A Never Banal Classic: ชีวิต 32 ที่วิ่งหลายเลนพร้อมกัน
ในวัย 32 ปี พีช พชรบอกเองว่าชีวิตช่วงนี้คือช่วงที่ “เรื่องประดังประเดเข้ามาหลายสถานการณ์เหลือเกิน” งานร้อยแปด ทั้งโปรเจ็กต์ส่วนตัว ธุรกิจ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ งานทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ ไปจนถึงวิทยานิพนธ์ ที่เหมือนวิ่งมาชนกันในเวลาเดียว
บนชั้น 55 ของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นทั้งที่อยู่และที่ทำงานของเขาในเวลาเดียวกัน พีชเดินเข้ากองมาพร้อมหน้าและผมที่เซ็ตเสร็จเรียบร้อย แต่ปากยังคุยเรื่องประชุมธุรกิจที่เพิ่งจบไม่กี่นาทีก่อนหน้า ภาพผู้ชายที่ก้าวเข้าสู่วัยสามสิบต้นๆ แบบเต็มสปีด ปรากฏชัดตั้งแต่วินาทีแรก
ถ้าให้เปรียบชีวิตตอนนี้เป็นหนัง พีชนึกถึงหนังแนวชีวประวัติหรือ biopic ทำนองเดียวกับเรื่องที่เขาเคยเล่นอย่าง “วัยรุ่นพันล้าน” หรือหนังอย่าง The Wolf of Wall Street ที่ตัวละครต้องรับมือกับหลายเหตุการณ์พร้อมกันตลอดเวลา
สำหรับเขา ถ้าต้องเลือกเรื่องเดียวแทนชีวิตตอนนี้ The Wolf of Wall Street คือคำตอบ เพราะมันคือ “โศกนาฏกรรมที่โคตรตลกร้าย” เวลาย้อนมองแต่ละวันทีไร เขารู้สึกได้ถึงทั้งความเหนื่อย ความป่วน และความวุ่นวายที่ถาโถมเข้ามาแบบไม่มีพัก
Invincible Over a Period of Time: นิยามความคลาสสิกในแบบพีช
ในหมู่นักแสดงรุ่นเดียวกัน พีชคือหนึ่งในคนที่ถูกมองว่ามี รสนิยมการใช้ชีวิตและการแต่งตัวแบบคลาสสิกที่สุดคนหนึ่ง เราเลยชวนเขานิยามคำว่า “คลาสสิก” ในมุมมองส่วนตัว
พีชมองว่าความคลาสสิกคือสิ่งที่มีรากมาจากอดีต แต่ยังยืนหยัดอยู่ได้ในปัจจุบัน และยัง practical พอที่จะใช้ได้จริง ไม่จำเป็นต้องชนะเรื่องประสิทธิภาพเสมอไป แต่ต้องชนะเรื่อง ความทนทานและคุณค่าที่ไม่หมดอายุ
เขายกตัวอย่างรถคลาสสิกที่อาจสู้เครื่องยนต์ยุคใหม่ไม่ได้ แต่ยังขับได้ในวันนี้ และยังสวยไม่ต่างจากเมื่อหลายสิบปีก่อน ความรู้สึกนี้แหละที่เขาเรียกว่า “ความคงกระพัน” ของความคลาสสิก
ระหว่างที่เขาหยุดคิดหา “คำที่ใช่” เพื่ออธิบาย เราสัมผัสได้ถึงจังหวะอารมณ์ที่เปลี่ยนไปจากตอนเข้ากองใหม่ๆ จากโหมดรีบทำงาน กลายเป็นโหมดครุ่นคิดอย่างจริงจัง และนั่นก็คืออีกหนึ่งเสน่ห์ของผู้ชายที่เลือกตอบทุกคำถามอย่างตั้งใจ
สำหรับพีช คลาสสิกต้องมาพร้อมความ elegant ในแบบของมันเอง ความสง่างามที่ข้ามเวลา ในขณะที่คำว่า vintage ยังผูกติดกับยุคสมัยที่เฉพาะเจาะจง เสื้อผ้าวินเทจบางชิ้นอาจเหมาะกับยุค 40s แต่มาไม่รอดในยุค 60s ได้
