เกริ่นก่อนจะดราม่า: เมื่อเพื่อนบ้านบอกว่า “สวยกว่าไทย 400 เท่า”
ช่วงหลัง ๆ มีเสียงจากเพื่อนบ้านฝั่งเสือเหลืองที่มั่นใจเต็มร้อย กล้าประกาศว่า “ธรรมชาติของมาเลเซียสวยและได้รับการอนุรักษ์ดีกว่าไทยถึง 400 เท่า” พร้อมพยายามลดค่าความงามของอ่าวนาง กระบี่ หรือหมู่เกาะพีพี แล้วเอาไปเทียบกับ Port Dickson หรือเกาะลังกาวีให้ดูเหนือกว่า
ฟังเผิน ๆ เหมือนจะเท่ แต่พอหันมาดูโลกแห่งความจริงที่วัดกันด้วย สถิติ นักท่องเที่ยว และรายได้จากการท่องเที่ยว ภาพสวย ๆ เหล่านั้นกลับแตกละเอียด เพราะ ตัวเลขไม่เคยโกหก และกำลังบอกตรงกันว่า Amazing Thailand ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่คือของจริงที่โลกยอมรับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ขณะที่สโลแกนอย่าง Malaysia Truly Asia ยังติดอยู่ในระดับถ้อยคำโฆษณา มากกว่าจะเป็นประสบการณ์จริงที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่สัมผัสได้
นี่ไม่ใช่การเถียงกันเรื่อง “ใครว่าทะเลไหนสวยกว่า” ตามรสนิยมส่วนตัว แต่เป็นการเทียบกันในมิติที่จับต้องได้ ทั้ง ศักยภาพ โครงสร้างพื้นฐาน ประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบครบวงจร และความเชื่อมั่นของตลาดโลก ซึ่งถ้ามองให้ครบทุกด้านจะเห็นชัดว่า ไทยนำขาดแบบไร้ข้อกังขา
ต้นเรื่อง: ทัศนะสุดมั่นของรองอธิการบดีมาเลเซีย
หนึ่งในผู้จุดประกายดราม่าคือ ศาสตราจารย์ ดาทุก ดร. เอ็มดี อะมิน เอ็มดี ทัฟฟ์ รองอธิการบดีจาก UPSI (Universiti Pendidikan Sultan Idris) มหาวิทยาลัยด้านการศึกษาชื่อดังของมาเลเซีย
ท่านออกมาอ้างอย่างมั่นใจว่า ธรรมชาติในมาเลเซีย “งดงามและถูกอนุรักษ์ดีกว่าไทยถึง 400 เท่า” พร้อมชี้เปรียบเทียบแบบระบุชื่อว่า
Port Dickson ดีกว่าหาดอ่าวนาง
ลังกาวี เหนือกว่ากระบี่
น้ำทะเลรอบเกาะเรดัง หมู่เกาะเมอร์ซิง และเกาะกะปัส ใสกว่าทะเลใกล้เกาะพีพี
ยังไม่พอ ยังย้ำด้วยว่า คนมาเลเซียมาเที่ยวไทยเพราะ “ราคาถูกกว่า” ทั้งค่าอาหารและกิจกรรม
เขายังมองว่า นักท่องเที่ยวบางกลุ่มชอบ
ป่าไม้เขียว ๆ เงียบ ๆ
ชายหาดคนน้อย
น้ำทะเลใสรอบลังกาวีและฝั่งตะวันออกของมาเลเซีย
พร้อมเปรียบเทียบว่า
Port Dickson คือเมืองชายทะเลสายชิลล์
อ่าวนางนั้น “คนแน่น แออัด” แต่ยอมรับว่ามีโครงสร้างพื้นฐานดี และชายหาดคึกคักมีชีวิตชีวา
ลังกาวี “เงียบสงบ” ส่วนกระบี่ “วุ่นวายกว่า” แต่ดังเรื่องทริปเที่ยวเกาะ
จุดที่เขายอมรับเต็ม ๆ คือ ค่าใช้จ่ายเที่ยวไทยถูกและเป็นมิตรกับงบประมาณมากกว่า ซึ่งนี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้สถิตินักท่องเที่ยวบางชุดทำให้มาเลเซียต้องเจ็บจี๊ด
แฟ็กต์แรง ๆ: 8 เดือนแรกปี 2025 ใครมาไทยมากที่สุด?
