รับแอปรับแอป

ดราม่าท่องเที่ยวไทย vs มาเลเซีย: เมื่อสโลแกนสวยหรู แพ้ความจริงและสถิติแบบจุก ๆ

ปริญญา ทองคำ01-30

เกริ่นก่อนจะดราม่า: เมื่อเพื่อนบ้านบอกว่า “สวยกว่าไทย 400 เท่า”

ช่วงหลัง ๆ มีเสียงจากเพื่อนบ้านฝั่งเสือเหลืองที่มั่นใจเต็มร้อย กล้าประกาศว่า “ธรรมชาติของมาเลเซียสวยและได้รับการอนุรักษ์ดีกว่าไทยถึง 400 เท่า” พร้อมพยายามลดค่าความงามของอ่าวนาง กระบี่ หรือหมู่เกาะพีพี แล้วเอาไปเทียบกับ Port Dickson หรือเกาะลังกาวีให้ดูเหนือกว่า

ฟังเผิน ๆ เหมือนจะเท่ แต่พอหันมาดูโลกแห่งความจริงที่วัดกันด้วย สถิติ นักท่องเที่ยว และรายได้จากการท่องเที่ยว ภาพสวย ๆ เหล่านั้นกลับแตกละเอียด เพราะ ตัวเลขไม่เคยโกหก และกำลังบอกตรงกันว่า Amazing Thailand ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่คือของจริงที่โลกยอมรับซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ขณะที่สโลแกนอย่าง Malaysia Truly Asia ยังติดอยู่ในระดับถ้อยคำโฆษณา มากกว่าจะเป็นประสบการณ์จริงที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่สัมผัสได้

นี่ไม่ใช่การเถียงกันเรื่อง “ใครว่าทะเลไหนสวยกว่า” ตามรสนิยมส่วนตัว แต่เป็นการเทียบกันในมิติที่จับต้องได้ ทั้ง ศักยภาพ โครงสร้างพื้นฐาน ประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบครบวงจร และความเชื่อมั่นของตลาดโลก ซึ่งถ้ามองให้ครบทุกด้านจะเห็นชัดว่า ไทยนำขาดแบบไร้ข้อกังขา

ต้นเรื่อง: ทัศนะสุดมั่นของรองอธิการบดีมาเลเซีย

หนึ่งในผู้จุดประกายดราม่าคือ ศาสตราจารย์ ดาทุก ดร. เอ็มดี อะมิน เอ็มดี ทัฟฟ์ รองอธิการบดีจาก UPSI (Universiti Pendidikan Sultan Idris) มหาวิทยาลัยด้านการศึกษาชื่อดังของมาเลเซีย

ท่านออกมาอ้างอย่างมั่นใจว่า ธรรมชาติในมาเลเซีย “งดงามและถูกอนุรักษ์ดีกว่าไทยถึง 400 เท่า” พร้อมชี้เปรียบเทียบแบบระบุชื่อว่า

  • Port Dickson ดีกว่าหาดอ่าวนาง

  • ลังกาวี เหนือกว่ากระบี่

  • น้ำทะเลรอบเกาะเรดัง หมู่เกาะเมอร์ซิง และเกาะกะปัส ใสกว่าทะเลใกล้เกาะพีพี

ยังไม่พอ ยังย้ำด้วยว่า คนมาเลเซียมาเที่ยวไทยเพราะ “ราคาถูกกว่า” ทั้งค่าอาหารและกิจกรรม

เขายังมองว่า นักท่องเที่ยวบางกลุ่มชอบ

  • ป่าไม้เขียว ๆ เงียบ ๆ

  • ชายหาดคนน้อย

  • น้ำทะเลใสรอบลังกาวีและฝั่งตะวันออกของมาเลเซีย

พร้อมเปรียบเทียบว่า

  • Port Dickson คือเมืองชายทะเลสายชิลล์

  • อ่าวนางนั้น “คนแน่น แออัด” แต่ยอมรับว่ามีโครงสร้างพื้นฐานดี และชายหาดคึกคักมีชีวิตชีวา

