ป่าชุมชนในฝัน ที่ไม่ได้เป็นแค่แหล่งหาของป่า
“ในอนาคตป่าชุมชนของเราจะดำเนินงานเรื่องคาร์บอนเครดิตเต็มพื้นที่ เราจะมีกองทุนส่วนกลางดูแลป่า และเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องทรัพยากรธรรมชาติให้สาธารณชนเข้ามาศึกษาได้”
นี่คือภาพฝันของคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านใหม่วงค์เขาทอง จังหวัดกำแพงเพชร ที่อยากเห็นป่าชุมชนไม่ได้เป็นแค่ที่พึ่งพิงของคนในหมู่บ้าน แต่กลายเป็น พื้นที่เรียนรู้ พื้นที่สร้างรายได้ และพื้นที่ให้ลูกหลานได้เติบโตไปพร้อมกับป่า
จากเดิมที่คนในชุมชนใช้ป่าเพื่อ “หาอยู่หากิน” เป็นหลัก แนวคิดใหม่คือการเพิ่มมูลค่าป่าให้มากกว่าที่เคย ทั้งชุมชนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น และคนภายนอกก็เห็นคุณค่าของการรักษาป่าที่ส่งผลกลับมามหาศาล
แต่ก่อนจะไปถึงฝันนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมีแผนจัดการป่าชุมชนฉบับใหม่ เพราะแผนเดิมใกล้หมดอายุเต็มที แถมหลายกิจกรรมที่บันทึกไว้ในแผนเก่าก็ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริงของชุมชนแล้ว
ตอนนี้จึงเป็นช่วงเวลาของการ “คิดใหม่ ทำใหม่” ออกแบบกิจกรรมใหม่ๆ ให้ป่าชุมชนตอบโจทย์ทั้งธรรมชาติ ชุมชน และคนรุ่นต่อไป
2 วัน สำคัญ: จุดเริ่มต้นของแผนป่าชุมชนรอบใหม่
ระหว่างวันที่ 16 – 17 มิถุนายน มีการจัดอบรมการจัดทำแผนจัดการป่าชุมชนขึ้น ตามกรอบของกฎหมายพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562
กิจกรรมนี้จัดแบบกระชับ 2 วัน แบ่งจัดที่จังหวัดนครสวรรค์ 1 วัน และที่จังหวัดอุทัยธานีอีก 1 วัน มีตัวแทนป่าชุมชนจากนครสวรรค์ อุทัยธานี และบางส่วนจากกำแพงเพชร มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์
ในเวทีมีทั้งการ
อธิบายกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับป่าชุมชน
ถอดบทเรียนการดูแลรักษาป่าที่ผ่านมา
เสริมความเข้าใจเรื่องขั้นตอนจัดทำแผนป่าชุมชนอย่างเป็นระบบ
เวทีจัดทำแผนการจัดการป่าชุมชนนครสวรรค์
เวทีจัดทำแผนการจัดการป่าชุมชนอุทัยธานี
เบื้องหลังการจัดเวทีแบบนี้มาจากการที่ทีมทำงานรู้ดีว่า ป่าชุมชนในพื้นที่ป่าตะวันตกถูกผลักดันและดูแลกันมายาวนานราว “ครอบครัวเดียวกัน” เลยเห็นศักยภาพซ่อนเร้นของแต่ละป่า ที่มากกว่าแค่การเก็บหาของป่าเพื่อยังชีพ
เมื่อแผนเก่ากำลังจะหมดอายุ จึงเป็นจังหวะเหมาะที่จะชวนคณะกรรมการป่าชุมชนกลับมาทบทวน ปรับแผน และวางอนาคตให้ชัดเจนขึ้น
คนทำงานในพื้นที่หลายคนยอมรับตรงๆ ว่า แผนรอบก่อนยังไม่เข้าใจกฎหมายทั้งหมดดีนัก หลายอย่างทำได้แต่ไม่ได้ทำ หลายอย่างอยากทำแต่ไม่แน่ใจว่าถูกข้อกฎหมายหรือไม่ เลยพลาดรายละเอียดไปไม่น้อย
วันนี้จึงเป็นการ “เริ่มต้นใหม่อย่างเข้าใจกติกา”
แผนจัดการป่าชุมชนคืออะไร ทำไมถึงสำคัญขนาดนี้
วรากร เกษมพันธ์กุล ผู้อำนวยการส่วนนโยบายและกฎหมายป่าชุมชน จากสำนักจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้ อธิบายว่า
แผนจัดการป่าชุมชนคือเครื่องมือหลักในการกำกับทุกการกระทำในป่าชุมชน
แผนนี้จัดทำร่วมกันโดยคณะกรรมการป่าชุมชนและสมาชิกในชุมชน ต้องสอดคล้องกับทั้งสภาพภูมิประเทศ และวิถีชีวิตคนในพื้นที่ ไม่ใช่แผนบนกระดาษที่ไม่มีใครใช้จริง
วรากรอธิบายว่า แผนที่ดีจะต้องชัดเจนเรื่อง
การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาป่า
การใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
การดูแลสภาพแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ
ทั้งหมดนี้ต้องไม่ทำให้ป่าเสื่อมโทรม ทั้งในเขตเพื่อการอนุรักษ์และเขตใช้ประโยชน์
วรากร เกษมพันธ์กุล
เริ่มจากคำถามง่ายๆ: แผนเดิมยังตอบโจทย์ชุมชนอยู่ไหม?