ตลอด 8 เดือนแรกของปี 2025 ประเทศที่ส่งนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวไทยมากที่สุด 10 อันดับแรกคือ
มาเลเซีย
จีน
อินเดีย
รัสเซีย
เกาหลีใต้
สหราชอาณาจักร
สหรัฐอเมริกา
เยอรมนี
ญี่ปุ่น
ไต้หวัน
ใช่แล้ว… อันดับ 1 คือมาเลเซียเอง
ถึงอย่างนั้น รองอธิการบดี UPSI ก็ยังคงยืนกรานว่า จุดขายแท้จริงของมาเลเซียอยู่ที่ ความงามของธรรมชาติ แต่ยอมรับว่า แค่ความสวยไม่พอ ถ้าอยากดึงคนให้เที่ยวในประเทศ ตัวแปรสำคัญคือ
ต้อง ลดต้นทุนท่องเที่ยวให้ถูกลง
ทำแพ็กเกจแบบ “Rahmah”
อัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง
Rahmah คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญในเกมดึงคนเที่ยวในประเทศ
คำว่า Rahmah ในภาษามลายูแปลว่า “เมตตา” หรือ “กรุณา” เมื่อนำมาใช้กับโลกท่องเที่ยวและอาหาร จึงหมายถึง
อาหารหรือแพ็กเกจที่ ขายในราคาย่อมเยา
ตั้งใจให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย
เป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์
ในเชิงนโยบายท่องเที่ยวของมาเลเซีย แพ็กเกจ Rahmah ถูกใช้ในโครงการ RAHMAH Madani Package Initiative ของรัฐบาล ที่กำหนดว่า
หนึ่งแพ็กเกจต้องมีอย่างน้อย 3 รายการขึ้นไป
ให้ส่วนลดประมาณ 10–30%
ครอบคลุมหลายด้าน รวมถึงการท่องเที่ยว
เป้าคือกระตุ้นให้คนมาเลเซีย หันมาท่องเที่ยวในประเทศตัวเองมากขึ้น ด้วยการทำให้ทริปเที่ยว “จับต้องได้” สำหรับคนในประเทศ
รองอธิการบดี UPSI ยังยกตัวอย่างเรื่องอาหารไทยไว้ชัดเจน ลองจินตนาการ:
ข้าวต้มยำและอาหารทะเลสำหรับ 6 คน ในราคาแค่ 100–150 ริงกิต
เขายอมรับเองว่า ถ้าไทยคุมราคาอาหารให้เป็นมิตรได้ ทั้งที่รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินับล้านต่อปี ก็แปลว่า การควบคุมค่าใช้จ่ายในแหล่งท่องเที่ยวหลัก ทำได้จริง และมาเลเซียเองก็น่าจะทำได้ ถ้าจัดการด้านราคาและโปรโมชั่นให้ดีพอ
เมื่อคำพูด 400 เท่า สะท้อนความตื้นเขินทางวิชาการ
คำอ้างเรื่องธรรมชาติสวยกว่าไทย “400 เท่า” กลายเป็นตัวอย่างชัด ๆ ของ
ความตื้นเขินทางวิชาการ
การใช้ตัวเลขเวอร์เกินจริงแบบไร้หลักฐาน
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า ผู้พูดมีสถานะเป็นถึง ศาสตราจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ที่ควรตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและความเป็นกลาง
ในโลกความจริง ชายหาดไทยอย่าง อ่าวมาหยา บนเกาะพีพีเล จังหวัดกระบี่ ได้รับการจัดอันดับให้เป็น
ชายหาดที่ดีที่สุดอันดับ 5 ของโลก ปี 2024
จากการจัดอันดับของ Beachatlas สตาร์ทอัพด้านท่องเที่ยวจากลอนดอน
คำพูดแบบ 400 เท่าจึงไม่ใช่แค่ “เกินจริง” แต่ยังตัดขาดจากภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับภูมิภาค ที่ไทย ขึ้นนำในทุกมิติ ทั้งปริมาณและคุณภาพ
มิติที่ 1: ไทยเหนือกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและชื่อเสียงระดับโลก
1.1 Accessibility – ไทยคือฮับการบินของจริง
ไทยเป็น ศูนย์กลางการบิน (Regional Hub) ของอาเซียนอย่างแท้จริง สนามบินหลักอย่าง
