สุสานคนเป็นเวอร์ชั่นหนัง: เงียบเนิบ แต่ปลายทางโคตรเดือด
สุสานคนเป็น ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ไม่ได้มาเดินรอยตามละครแบบที่หลายคนคาดหวัง แต่เลือกปรับโทนให้เงียบ เหงา เนิบช้าอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเร่งเครื่องหลอกหลอนแบบไม่ไว้หน้าใครในช่วงท้ายเรื่อง
ใครที่คิดว่าหนังจะมาสายดราม่าเข้มข้นเหมือนละคร อาจต้องรีเซ็ตความคาดหวังกันใหม่ เพราะนี่คืออีกโทนหนึ่งของเรื่องเดียวกันที่ถูกเล่าแบบต่างมุมโดยสิ้นเชิง

ลืมเวอร์ชั่นละครไปก่อน แล้วค่อยเข้าโรง
หนังตัดรายละเอียดรายรอบตัวละครหลักทั้ง 3 แทบเกลี้ยง
โฟกัสไปที่การเติมมิติให้ ชีพ และ รสสุคนธ์ เป็นหลัก
ใครที่ผูกพันกับดีเทลจากเวอร์ชั่นละคร แนะนำให้วางไว้ก่อน ไม่งั้นจะรู้สึก “ขาด ๆ” ไปตลอดเรื่อง
ในฉบับนี้ ตัวละครไม่ได้ถูกโอบล้อมด้วยเหตุปัจจัยยิบย่อยเหมือนในจอแก้ว แต่จะเน้นให้เราเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของตัวละครหลักทีละคนมากกว่า
สามตัวละครในพื้นที่แคบ ๆ และความเหงาที่กดทับทั้งจอ
แกนของเรื่องถืออยู่แค่ 3 ตัวละครหลัก
น้ำหนักไปลงที่ชีพกับรสสุคนธ์เต็ม ๆ
คุณนายลั่นทม โผล่มาในช่วงแฟลชแบ็กกับในรูปแบบร่างผีที่แทบไม่ได้พูดอะไร แล้วก็นอนนิ่ง ๆ อยู่ในโลงแก้ว
ความจงใจที่ใช้ตัวละครน้อย ทำให้บรรยากาศในเรื่องยิ่งรู้สึก “เหงา” หนักเข้าไปอีก เหมือนถูกจับไปอยู่กับคนเดิม ๆ หน้าเดิม ๆ ในสถานที่ที่หนีไปไหนไม่ได้

บ้านกลางป่ากับบรรยากาศแบบ Evil Dead ฉบับไทย
โลเคชั่นหลักของเรื่องคือบ้านสไตล์เคบินกลางป่า เงียบจนได้กลิ่นความ Evil Dead ลอยมาเบา ๆ
อยู่กันแค่ 2 คนกับ 1 ศพ
ไม่มีผู้คนรอบข้าง ไม่มีเสียงชีวิตอื่นมาคั่นจังหวะ
ยิ่งหนังเลือกจะเล่นกับความเงียบ ความอึมครึมก็ยิ่งทวีคูณ
ผลลัพธ์คือบรรยากาศกดดันแบบค่อย ๆ ซึม ไม่ได้ตะโกนใส่หน้า แต่ทำให้รู้สึกอึดอัดไปเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ
บทพูดครึ่งแรก: เลี่ยน อึดอัด แต่ดันขำเฉย
ในครึ่งแรก บทพูดระหว่างชีพกับรสสุคนธ์คือจุดที่ทำให้หลายคนอาจจะเบือนหน้าเบา ๆ
ภาษาพูดสไตล์คะ ๆ ขา ๆ ที่ออกจะเลี่ยนและไม่เป็นธรรมชาติ
คุยกันอยู่แค่สองคน แต่เนื้อหากลับรู้สึกว่า “มีแต่น้ำ” ไม่ค่อยพาเรื่องไปไหน
อย่างไรก็ดี มีหลายจังหวะที่บทพูดดันหลุดตลกโดยไม่ได้ตั้งใจ จนกลายเป็นเสียงหัวเราะในโรงแบบงง ๆ
แต่พอเข้าสู่ครึ่งหลัง เมื่อทุกอย่างเริ่มถอดหน้ากาก ตัวละครหันมาพูดกันตรง ๆ แบบดิบ ๆ ดุ ๆ ความรู้สึกก็เปลี่ยนทันที
จากบทเลี่ยน ๆ กลายเป็นบทด่ากันหมา ๆ ที่กลับโคตรเป็นธรรมชาติ จนทำให้เห็นเลยว่าจริง ๆ นักแสดงเล่นได้ดี เพียงแค่ติดกรอบโทนบทพูดในช่วงแรกเท่านั้น