คำถามสำคัญที่ถูกหยิบมาชวนคิดในเวทีอบรมคือ
“แผนการจัดการป่าชุมชนของเรายังสอดคล้องกับสถานการณ์ และความต้องการของชุมชนในวันนี้อยู่หรือเปล่า?”
ระวี ถาวร จาก RECOFTC ชวนคณะกรรมการแต่ละพื้นที่เริ่มจากการ “มองย้อนกลับ” วิเคราะห์ตัวเองว่า ที่ผ่านมาเราทำอะไรไปแล้วบ้าง ป่าของเรามีผลลัพธ์แบบไหน และถ้าต้องให้คะแนนตัวเอง จะให้เท่าไหร่
จากนั้นจึงขยับมาดูว่า ในวันนี้ป่าชุมชนของเรามีอะไรอยู่ในมือบ้าง
จุดแข็งคืออะไร
จุดอ่อนคืออะไร
มีโอกาสพัฒนาในเรื่องไหน
ยังมีข้อจำกัดหรือภัยคุกคามอะไรบ้าง
ทั้งในมิติ
สังคมและการพึ่งพิงทรัพยากรของชุมชน
สุขภาพของผืนป่าและชนิดพันธุ์พืชที่มีอยู่
การใช้ประโยชน์ของสัตว์ป่าที่เริ่มกลับมาใช้พื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
ระวี ถาวร จาก RECOFTC
จากการวิเคราะห์ สู่การออกแบบอนาคต 5 ปีข้างหน้า
เมื่อเห็นภาพอดีตและปัจจุบันชัดแล้ว ขั้นต่อไปคือการ “ออกแบบอนาคต”
นักวิชาการจาก RECOFTC ชวนให้แต่ละป่าชุมชนวางเป้าหมาย 5 ปีข้างหน้า ว่าอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งด้านอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์ และการพัฒนา
ประเด็นใหม่ๆ ที่หลายพื้นที่อยากบรรจุในแผน เช่น
การพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากร
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเส้นทางศึกษาธรรมชาติสำหรับเด็กและครอบครัว
การจัดทำศูนย์การเรียนรู้ด้านป่าและสัตว์ป่า
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจำเป็น เช่น เส้นทางตรวจการ จุดเฝ้าระวังไฟป่า หรือประปาภูเขา
การทำงานกับคนรุ่นใหม่ในชุมชน ให้เข้ามาเป็นกำลังหลักดูแลป่า
การตั้งกองทุนจัดการป่าชุมชนในฐานะ “ทรัพย์สินส่วนกลาง” ของหมู่บ้าน
ที่ผ่านมา หลายป่าชุมชนอยากทำกองทุนแต่ไม่มั่นใจเรื่องกฎหมาย ขั้นตอน และเพราะไม่มีบรรจุไว้ในแผนเดิม จึงเดินหน้าได้ไม่เต็มที่ การวางแผนรอบใหม่จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะใส่เรื่องนี้ลงไปอย่างถูกต้อง
แยกเป็นด้านๆ ว่า “จะทำอะไร” ให้ป่าและชุมชน
ในเวที ยังชวนให้คณะกรรมการช่วยกันเขียนให้ชัดว่า ในแต่ละด้านอยากทำอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น
1. กิจกรรมด้านการอนุรักษ์
รักษาพื้นที่สำคัญ เช่น ต้นน้ำ หรือถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า
ผสมผสานมิติวัฒนธรรมเข้าไป เช่น การบวชป่า หรือการกำหนดข้อห้ามตามจารีตประเพณี
2. กิจกรรมด้านการใช้ประโยชน์
จะใช้ประโยชน์อะไร จากตรงไหน เมื่อไร
กำหนดกติกาการเก็บหาให้ยั่งยืน เช่น การปิด–เปิดป่าตามฤดูกาล การกำหนดเครื่องมือหรือวิธีเก็บหาไม่ให้ทำร้ายระบบนิเวศ
3. กิจกรรมด้านการพัฒนา
เป็นการยกระดับและต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น
เส้นทางท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติ
เส้นทางตรวจการดูแลป่า
ศาลาการเรียนรู้ หอดูนก จุดเฝ้าระวังไฟป่า
ระบบน้ำ เช่น ประปาภูเขา
การแปรรูปผลผลิตจากป่าให้มีมูลค่าเพิ่ม
วิสาหกิจป่าชุมชนที่สร้างรายได้ให้คนในชุมชน
การวางระบบกองทุนดูแลจัดการป่าอย่างโปร่งใส
ทุกกิจกรรมต้องระบุให้ชัดว่า
จะทำในปีไหน ในช่วง 5 ปีของแผน
ใครเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
จะมีหน่วยงานไหนเข้ามาสนับสนุนได้บ้าง
จากแผน 5 ปี ก็จะค่อยๆ แตกลงไปเป็นแผนรายปี ทำให้การทำงาน ไม่ใช่แค่ความหวัง แต่เป็นลำดับขั้นที่ทำได้จริง