  • ลังกาวี “เงียบสงบ” ส่วนกระบี่ “วุ่นวายกว่า” แต่ดังเรื่องทริปเที่ยวเกาะ

จุดที่เขายอมรับเต็ม ๆ คือ ค่าใช้จ่ายเที่ยวไทยถูกและเป็นมิตรกับงบประมาณมากกว่า ซึ่งนี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้สถิตินักท่องเที่ยวบางชุดทำให้มาเลเซียต้องเจ็บจี๊ด

แฟ็กต์แรง ๆ: 8 เดือนแรกปี 2025 ใครมาไทยมากที่สุด?

ตลอด 8 เดือนแรกของปี 2025 ประเทศที่ส่งนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวไทยมากที่สุด 10 อันดับแรกคือ

  • มาเลเซีย

  • จีน

  • อินเดีย

  • รัสเซีย

  • เกาหลีใต้

  • สหราชอาณาจักร

  • สหรัฐอเมริกา

  • เยอรมนี

  • ญี่ปุ่น

  • ไต้หวัน

ใช่แล้ว… อันดับ 1 คือมาเลเซียเอง

ถึงอย่างนั้น รองอธิการบดี UPSI ก็ยังคงยืนกรานว่า จุดขายแท้จริงของมาเลเซียอยู่ที่ ความงามของธรรมชาติ แต่ยอมรับว่า แค่ความสวยไม่พอ ถ้าอยากดึงคนให้เที่ยวในประเทศ ตัวแปรสำคัญคือ

  • ต้อง ลดต้นทุนท่องเที่ยวให้ถูกลง

  • ทำแพ็กเกจแบบ “Rahmah”

  • อัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง

Rahmah คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญในเกมดึงคนเที่ยวในประเทศ

คำว่า Rahmah ในภาษามลายูแปลว่า “เมตตา” หรือ “กรุณา” เมื่อนำมาใช้กับโลกท่องเที่ยวและอาหาร จึงหมายถึง

  • อาหารหรือแพ็กเกจที่ ขายในราคาย่อมเยา

  • ตั้งใจให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย

  • เป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์

ในเชิงนโยบายท่องเที่ยวของมาเลเซีย แพ็กเกจ Rahmah ถูกใช้ในโครงการ RAHMAH Madani Package Initiative ของรัฐบาล ที่กำหนดว่า

  • หนึ่งแพ็กเกจต้องมีอย่างน้อย 3 รายการขึ้นไป

  • ให้ส่วนลดประมาณ 10–30%

  • ครอบคลุมหลายด้าน รวมถึงการท่องเที่ยว

เป้าคือกระตุ้นให้คนมาเลเซีย หันมาท่องเที่ยวในประเทศตัวเองมากขึ้น ด้วยการทำให้ทริปเที่ยว “จับต้องได้” สำหรับคนในประเทศ

รองอธิการบดี UPSI ยังยกตัวอย่างเรื่องอาหารไทยไว้ชัดเจน ลองจินตนาการ:

ข้าวต้มยำและอาหารทะเลสำหรับ 6 คน ในราคาแค่ 100–150 ริงกิต

เขายอมรับเองว่า ถ้าไทยคุมราคาอาหารให้เป็นมิตรได้ ทั้งที่รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินับล้านต่อปี ก็แปลว่า การควบคุมค่าใช้จ่ายในแหล่งท่องเที่ยวหลัก ทำได้จริง และมาเลเซียเองก็น่าจะทำได้ ถ้าจัดการด้านราคาและโปรโมชั่นให้ดีพอ

เมื่อคำพูด 400 เท่า สะท้อนความตื้นเขินทางวิชาการ

คำอ้างเรื่องธรรมชาติสวยกว่าไทย “400 เท่า” กลายเป็นตัวอย่างชัด ๆ ของ

  • ความตื้นเขินทางวิชาการ

  • การใช้ตัวเลขเวอร์เกินจริงแบบไร้หลักฐาน

โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า ผู้พูดมีสถานะเป็นถึง ศาสตราจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ที่ควรตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและความเป็นกลาง