กรุงเทพฯ
เชียงใหม่
ภูเก็ต
สมุย
กระบี่
รองรับ เที่ยวบินตรงจากทั่วโลกวันละหลายร้อยไฟลต์ ทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติสะดวกสุด ๆ
ในขณะที่มาเลเซียต้องพึ่งสนามบินหลักเพียงแห่งเดียวคือ KLIA ก่อนต่อเครื่องภายในประเทศ เพิ่มทั้งเวลา ความยุ่งยาก และต้นทุนการเดินทาง
1.2 Infrastructure – ความ “แออัด” ของอ่าวนางคือสัญญาณของความต้องการจริง
มีเสียงวิจารณ์ว่า อ่าวนาง “คนเยอะ แออัด” แต่ความจริงแล้ว นี่คือหลักฐานตรง ๆ ว่า
ความต้องการจากตลาดโลก สูงมาก
พื้นที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลได้
ความคึกคักนี้มาพร้อม โครงสร้างพื้นฐานที่ครบถ้วน เช่น
โรงแรมหรูระดับโลก ให้เลือกหลากหลายระดับราคา
โรงพยาบาลมาตรฐานสากล รองรับทั้งท่องเที่ยวและการรักษา
ระบบขนส่งและบริการท้องถิ่นที่คล่องตัว
เมื่อเทียบกับ Port Dickson และลังกาวี จะเห็นชัดว่า
ความหลากหลายของที่พัก
ระดับบริการ
จำนวนโรงแรมหรู
ยัง ห่างชั้นจากกระบี่แบบคนละลีก โดยเฉพาะเมื่อมองไปที่ชื่อโรงแรมอย่าง
Rayavadee Resort
Banyan Tree Krabi
Phulay Bay, a Ritz-Carlton Reserve
The Tubkaak Krabi Boutique Resort
ซึ่งกลายเป็นหมุดหมายในฝันของนักท่องเที่ยวระดับบนจากทั่วโลก
1.3 Global Brand – ไทยคือแบรนด์ท่องเที่ยวที่โลกจำได้ขึ้นใจ
ชื่อเมืองท่องเที่ยวของไทยอย่าง
ภูเก็ต
กระบี่
เกาะสมุย
กรุงเทพฯ
ถูกจัดให้เป็น “จุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดในโลก” จากสื่อใหญ่ระดับนานาชาติ ต่อเนื่องหลายสิบปี เป็นแบรนด์ที่ทั้งคนเอเชียและฝั่งตะวันตกคุ้นเคยและเชื่อใจ
นี่คือระดับการยอมรับที่หลายประเทศ รวมถึงมาเลเซียเอง ยังปรารถนาแต่ยังไปไม่ถึง
มิติที่ 2: ประสบการณ์และความคุ้มค่า – ไทยไม่ได้ดังเพราะ “ถูก” อย่างเดียว
คำอธิบายที่ว่า “คนมาเลย์มาเที่ยวไทยเพราะมันถูก” สะท้อนมุมมองที่แคบมาก เพราะมองแค่ราคา แต่เมินสิ่งสำคัญอย่าง Value หรือมูลค่าประสบการณ์ที่ได้รับ
2.1 ความหลากหลายของประสบการณ์ (Experience Diversity)
ไทยไม่ได้มีดีแค่ของถูก แต่เด่นเรื่อง ความหลากหลาย แบบที่มาแล้วไม่รู้จะเลือกเริ่มตรงไหนก่อน
ความคึกคักของเมืองใหญ่อย่าง กรุงเทพฯ หรือหาดใหญ่ ที่เปิดโอกาสให้ชาวมาเลเซีย โดยเฉพาะชาวมุสลิม มีอิสระในการใช้ชีวิตมากกว่าที่บ้านตัวเอง
ภาคเหนือที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ สายหมอก วัฒนธรรม และอาหารพื้นเมืองสุดจัดจ้าน
ชายหาดฝั่งอันดามันและอ่าวไทยที่ทั้งสวยและเต็มไปด้วยกิจกรรมทางน้ำ
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ Medical Tourism ที่ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลก
ขณะที่มาเลเซียยังคงเน้นหนักไปที่ ธรรมชาติและกิจกรรม Outdoor เป็นหลัก จึงยังไม่สามารถสร้างประสบการณ์แบบครบวงจรเท่าไทยได้
2.2 เศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงลึก (Depth of Tourism Economy)
การท่องเที่ยวของไทยไม่ใช่แค่มีคนมาเยอะ แต่ยัง
