งกล้องเพื่อลดการสั่น

  3. พึ่งแสงธรรมชาติจากหน้าต่างเป็นหลัก

  4. ใช้แผ่นโฟมหรือแผ่นสะท้อนแสงช่วยลดเงาที่เข้มเกินไป

  5. ถ่ายใกล้สินค้า หรือใช้ฉากโค้งเพื่อเน้นตัวสินค้าชัดๆ

  6. ถ่ายหลายมุมเพื่อให้ลูกค้าเห็นรายละเอียดรอบด้าน

เมื่อคุณเริ่มลงมือถ่ายจริงบ่อยๆ คุณจะค้นพบสไตล์การจัดแสง จัดมุม และแต่งภาพของตัวเอง และนั่นแหละคือเสน่ห์ของการใช้มือถือถ่ายรูปสินค้า – ไม่ต้องเป็นช่างภาพมือโปร ก็สร้างภาพระดับมืออาชีพได้จากในมือคุณเอง