ในโลกความจริง ชายหาดไทยอย่าง อ่าวมาหยา บนเกาะพีพีเล จังหวัดกระบี่ ได้รับการจัดอันดับให้เป็น

  • ชายหาดที่ดีที่สุดอันดับ 5 ของโลก ปี 2024

  • จากการจัดอันดับของ Beachatlas สตาร์ทอัพด้านท่องเที่ยวจากลอนดอน

คำพูดแบบ 400 เท่าจึงไม่ใช่แค่ “เกินจริง” แต่ยังตัดขาดจากภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับภูมิภาค ที่ไทย ขึ้นนำในทุกมิติ ทั้งปริมาณและคุณภาพ

มิติที่ 1: ไทยเหนือกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและชื่อเสียงระดับโลก

1.1 Accessibility – ไทยคือฮับการบินของจริง

ไทยเป็น ศูนย์กลางการบิน (Regional Hub) ของอาเซียนอย่างแท้จริง สนามบินหลักอย่าง

  • กรุงเทพฯ

  • เชียงใหม่

  • ภูเก็ต

  • สมุย

  • กระบี่

รองรับ เที่ยวบินตรงจากทั่วโลกวันละหลายร้อยไฟลต์ ทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติสะดวกสุด ๆ

ในขณะที่มาเลเซียต้องพึ่งสนามบินหลักเพียงแห่งเดียวคือ KLIA ก่อนต่อเครื่องภายในประเทศ เพิ่มทั้งเวลา ความยุ่งยาก และต้นทุนการเดินทาง

1.2 Infrastructure – ความ “แออัด” ของอ่าวนางคือสัญญาณของความต้องการจริง

มีเสียงวิจารณ์ว่า อ่าวนาง “คนเยอะ แออัด” แต่ความจริงแล้ว นี่คือหลักฐานตรง ๆ ว่า

  • ความต้องการจากตลาดโลก สูงมาก

  • พื้นที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลได้

ความคึกคักนี้มาพร้อม โครงสร้างพื้นฐานที่ครบถ้วน เช่น

  • โรงแรมหรูระดับโลก ให้เลือกหลากหลายระดับราคา

  • โรงพยาบาลมาตรฐานสากล รองรับทั้งท่องเที่ยวและการรักษา

  • ระบบขนส่งและบริการท้องถิ่นที่คล่องตัว

เมื่อเทียบกับ Port Dickson และลังกาวี จะเห็นชัดว่า

  • ความหลากหลายของที่พัก

  • ระดับบริการ

  • จำนวนโรงแรมหรู

ยัง ห่างชั้นจากกระบี่แบบคนละลีก โดยเฉพาะเมื่อมองไปที่ชื่อโรงแรมอย่าง

  • Rayavadee Resort

  • Banyan Tree Krabi

  • Phulay Bay, a Ritz-Carlton Reserve

  • The Tubkaak Krabi Boutique Resort

ซึ่งกลายเป็นหมุดหมายในฝันของนักท่องเที่ยวระดับบนจากทั่วโลก

1.3 Global Brand – ไทยคือแบรนด์ท่องเที่ยวที่โลกจำได้ขึ้นใจ

ชื่อเมืองท่องเที่ยวของไทยอย่าง

  • ภูเก็ต

  • กระบี่

  • เกาะสมุย

  • กรุงเทพฯ

ถูกจัดให้เป็น “จุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดในโลก” จากสื่อใหญ่ระดับนานาชาติ ต่อเนื่องหลายสิบปี เป็นแบรนด์ที่ทั้งคนเอเชียและฝั่งตะวันตกคุ้นเคยและเชื่อใจ