ฉากผีหลอก: จากกลิ่นเจมส์ วาน สู่การระเบิดโค้งท้าย
สายหนังผีสากลน่าจะคุ้นเคยกับโทนการหลอกแบบที่หนังเรื่องนี้เลือกใช้
การออกแบบฉากผีมีความ อินเตอร์ อย่างเห็นได้ชัด
กลิ่นอายแรงบันดาลใจจากงานของ เจมส์ วาน โดดเด่นอยู่พอตัว
หนังเลือกใช้การไต่ระดับความหลอนทีละขั้น ก่อนจะไปสุดทางในช่วงท้าย
ตรงโค้งสุดท้ายของเรื่อง บรรยากาศเริ่มคล้ายจะเลี้ยวไปเป็น Evil Dead อยู่รำไร แต่ก็ยังรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นหนังผีไทยเอาไว้ได้ดี
ฉากจบคือไฮไลต์ของทั้งเรื่อง ทั้งในแง่ไอเดีย งานภาพ และอารมณ์ที่ทิ้งไว้หลังเครดิตขึ้น
การแสดง: ผีสวย ผู้หญิงโดนหลอก ผู้ชายร้ายคือเกิด
ในแง่การแสดง ถือว่าแบกหนังกันได้อย่างทุ่มเท
ถ้ามองข้ามบทสนทนาเลี่ยน ๆ ช่วงต้น ทุกคนเล่นได้เข้าที่เข้าทาง
นุ่นในบทผีคือคำว่า สวยอมตะ ยังน้อยไป ขนาดอยู่ในสถานะวิญญาณก็ยังสวยจนน่ากลัว
ก้อยคือคนที่โดนผีเพ่งเล็งหนักสุด หลอกซ้ำแล้วซ้ำอีก จนคนดูเริ่มรู้สึกสงสารแทน
แก๊ปเหมาะมากกับโหมดตัวร้ายในช่วงครึ่งหลัง มากกว่าภาพผู้ชายแสนดีแบบต้นเรื่อง
ภาพรวมแล้ว การแสดงช่วยพาหนังให้พ้นจากความชืดของบทพูดช่วงแรก และดันอารมณ์หลอนในช่วงหลังให้ขึ้นไปอีกสเต็ป
บทสรุป: รสชาติใหม่ของสุสานคนเป็น ที่ควรให้โอกาส
สุสานคนเป็นฉบับภาพยนตร์ ไม่ได้มาเพื่อแข่งกับเวอร์ชั่นละคร แต่เลือกจะสร้างรสชาติใหม่ให้กับเรื่องเดิม
โทนเรื่องต่างจากละครอย่างเห็นได้ชัด
ถ้าวางการเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นเดิมลง จะสนุกกับหนังได้มากขึ้น
เหมาะกับคนที่อยากดูหนังผีไทยที่มีงานภาพและการแสดงในมาตรฐานดี
สำหรับสายหนังผีที่อยากลองอะไรที่ทั้งเงียบ เหงา อึดอัดในครึ่งแรก แล้วค่อย ๆ ไต่ไปสู่ความหลอนแบบจัดเต็มในช่วงท้าย เรื่องนี้คือหนึ่งตัวเลือกที่น่าจับตาและน่าจองบัตรไปพิสูจน์ในโรง