ขั้นตอนย่อๆ ในการปรับแผนป่าชุมชน
ระวี ถอดเป็นลำดับขั้นให้เข้าใจง่ายสำหรับป่าชุมชนที่อยากปัดฝุ่นแผนเดิมให้ทันยุคสมัย ว่าควรเดินตามขั้นดังนี้
ทำความเข้าใจความสำคัญของแผน และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
วิเคราะห์ข้อมูลป่า ความหลากหลายของพืช สัตว์ป่า การใช้ประโยชน์ และภัยคุกคามต่างๆ
วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัดของพื้นที่
สร้างภาพฝัน (วิสัยทัศน์) 5 ปี ว่าอยากให้ป่าชุมชนหน้าตาเป็นอย่างไร
กำหนดกิจกรรมตามวัตถุประสงค์หลัก 5 ด้าน ได้แก่ การอนุรักษ์ การฟื้นฟู การใช้ประโยชน์ การควบคุมดูแล และการพัฒนา
ปรับโครงสร้างองค์กรหรือคณะกรรมการให้เหมาะกับแผนกิจกรรมใหม่
ทบทวนและปรับปรุงระเบียบการจัดการป่า รวมถึงการจัดการกองทุนป่าชุมชน
นำร่างแผนไปทำประชามติในชุมชน ให้ทุกคนมีส่วนร่วมเห็นชอบ
ยื่นแผนต่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัด ณ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้จังหวัด
ป่าชุมชน: เรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่คณะกรรมการ
อีกมุมสำคัญที่ถูกย้ำในเวที คือการดูแลป่าชุมชนจะสำเร็จไม่ได้เลย ถ้ามองว่าเป็นหน้าที่ของคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น
การทำงานแบบมีส่วนร่วมจึงสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการ
ชวนหน่วยงานท้องถิ่นเข้ามามีบทบาท
ทำงานร่วมกับองค์กรอนุรักษ์
ประสานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่
ยิ่งคนในพื้นที่รู้สึกว่า “นี่คือป่าของเรา ครอบครัวของเรา ลูกหลานของเรา” มากเท่าไร ป่าก็ยิ่งมีโอกาสรอดมากเท่านั้น
สิ่งที่ได้จากเวทีครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ความรู้เรื่องกฎหมายและแผนงาน แต่ยังได้ “ต้นแบบแผน” ที่แต่ละชุมชนสามารถเอากลับไปต่อยอด ปรับให้เข้ากับบริบทของตัวเองได้จริง
ป่าชุมชนกับอนาคตของลูกหลาน
ท้ายที่สุดแล้ว ทุกข้อคิดในเวทีถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมการป่าชุมชนให้กลับไปคิดต่อ ว่าจะทำอย่างไรให้ป่าชุมชนเดินตามภาพฝันอย่างมั่นคง
เมื่อลองมองในมุมครอบครัวและการท่องเที่ยว ป่าชุมชนที่มีแผนงานชัดเจน มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ มีศูนย์เรียนรู้ และมีระบบดูแลป่าที่เข้มแข็ง จะกลายเป็น เป้าหมายทริปธรรมชาติสำหรับครอบครัว ที่ทั้งสนุก เรียนรู้ และช่วยให้ลูกหลานเข้าใจคุณค่าของป่าตั้งแต่ยังเล็ก
ทุกกิจกรรม ทุกการประชุม ทุกแผน 5 ปี ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อป่าอย่างเดียว แต่ทำเพื่อ อนาคตของทุกชีวิตที่พึ่งพาป่าอยู่
และสำหรับครอบครัวที่รักการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การมีป่าชุมชนที่เข้มแข็ง ก็เท่ากับมี “ห้องเรียนกลางป่า” ที่เราจะพาลูกกลับไปเยี่ยมได้ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเชื่อได้ว่า ป่าผืนเดิมจะยังยืนต้นรออยู่ในแบบที่ดีกว่าเดิมเสมอ
กิจกรรมทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่แนวกันชนของผืนป่าตะวันตก ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของป่าอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา ครอบครัวเรา และทุกทริปที่เราอยากออกไปหายใจลึกๆ ท่ามกลางต้นไม้ด้วยเช่นกัน