นี่คือระดับการยอมรับที่หลายประเทศ รวมถึงมาเลเซียเอง ยังปรารถนาแต่ยังไปไม่ถึง

มิติที่ 2: ประสบการณ์และความคุ้มค่า – ไทยไม่ได้ดังเพราะ “ถูก” อย่างเดียว

คำอธิบายที่ว่า “คนมาเลย์มาเที่ยวไทยเพราะมันถูก” สะท้อนมุมมองที่แคบมาก เพราะมองแค่ราคา แต่เมินสิ่งสำคัญอย่าง Value หรือมูลค่าประสบการณ์ที่ได้รับ

2.1 ความหลากหลายของประสบการณ์ (Experience Diversity)

ไทยไม่ได้มีดีแค่ของถูก แต่เด่นเรื่อง ความหลากหลาย แบบที่มาแล้วไม่รู้จะเลือกเริ่มตรงไหนก่อน

  • ความคึกคักของเมืองใหญ่อย่าง กรุงเทพฯ หรือหาดใหญ่ ที่เปิดโอกาสให้ชาวมาเลเซีย โดยเฉพาะชาวมุสลิม มีอิสระในการใช้ชีวิตมากกว่าที่บ้านตัวเอง

  • ภาคเหนือที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ สายหมอก วัฒนธรรม และอาหารพื้นเมืองสุดจัดจ้าน

  • ชายหาดฝั่งอันดามันและอ่าวไทยที่ทั้งสวยและเต็มไปด้วยกิจกรรมทางน้ำ

  • การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ Medical Tourism ที่ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลก

ขณะที่มาเลเซียยังคงเน้นหนักไปที่ ธรรมชาติและกิจกรรม Outdoor เป็นหลัก จึงยังไม่สามารถสร้างประสบการณ์แบบครบวงจรเท่าไทยได้

2.2 เศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงลึก (Depth of Tourism Economy)

การท่องเที่ยวของไทยไม่ใช่แค่มีคนมาเยอะ แต่ยัง

  • สร้าง งาน ให้คนไทยจำนวนมหาศาล

  • กระจาย รายได้ ไปหลายจังหวัด

  • ดันสัดส่วน GDP ด้านท่องเที่ยว ให้สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

ก่อนโควิด-19 ไทยรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เกือบ 40 ล้านคนต่อปี นี่ไม่ใช่ตัวเลขที่สร้างขึ้นเพื่อความสวยหรู แต่สะท้อน ความแข็งแกร่งของระบบนิเวศการท่องเที่ยวทั้งระบบ

ในขณะที่มาเลเซียเลือกใช้วิธี นับทุกคนที่เหยียบแผ่นดิน ทำให้ตัวเลขดูสูง แต่ไม่ได้สะท้อนคุณภาพของการใช้จ่ายท่องเที่ยวเท่าประเทศที่ใช้มาตรฐานสากลจริง ๆ

2.3 วัฒนธรรม & อาหาร – จุดแข็งที่มาเลเซียเลียนแบบยาก

อาหารไทยคือ ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ผัดไทย แกงมัสมั่น ไปจนถึงสตรีทฟู้ดข้างถนนที่นักท่องเที่ยวเทใจให้

เมื่อบวกเข้ากับ

  • มรดกทางวัฒนธรรม

  • วัดวาอาราม

  • ประเพณีที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์

จึงช่วยเติมเต็มให้การเที่ยวไทยเป็นประสบการณ์ที่ ครบทั้งกิน เที่ยว วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แค่ชมวิวแล้วกลับโรงแรมอย่างเดียว