สร้าง งาน ให้คนไทยจำนวนมหาศาล
กระจาย รายได้ ไปหลายจังหวัด
ดันสัดส่วน GDP ด้านท่องเที่ยว ให้สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
ก่อนโควิด-19 ไทยรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เกือบ 40 ล้านคนต่อปี นี่ไม่ใช่ตัวเลขที่สร้างขึ้นเพื่อความสวยหรู แต่สะท้อน ความแข็งแกร่งของระบบนิเวศการท่องเที่ยวทั้งระบบ
ในขณะที่มาเลเซียเลือกใช้วิธี นับทุกคนที่เหยียบแผ่นดิน ทำให้ตัวเลขดูสูง แต่ไม่ได้สะท้อนคุณภาพของการใช้จ่ายท่องเที่ยวเท่าประเทศที่ใช้มาตรฐานสากลจริง ๆ
2.3 วัฒนธรรม & อาหาร – จุดแข็งที่มาเลเซียเลียนแบบยาก
อาหารไทยคือ ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ผัดไทย แกงมัสมั่น ไปจนถึงสตรีทฟู้ดข้างถนนที่นักท่องเที่ยวเทใจให้
เมื่อบวกเข้ากับ
มรดกทางวัฒนธรรม
วัดวาอาราม
ประเพณีที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์
จึงช่วยเติมเต็มให้การเที่ยวไทยเป็นประสบการณ์ที่ ครบทั้งกิน เที่ยว วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แค่ชมวิวแล้วกลับโรงแรมอย่างเดียว
มิติที่ 3: ตัวเลขไม่เคยโกหก – สถิติทั้งภูมิภาคยืนยันว่าไทยนำอยู่
3.1 สถิติท่องเที่ยวไทย ปี 2024
ปี 2024 เป็นอีกปีที่การท่องเที่ยวไทยวิ่งฉิว โดยมี
นักท่องเที่ยวระหว่างประเทศราว 35.04–35.6 ล้านคน
เพิ่มขึ้นประมาณ 35% จากปี 2023
รายได้จากการท่องเที่ยวราว 1.8 ล้านล้านบาท
อัตราการเข้าพักเฉลี่ยประมาณ 72.6%
ประเทศที่ส่งนักท่องเที่ยวเข้ามามากที่สุด ได้แก่
จีน
มาเลเซีย
อินเดีย
นโยบายอย่าง ยกเว้นวีซ่า และการอำนวยความสะดวกด้านตรวจคนเข้าเมือง เป็นตัวช่วยสำคัญที่ดันตัวเลขให้พุ่ง
3.2 มาเลเซียในกระจกตัวเลข
ฝั่งมาเลเซีย ปี 2024 มีนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศราว
กว่า 25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 24.2% จากปี 2023
แต่ยัง ไม่ถึงเป้าหมาย ที่ตั้งไว้ที่ 27.3 ล้านคน
ประเทศต้นทางหลักคือ
สิงคโปร์ (ประมาณ 9.1 ล้านคน)
ตามด้วยอินโดนีเซีย จีน และประเทศอื่น ๆ
3.3 ทำไมตัวเลขมาเลเซียดูสูง แต่คุณภาพกลับไม่เท่าไทย
องค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) มีมาตรฐานการนับนักท่องเที่ยวค่อนข้างชัดเจน เช่น
คนหนึ่งคนเดินทางไปประเทศเดียวกัน 3 ครั้งในปีเดียว ถ้าเข้าเงื่อนไขการเป็นนักท่องเที่ยว ก็จะถูกนับเป็น 3 ครั้ง (ไม่ใช่ 1 คน)
คนที่จะถูกนับเป็นนักท่องเที่ยวต้อง พักแรมอย่างน้อย 1 คืน
ถ้าแค่เปลี่ยนเครื่อง หรือข้ามแดนไปเช้า–เย็นกลับ จะไม่นับเป็นนักท่องเที่ยว เพราะไม่ได้มีการใช้จ่ายด้านที่พักแบบจริงจัง
แต่ฝั่งมาเลเซียกลับใช้วิธีนับแบบ “ใครเหยียบแผ่นดิน คือนับหมด” ไม่ว่าจะเป็น
คนไปทำงานรายวัน
คนข้ามแดนไปเช้า–เย็นกลับ
นักธุรกิจเข้า–ออกประเทศ
คนลงจากสนามบินแค่แวะออกมาข้างนอกนิดเดียว
ผลคือ ตัวเลขนักท่องเที่ยวดูสูงลิบ แต่ ไม่ได้สะท้อนการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวจริง เท่ากับวิธีนับของไทย ญี่ปุ่น หรือประเทศใหญ่ ๆ ที่ใช้เกณฑ์เข้มข้นกว่า