แต่คลาสสิกคืออีกเรื่องหนึ่ง เพราะมันคือสิ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่ยอมรับร่วมกันว่ามัน “ดี” โดยไม่ต้องอิงกระแส ไม่ต้องอิงเทรนด์ เป็นความกลางที่ยังไปต่อได้ และไม่ถูกจำกัดด้วยยุคสมัย
From ‘2001: A Space Odyssey’ to ‘Like Jennie’: หนังที่ข้ามเวลามาได้
แม้จะมีบทบาทหลากหลาย แต่ฐานหลักของพีชยังคงเป็นการแสดง พอคุยเรื่องภาพยนตร์ เขายิ่งชัดเจนขึ้นไปอีกว่าคำว่าคลาสสิกในโลกหนังสำหรับเขาหมายถึงอะไร
สำหรับพีช หนังที่คลาสสิกไม่ใช่แค่หนังเก่า แต่ต้องเป็นงานที่กลายเป็นรากฐานให้หนังรุ่นหลังเดินตาม หนึ่งในเรื่องโปรดของเขาคือ Alice in the Cities ของ Wim Wenders ที่เขามองว่าเป็นต้นแบบของหนัง road film และหนังแนว relationship แบบ buddy
หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องผู้ชายคนหนึ่งกับเด็กที่เดินทางตามหาแม่ไปด้วยกัน ตัวละครค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกัน มันคือรากฐานของหนัง coming-of-age ในสายตาของเขา และนี่แหละที่ทำให้มันคลาสสิกในแบบของพีช
อีกเรื่องที่เขาหลงรักคือ 2001: A Space Odyssey ซึ่งในยุคนั้นถือว่า sci-fi แบบล้ำสุดขอบ แต่สิ่งที่ทำให้มันยืนยาวได้จนถึงวันนี้คือ substance ของมัน วิธีคิดที่ไม่ใช่แค่หนังฮีโร่หรือหนังยิ่งใหญ่เพราะเทคนิค แต่เป็นงานที่มีประเด็นชัดเจนและเข้มแข็ง
เขาเชื่อมต่อจาก 2001: A Space Odyssey ไปถึง The Dark Knight ในฐานะตัวอย่างของหนังยุคใหม่ที่ทุกตัวละครมีมิติ มี reflection ของตัวเอง หนังพูดในเรื่องใหญ่กว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้า และยังส่งต่ออิทธิพลไปสู่งานอีกมากมาย ทั้งในวิธีถ่าย การเล่าเรื่อง หรือแม้แต่ MV สมัยนี้ที่หยิบแรงบันดาลใจไปใช้ต่อ
ความคลาสสิกสำหรับเขาคือสิ่งที่ยังดูได้ในวันนี้โดยไม่รู้สึกเชย และยังมีดีเอ็นเอของมันหลงเหลืออยู่ในงานยุคปัจจุบันเสมอ
From ‘Brian Eno’ to ‘Lady Gaga’: เพลงที่ไม่เคยแก่
ดนตรีคืออีกหนึ่งเส้นเลือดสำคัญในชีวิตพีช การถามเขาว่าใครคือศิลปินที่คลาสสิกในมุมมองส่วนตัว จึงเหมือนกดปุ่มเร่งให้เขาเล่าแบบไฟติดทันที
เขาไม่ได้เลือกเพลงคลาสสิกในความหมายดั้งเดิม แต่เลือกศิลปินที่มีคุณสมบัติแบบคลาสสิกในนิยามของเขาเอง และชื่อแรกที่โผล่มาคือ Brian Eno
สำหรับพีช Brian Eno คือคนที่อยู่ในทุกยุค ตั้งแต่ตอนที่เขารู้จักผ่าน Berlin Trilogy ของ David Bowie จนถึงปัจจุบันที่ชื่อของเขายังทรงอิทธิพลทั้งในฐานะโปรดิวเซอร์และนักดนตรี
จาก David Bowie