มิติที่ 3: ตัวเลขไม่เคยโกหก – สถิติทั้งภูมิภาคยืนยันว่าไทยนำอยู่

3.1 สถิติท่องเที่ยวไทย ปี 2024

ปี 2024 เป็นอีกปีที่การท่องเที่ยวไทยวิ่งฉิว โดยมี

  • นักท่องเที่ยวระหว่างประเทศราว 35.04–35.6 ล้านคน

  • เพิ่มขึ้นประมาณ 35% จากปี 2023

  • รายได้จากการท่องเที่ยวราว 1.8 ล้านล้านบาท

  • อัตราการเข้าพักเฉลี่ยประมาณ 72.6%

ประเทศที่ส่งนักท่องเที่ยวเข้ามามากที่สุด ได้แก่

  • จีน

  • มาเลเซีย

  • อินเดีย

นโยบายอย่าง ยกเว้นวีซ่า และการอำนวยความสะดวกด้านตรวจคนเข้าเมือง เป็นตัวช่วยสำคัญที่ดันตัวเลขให้พุ่ง

3.2 มาเลเซียในกระจกตัวเลข

ฝั่งมาเลเซีย ปี 2024 มีนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศราว

  • กว่า 25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 24.2% จากปี 2023

  • แต่ยัง ไม่ถึงเป้าหมาย ที่ตั้งไว้ที่ 27.3 ล้านคน

ประเทศต้นทางหลักคือ

  • สิงคโปร์ (ประมาณ 9.1 ล้านคน)

  • ตามด้วยอินโดนีเซีย จีน และประเทศอื่น ๆ

3.3 ทำไมตัวเลขมาเลเซียดูสูง แต่คุณภาพกลับไม่เท่าไทย

องค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) มีมาตรฐานการนับนักท่องเที่ยวค่อนข้างชัดเจน เช่น

  • คนหนึ่งคนเดินทางไปประเทศเดียวกัน 3 ครั้งในปีเดียว ถ้าเข้าเงื่อนไขการเป็นนักท่องเที่ยว ก็จะถูกนับเป็น 3 ครั้ง (ไม่ใช่ 1 คน)

  • คนที่จะถูกนับเป็นนักท่องเที่ยวต้อง พักแรมอย่างน้อย 1 คืน

  • ถ้าแค่เปลี่ยนเครื่อง หรือข้ามแดนไปเช้า–เย็นกลับ จะไม่นับเป็นนักท่องเที่ยว เพราะไม่ได้มีการใช้จ่ายด้านที่พักแบบจริงจัง

แต่ฝั่งมาเลเซียกลับใช้วิธีนับแบบ “ใครเหยียบแผ่นดิน คือนับหมด” ไม่ว่าจะเป็น

  • คนไปทำงานรายวัน

  • คนข้ามแดนไปเช้า–เย็นกลับ

  • นักธุรกิจเข้า–ออกประเทศ

  • คนลงจากสนามบินแค่แวะออกมาข้างนอกนิดเดียว

ผลคือ ตัวเลขนักท่องเที่ยวดูสูงลิบ แต่ ไม่ได้สะท้อนการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวจริง เท่ากับวิธีนับของไทย ญี่ปุ่น หรือประเทศใหญ่ ๆ ที่ใช้เกณฑ์เข้มข้นกว่า

บริเวณ ยะโฮร์บาห์รู (JB) ก็คือตัวอย่างชัดเจน คนแน่นทุกวัน แต่ส่วนใหญ่คือชาวสิงคโปร์ที่

  • ข้ามแดนมาซื้อของ

  • มากินข้าว ล้างรถ ตัดผม

  • เดินทางไป–กลับเป็นประจำ เพราะราคาถูกกว่าในสิงคโปร์มาก

การเอาตัวเลขแบบนี้ไปเคลมว่า “เราคือนักท่องเที่ยวมากที่สุดในอาเซียน” จึงเป็นการตลาดที่สวยหรู แต่เมื่อมองในมุม รายจ่ายต่อหัวและรายได้รวมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไทยยังคง เหนือกว่าแบบท่วม ๆ

ไทยยังครองจ่าฝูงอาเซียน: ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เพราะ “ครบกว่า”