บริเวณ ยะโฮร์บาห์รู (JB) ก็คือตัวอย่างชัดเจน คนแน่นทุกวัน แต่ส่วนใหญ่คือชาวสิงคโปร์ที่
ข้ามแดนมาซื้อของ
มากินข้าว ล้างรถ ตัดผม
เดินทางไป–กลับเป็นประจำ เพราะราคาถูกกว่าในสิงคโปร์มาก
การเอาตัวเลขแบบนี้ไปเคลมว่า “เราคือนักท่องเที่ยวมากที่สุดในอาเซียน” จึงเป็นการตลาดที่สวยหรู แต่เมื่อมองในมุม รายจ่ายต่อหัวและรายได้รวมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไทยยังคง เหนือกว่าแบบท่วม ๆ
ไทยยังครองจ่าฝูงอาเซียน: ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เพราะ “ครบกว่า”
เมื่อเอาข้อมูลทั้งหมดประกอบกัน จะเห็นภาพชัดว่า
ไทยคือผู้นำด้านการท่องเที่ยวของอาเซียน
มีชื่อเสียงและแบรนด์ท่องเที่ยวที่ โลกจดจำและเชื่อมั่น
แคมเปญ Amazing Thailand ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นมากกว่าคำสวย ๆ บนป้ายโฆษณา
ทั้ง
ธรรมชาติที่หลากหลาย
เมืองท่องเที่ยวที่เข้าถึงง่าย
กิจกรรมทางน้ำและทางบกที่เลือกได้ไม่รู้จบ
อาหารและวัฒนธรรมที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของนักท่องเที่ยว
ในขณะที่คำกล่าวว่า “ธรรมชาติของมาเลเซียสวยงามและได้รับการอนุรักษ์ดีกว่าไทยถึง 400 เท่า” กลับสะท้อนว่า
ผู้พูด ขาดความเข้าใจภาพรวมของการท่องเที่ยวอาเซียน
ใช้ตัวเลขเวอร์เกินจริงโดยไม่สนใจสถิติและมิติทางเศรษฐกิจ
สิ่งที่คนทำงานด้านการศึกษา “ควรจะรู้” ก่อนพูดถึงการท่องเที่ยว
ผู้ที่ถือสถานะเป็นรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยอย่าง UPSI ควรตั้งอยู่บนฐาน
ข้อมูลที่ถูกต้อง
แหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ
มุมมองที่รอบด้านและเป็นธรรม
หากต้องการวิเคราะห์และเปรียบเทียบการท่องเที่ยวไทย–มาเลเซียหรือการท่องเที่ยวในอาเซียน การหันไปศึกษา
ข้อมูลจากองค์กรระหว่างประเทศ
สถิติมาตรฐานสากล
รายจ่ายต่อหัว รายได้รวม และคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว
จะช่วยให้ได้ภาพที่ตรงความจริงกว่า และหลีกเลี่ยงการใช้คำโอ่อ่าที่ฟังแล้วดู ไม่สมศักดิ์ศรีทางวิชาการ
หาดใหญ่ ปั๊ม ปตท. และ 7-Eleven: กระจกสะท้อนปัญหาท่องเที่ยวในมาเลเซีย
สิ่งที่รองอธิการบดี UPSI “ควรสังเกต” ทั้งในฐานะนักวิชาการและชาวมาเลเซียเองคือ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวมาเลเซียจำนวนมหาศาลที่
เลือกข้ามแดนมาเที่ยว หาดใหญ่ จนห้องพักเต็มเกือบทุกหยุดยาว
ใช้จ่ายใน ปั๊ม ปตท. 7-Eleven และห้างร้านในไทย อย่างคึกคัก
ทั้งที่มาเลเซียเองก็มีหมู่เกาะสวย ๆ น้ำทะเลใส ๆ อยู่ไม่น้อย แต่กลับไม่เป็นตัวเลือกแรก ๆ ของคนในประเทศตัวเอง
สาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดในประเทศ เช่น
อาหารที่เมนูซ้ำ ๆ ไม่ค่อยหลากหลาย
ชีวิตกลางคืนเงียบ ร้านปิดเร็ว
ข้อจำกัดเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และความบันเทิง
เมื่อนักท่องเที่ยวมาเลเซียมาถึงหาดใหญ่ พฤติกรรมของพวกเขาก็ชัดเจนมาก
กวาดของใน 7-Eleven แบบยกลัง
ใช้จ่ายกับร้านอาหาร ร้านนั่งชิลล์ และโรงแรมอย่างเต็มที่