ผ่าน Depeche Mode
ต่อเนื่องมาจนถึง Coldplay และ Lady Gaga
ทุกศิลปินเหล่านี้ล้วนได้รับอิทธิพลจากเขาทั้งสิ้น
สิ่งที่ทำให้งานของ Brian Eno “ข้ามเวลา” สำหรับพีชคือ เอากลับมาฟังเมื่อไหร่ก็ยังรู้สึกโมเดิร์น ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเพลงเก่าหรือหลุดยุค อัลบั้ม Low ของ David Bowie ยังสดใหม่ด้วยวิธีคิดและวิธีสร้างเสียงจนทุกวันนี้ และถูกมองเป็นจุดเริ่มต้นของดนตรียุคใหม่หลายแขนง
สำหรับผู้ชายอย่างพีช ความคลาสสิกในดนตรีจึงไม่ใช่แนวเพลง แต่มันคือ พลังที่จะยัง “ล้ำ” ได้ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม
The Next Classic: งานตัวเองที่อาจกลายเป็นตำนาน
เมื่อพูดถึงงานของคนอื่นจนเต็มอิ่ม เราเลยชวนพีชหันกลับมาดูผลงานของตัวเองบ้าง ว่าเขาคิดว่างานชิ้นไหนมีโอกาสกลายเป็นผลงานคลาสสิกในอนาคต
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่ามีสองเรื่องที่เขานึกถึงทันที คือ SuckSeed ห่วยขั้นเทพ และ ซีรีส์สาธุ ซีซั่น 1 ซึ่งทั้งคู่มีความ “ปัจเจก” สูงมากในแบบที่หา reference เทียบเคียงได้ยาก
สำหรับ SuckSeed เขามองว่าหนังเรื่องนี้ใกล้เคียงกับการ์ตูนญี่ปุ่นมาก โครงสร้างเหมือน anime และเป็นงานไทยเรื่องแรกๆ ที่เล่าเรื่องด้วยลักษณะแบบนั้น มันกลายเป็นต้นแบบให้กับหนังคอมเมดี้สไตล์นี้ในบ้านเรา และในสายตาของพีช มันมีทั้งความเป็น cult และความเป็น classic ในตัวเอง
ผ่านมาแล้วราว 15-16 ปี เขายังกลับมาดูและรู้สึกว่ามันไม่เก่า มุกยังขำอยู่ และยังร่วมสมัย ไม่ต่างจากหนังอย่าง Zoolander ที่หยิบมาดูกี่ครั้งก็ยังตลกได้ในยุคนี้
ส่วน สาธุ ซีซั่น 1 เขามองว่าในระยะยาวมันจะกลายเป็นงานคลาสสิก เพราะมันแทบไม่มีอะไรเหมือน มองไม่ออกเลยว่าผู้กำกับโตมากับหนังเรื่องไหน มุมกล้องก็มีความ original แบบไม่พยายามลอกใครดูชัดๆ ความพิเศษสำหรับเขาคือมันมีชีวิตเป็นของตัวเองอย่างมาก และไม่ได้พึ่งแรงบันดาลใจที่จับต้องได้จากเรื่องใดเรื่องหนึ่งแบบตรงๆ
Suits Are a Guy’s Best Friend: สูทของผู้ชายที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร
พูดถึงความคลาสสิกจะไม่แตะเรื่องการแต่งตัวคงเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะกับผู้ชายที่มักถูกพูดถึงในฐานะคนที่ แต่งลุคคลาสสิกแล้วดูเป็นธรรมชาติที่สุดคนหนึ่ง อย่างพีช
เมื่อกระแสการใส่สูทกลับมาอีกครั้ง เราอยากรู้ว่าเขามองเรื่องนี้ยังไง
คำตอบของพีชเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ แต่น่าคิดมาก: “ใส่สูททำไม?”