เมื่อเอาข้อมูลทั้งหมดประกอบกัน จะเห็นภาพชัดว่า

  • ไทยคือผู้นำด้านการท่องเที่ยวของอาเซียน

  • มีชื่อเสียงและแบรนด์ท่องเที่ยวที่ โลกจดจำและเชื่อมั่น

  • แคมเปญ Amazing Thailand ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นมากกว่าคำสวย ๆ บนป้ายโฆษณา

ทั้ง

  • ธรรมชาติที่หลากหลาย

  • เมืองท่องเที่ยวที่เข้าถึงง่าย

  • กิจกรรมทางน้ำและทางบกที่เลือกได้ไม่รู้จบ

  • อาหารและวัฒนธรรมที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของนักท่องเที่ยว

ในขณะที่คำกล่าวว่า “ธรรมชาติของมาเลเซียสวยงามและได้รับการอนุรักษ์ดีกว่าไทยถึง 400 เท่า” กลับสะท้อนว่า

  • ผู้พูด ขาดความเข้าใจภาพรวมของการท่องเที่ยวอาเซียน

  • ใช้ตัวเลขเวอร์เกินจริงโดยไม่สนใจสถิติและมิติทางเศรษฐกิจ

สิ่งที่คนทำงานด้านการศึกษา “ควรจะรู้” ก่อนพูดถึงการท่องเที่ยว

ผู้ที่ถือสถานะเป็นรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยอย่าง UPSI ควรตั้งอยู่บนฐาน

  • ข้อมูลที่ถูกต้อง

  • แหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ

  • มุมมองที่รอบด้านและเป็นธรรม

หากต้องการวิเคราะห์และเปรียบเทียบการท่องเที่ยวไทย–มาเลเซียหรือการท่องเที่ยวในอาเซียน การหันไปศึกษา

  • ข้อมูลจากองค์กรระหว่างประเทศ

  • สถิติมาตรฐานสากล

  • รายจ่ายต่อหัว รายได้รวม และคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

จะช่วยให้ได้ภาพที่ตรงความจริงกว่า และหลีกเลี่ยงการใช้คำโอ่อ่าที่ฟังแล้วดู ไม่สมศักดิ์ศรีทางวิชาการ

หาดใหญ่ ปั๊ม ปตท. และ 7-Eleven: กระจกสะท้อนปัญหาท่องเที่ยวในมาเลเซีย

สิ่งที่รองอธิการบดี UPSI “ควรสังเกต” ทั้งในฐานะนักวิชาการและชาวมาเลเซียเองคือ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวมาเลเซียจำนวนมหาศาลที่

  • เลือกข้ามแดนมาเที่ยว หาดใหญ่ จนห้องพักเต็มเกือบทุกหยุดยาว

  • ใช้จ่ายใน ปั๊ม ปตท. 7-Eleven และห้างร้านในไทย อย่างคึกคัก

ทั้งที่มาเลเซียเองก็มีหมู่เกาะสวย ๆ น้ำทะเลใส ๆ อยู่ไม่น้อย แต่กลับไม่เป็นตัวเลือกแรก ๆ ของคนในประเทศตัวเอง

สาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดในประเทศ เช่น

  • อาหารที่เมนูซ้ำ ๆ ไม่ค่อยหลากหลาย

  • ชีวิตกลางคืนเงียบ ร้านปิดเร็ว

  • ข้อจำกัดเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และความบันเทิง

เมื่อนักท่องเที่ยวมาเลเซียมาถึงหาดใหญ่ พฤติกรรมของพวกเขาก็ชัดเจนมาก

  • กวาดของใน 7-Eleven แบบยกลัง

  • ใช้จ่ายกับร้านอาหาร ร้านนั่งชิลล์ และโรงแรมอย่างเต็มที่

นี่คือคำตอบในตัวเองว่า ทำไมไทยถึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนมาเลย์ได้มากกว่าประเทศตัวเอง

ทำไมมาเลเซียแพ้เกมท่องเที่ยวในบ้านตัวเอง

ไทยชนะใจนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ไม่ใช่เพราะ “ถูกกว่าอย่างเดียว” แต่เพราะเราให้ได้ครบกว่า ทั้ง