นี่คือคำตอบในตัวเองว่า ทำไมไทยถึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนมาเลย์ได้มากกว่าประเทศตัวเอง
ทำไมมาเลเซียแพ้เกมท่องเที่ยวในบ้านตัวเอง
ไทยชนะใจนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ไม่ใช่เพราะ “ถูกกว่าอย่างเดียว” แต่เพราะเราให้ได้ครบกว่า ทั้ง
โรงแรมและรีสอร์ตตั้งแต่ระดับบัดเจ็ตจนถึง 5 ดาว
ร้านอาหารหลากหลาย ครอบคลุมทุกงบประมาณและสัญชาติ
ชีวิตกลางคืนและความบันเทิงที่ไม่ตัดตอน
ความสะดวกสบายตั้งแต่ระบบขนส่งไปจนถึงร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมง
ในทางกลับกัน ปัญหาของการท่องเที่ยวมาเลเซียไม่ใช่ว่า ธรรมชาติไม่สวยพอ แต่เป็นเรื่อง
โครงสร้างการท่องเที่ยวยังตอบโจทย์คนในประเทศไม่ครบ
ไลฟ์สไตล์ การกิน และความบันเทิง ไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่
สุดท้าย นักท่องเที่ยวมาเลเซียจึงเลือกไทยเป็น ที่พักใจ ที่ชอปปิง ที่กิน และที่ปลดปล่อยไลฟ์สไตล์ มากกว่าการเที่ยวในประเทศตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้
Fast Check: ก่อนจะบอกว่า “สวยกว่า 400 เท่า” ควรเช็กอะไรบ้าง
1. โลกไม่ได้หมุนบนแผนที่ท่องเที่ยวมาเลเซียเท่านั้น
การเปรียบเทียบ Port Dickson กับอ่าวนาง หรือ ลังกาวีกับกระบี่/พีพี โดยใช้คำพูดว่า
“ธรรมชาติของมาเลเซียงดงามกว่าไทยถึง 400 เท่า”
ไม่ใช่แค่เกินจริง แต่ยังสะท้อน ความตื้นเขินทางวิชาการ อย่างน่ากังวล
2. พฤติกรรมคนมาเลย์เอง ก็บอกคำตอบอยู่แล้ว
คนมาเลเซียจำนวนมหาศาลเลือก
เดินทางมาเที่ยวไทย โดยเฉพาะหาดใหญ่
จนด่านชายแดนแน่นเป็นปกติ โรงแรมเต็มแทบทุกหยุดยาว
ร้าน 7-Eleven ต้องเพิ่มสต็อกเพื่อรองรับดีมานด์จากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้
นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง ไทยถูกกว่า แต่เป็นเพราะไทย สนุกกว่า ครบกว่า และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้มากกว่า
3. สถิติชี้ชัดแบบไม่ต้องเถียง
ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2025 ประเทศที่เดินทางมาเที่ยวไทยมากที่สุดอันดับ 1 คือ มาเลเซียเอง แซงทั้งจีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ เยอรมนี ญี่ปุ่น และไต้หวัน
นี่คือหลักฐานสด ๆ ว่า
คนมาเลเซีย เชื่อมั่นและโปรดปรานการเที่ยวไทย มากกว่าการเที่ยวในประเทศตัวเอง
4. ภาพลวงตากับความจริงมีเส้นแบ่งชัดเจน
การอ้างว่ามาเลเซียเหนือกว่าไทยด้วยถ้อยคำโอ่อ่า แต่ไม่มองสถิติและคุณภาพการท่องเที่ยวจริง ๆ เท่ากับ
หลอกตัวเอง
หลอกคนในชาติ
ขณะที่ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวคือ การท่องเที่ยวไทยยังคงเหนือกว่ามาเลเซียในแทบทุกมิติ ทั้ง
ชื่อเสียงระดับนานาชาติ
โครงสร้างพื้นฐาน
ความหลากหลายของประสบการณ์
รายได้และเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
และนี่คือสิ่งที่ใครก็ตามที่อยากวิจารณ์การท่องเที่ยวไทย–มาเลเซีย จำเป็นต้องรู้ให้ครบ ก่อนจะพูดคำว่า “400 เท่า” ออกมาอีกครั้ง