สำหรับเขา เหตุผลในการใส่สูทไม่ใช่เพื่อให้ดูรวยขึ้นหรือให้ชีวิตดีขึ้น แต่คือการเลือกใส่ด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง อย่างในกรณีของตัวเขาเอง สูทคือเครื่องแบบทำงานที่สังคมยอมรับว่าดูสุภาพ ต่อให้ด้านในเป็นแค่เสื้อยืดธรรมดา แต่พอมีสูททับ ทุกอย่างก็ยังดูเหมาะสม
เขาชอบสูทเพราะมันครอบคลุมสถานการณ์ได้กว้าง จะใช้ให้ดูเนี๊ยบมากก็ได้ หรือจะใส่ให้ดูสบายขึ้นก็ยังไหว ที่สำคัญคือเลเยอร์ของสูททำให้การแต่งตัวไม่น่าเบื่อ
แต่พีชก็ไม่เชื่อว่าใครใส่สูทแล้วจะดูดีโดยอัตโนมัติ เพราะในโลกความจริง มีคนใส่สูทแล้วดูฝืนเยอะมาก และเรารู้ได้ทันทีเวลาเห็นคนที่แต่งตัวเหมือนหลุดมาจากบอร์ด Pinterest หรือพยายามแต่งตาม influencer โดยที่มันไม่ใช่ตัวเองเลย
สำหรับเขา สไตล์ที่ดีคือการแต่งตัวแล้ว “เป็นตัวเอง” มากกว่าจะเป็นใครใน moodboard ของคนอื่น
Peach’s Key Pieces: สูทเปียกฝนและดีไซน์ที่เกิดจากอากาศจริง
ในภาพแฟชั่นเซ็ตนี้ ทุกชิ้นที่พีชสวมใส่มาจากห้องเสื้อสุภาพบุรุษ Urban Dude ที่เขาไม่ได้เป็นแค่คนใส่ แต่ยังมีส่วนร่วมในการออกแบบคอลเล็กชั่นพิเศษนี้ด้วย แนวคิดจึงออกมา “ตรงกับชีวิตจริง” มากกว่าดูเป็นแฟชั่นที่ใส่ได้แค่ในนิตยสาร
จุดเริ่มต้นของโปรเจ็กต์นี้มาจากไอเดียง่ายๆ ของพีชที่ว่า อยากถ่ายแฟชั่นตอนฝนตก เพราะเราแทบไม่เคยเห็นภาพถ่ายแฟชั่นที่ยอมให้เสื้อผ้าเปียกจริงๆ เขาจึงเริ่มคิดต่อว่า ถ้าอยากให้ผู้ชายดูดีในหน้าฝนที่ทั้งร้อน เหนียว และเปียก จะต้องออกแบบเสื้อผ้าแบบไหน
ต้องใส่ได้จริงในสภาพอากาศแบบไทย
ต้องไม่ดูหลุดจากเมืองกรุงเทพฯ
ต้องมีคัตติ้งที่เป็นเอกลักษณ์ของภูมิอากาศเขตร้อน
เขามองว่าพอพูดถึงงานคัตติ้ง หลายคนจะนึกถึงสูทสไตล์ Italian ซึ่งแน่นอนว่าสวย และถูกคิดมาเพื่ออากาศร้อน แต่พอเอามาใส่ในบริบทกรุงเทพฯ กลับยังดู “out of place” อยู่ดี เพราะเมืองและสถาปัตยกรรมรอบตัวเราไม่ได้หน้าตาแบบนั้น
คีย์ของคอลเล็กชั่นนี้จึงคือการหาจุดที่ สูทสามารถอยู่ในเมืองกรุงเทพฯ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งในเรื่องรูปทรง ผ้า การระบายอากาศ และท่าทีของคนใส่
Time and Place Matter: แต่งตัวให้ถูกเวลาและที่ทาง
ด้วยความที่พีชเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องการแต่งตัว จึงอดไม่ได้ที่จะถามถึงประโยคยอดฮิตที่ว่า “การแต่งกายไม่สำคัญหรอก คนเราต้องดูกันที่ใจ”
พีชตอบตรงๆ ว่า สำหรับเขา การแต่งตัวสำคัญมาก และตัวเขาเองจัดอยู่ฝั่ง “ไม่อิน” กับ culture แบบ tech bro ที่ใส่ jogger pants ไปทำงานแล้วอ้างว่าทำไปเพื่อให้คนโฟกัสที่อย่างอื่นที่สำคัญกว่าการแต่งกาย
ในสายตาเขา ทัศนะแบบนี้คือการไม่ค่อยเคารพคนอื่นเท่าไหร่ เพราะการแต่งตัวไม่จำเป็นต้องเยอะหรือเก่ง แค่ต้อง เหมาะสมกับสถานที่และบุคคลที่เราไปเจอ ก็พอแล้ว
เขายกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าไปงานสบายๆ ริมทะเลแต่แต่งตัวเต็มยศ ก็ไม่เข้าที่เข้าทางเหมือนกัน สุดท้ายทุกอย่างอยู่ที่บริบทเวลา สถานที่ และคนที่เราเลือกจะไปอยู่ด้วยมากกว่า
Peach’s Tips for Achieving a Classic Style
เมื่อคุยกันมาถึงตรงนี้ เราขอให้พีชสรุปทริกแต่งตัวในแบบที่ “คลาสสิกแต่ยังเป็นตัวเอง” สำหรับผู้ชายยุคนี้ที่อยากอัปเกรดสไตล์แบบยั่งยืน
1. It’s All About Situational Awareness
ในมุมของพีช ความคลาสสิกในสไตล์การแต่งตัว คือการแต่งให้ถูกต้องกับสถานที่และกาลเทศะ มากกว่าจะเป็นเรื่องเทรนด์หรือแบรนด์
เขามองว่าความคลาสสิกมาจาก tradition บางอย่างที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างสุภาพ เช่น โค้ดง่ายๆ อย่าง “เราไม่ใส่กางเกงขาสั้นไปทำงาน” ซึ่งมันไม่ใช่กฎเหล็กที่ใครมาบังคับ แต่เป็นความเข้าใจร่วมกันเรื่องความสุภาพและความเคารพกันมากกว่า
พูดให้สั้นที่สุดคือ คลาสสิก = แต่งตัวถูกที่ ถูกเวลา ถูกโอกาส
2. Always Be True to Yourself
พีชบอกว่าเขาไม่มี style icon คนเดียวที่ยึดเป็นแม่แบบ เพราะแรงบันดาลใจเรื่องสไตล์มาจากทุกที่รอบตัว
จากโฆษณาที่จับคู่สีได้แปลกตา
จาก editorial ในนิตยสารที่เอาสีเขียวมาแมตช์กับสีน้ำตาล
จากไอเดียของการลองจับไอเท็มบางหมวดมาอยู่ด้วยกัน
เขาชอบสังเกตและค่อยๆ ดึงสิ่งที่น่าสนใจเหล่านั้นมาใช้ในแบบตัวเองมากกว่าจะลอกทั้งลุค
ถ้าต้องเลือกคนที่ชอบดูการแต่งตัวจริงๆ เขาเลือก Alain Delon เพราะเวลา Alain Delon ใส่อะไร มันดูไม่ฝืน ดูเป็นตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ และนั่นคือคุณสมบัติที่พีชมองหาในสไตล์ของตัวเองเช่นกัน
3. Let Your Style Talk
พีชชวนมองย้อนกลับไปที่ภาพถ่ายเก่าบน Getty Images สมัยก่อนในงานเปิดตัวภาพยนตร์ ที่ทุกคนแต่งตัวเป็นตัวเองแบบสุดๆ โดยไม่ปล่อยให้แบรนด์หรือกฎบางอย่างมาครอบ
ภาพเหล่านั้นทำให้เราเห็น ตัวตนจริงๆ ผ่านเสื้อผ้า ที่เลือกใส่ เช่น Edward Norton ที่มีลุคหนึ่งเวลาอยู่คนเดียว และเป็นอีกลุคหนึ่งตอนคบกับ Salma Hayek ซึ่งสะท้อนว่าแต่ละช่วงชีวิต คนเราก็แสดงตัวตนผ่านการแต่งตัวได้หลากหลายแบบ
ในยุคปัจจุบันที่สไตล์ของหลายคนถูก algorithm และกระแสในโซเชียลทำให้เหมือนกันไปหมด พีชยิ่งเชื่อว่า เสื้อผ้าควรเป็นภาษาที่เล่าเรื่องตัวเรา ไม่ใช่ฟอนต์สำเร็จรูปที่ทุกคนใช้เหมือนกันทั้งเมือง
เมื่อฟังพีชเล่าเรื่องชีวิต หนัง เพลง และเสื้อผ้า เราจะเห็นเส้นหนึ่งที่พาดผ่านทุกบทสนทนาอยู่อย่างชัดเจน: เขาให้ค่ากับสิ่งที่ ข้ามเวลาได้ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ สูทดีๆ หรือสไตล์การแต่งตัวของผู้ชายคนหนึ่งที่รู้เสมอว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ที่ไหน และเลือกใส่อะไรเพื่อเล่าเรื่องตัวเองในจังหวะเวลานั้นๆ อย่างมีสติและมีสไตล์ไปพร้อมกัน