  • โรงแรมและรีสอร์ตตั้งแต่ระดับบัดเจ็ตจนถึง 5 ดาว

  • ร้านอาหารหลากหลาย ครอบคลุมทุกงบประมาณและสัญชาติ

  • ชีวิตกลางคืนและความบันเทิงที่ไม่ตัดตอน

  • ความสะดวกสบายตั้งแต่ระบบขนส่งไปจนถึงร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมง

ในทางกลับกัน ปัญหาของการท่องเที่ยวมาเลเซียไม่ใช่ว่า ธรรมชาติไม่สวยพอ แต่เป็นเรื่อง

  • โครงสร้างการท่องเที่ยวยังตอบโจทย์คนในประเทศไม่ครบ

  • ไลฟ์สไตล์ การกิน และความบันเทิง ไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่

สุดท้าย นักท่องเที่ยวมาเลเซียจึงเลือกไทยเป็น ที่พักใจ ที่ชอปปิง ที่กิน และที่ปลดปล่อยไลฟ์สไตล์ มากกว่าการเที่ยวในประเทศตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้

Fast Check: ก่อนจะบอกว่า “สวยกว่า 400 เท่า” ควรเช็กอะไรบ้าง

1. โลกไม่ได้หมุนบนแผนที่ท่องเที่ยวมาเลเซียเท่านั้น
การเปรียบเทียบ Port Dickson กับอ่าวนาง หรือ ลังกาวีกับกระบี่/พีพี โดยใช้คำพูดว่า

“ธรรมชาติของมาเลเซียงดงามกว่าไทยถึง 400 เท่า”

ไม่ใช่แค่เกินจริง แต่ยังสะท้อน ความตื้นเขินทางวิชาการ อย่างน่ากังวล

2. พฤติกรรมคนมาเลย์เอง ก็บอกคำตอบอยู่แล้ว
คนมาเลเซียจำนวนมหาศาลเลือก

  • เดินทางมาเที่ยวไทย โดยเฉพาะหาดใหญ่

  • จนด่านชายแดนแน่นเป็นปกติ โรงแรมเต็มแทบทุกหยุดยาว

  • ร้าน 7-Eleven ต้องเพิ่มสต็อกเพื่อรองรับดีมานด์จากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง ไทยถูกกว่า แต่เป็นเพราะไทย สนุกกว่า ครบกว่า และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้มากกว่า

3. สถิติชี้ชัดแบบไม่ต้องเถียง
ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2025 ประเทศที่เดินทางมาเที่ยวไทยมากที่สุดอันดับ 1 คือ มาเลเซียเอง แซงทั้งจีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ เยอรมนี ญี่ปุ่น และไต้หวัน

นี่คือหลักฐานสด ๆ ว่า

  • คนมาเลเซีย เชื่อมั่นและโปรดปรานการเที่ยวไทย มากกว่าการเที่ยวในประเทศตัวเอง

4. ภาพลวงตากับความจริงมีเส้นแบ่งชัดเจน
การอ้างว่ามาเลเซียเหนือกว่าไทยด้วยถ้อยคำโอ่อ่า แต่ไม่มองสถิติและคุณภาพการท่องเที่ยวจริง ๆ เท่ากับ

  • หลอกตัวเอง

  • หลอกคนในชาติ

ขณะที่ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวคือ การท่องเที่ยวไทยยังคงเหนือกว่ามาเลเซียในแทบทุกมิติ ทั้ง

  • ชื่อเสียงระดับนานาชาติ

  • โครงสร้างพื้นฐาน

  • ความหลากหลายของประสบการณ์

  • รายได้และเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

และนี่คือสิ่งที่ใครก็ตามที่อยากวิจารณ์การท่องเที่ยวไทย–มาเลเซีย จำเป็นต้องรู้ให้ครบ ก่อนจะพูดคำว่า “400 เท่า” ออกมาอีกครั้ง