รับแอปรับแอป

ไขรหัสพฤติกรรม ‘3 เซฟ’ เปลี่ยนวิกฤตเศรษฐกิจให้เป็นโอกาสโตของธุรกิจ

สุภาวดี นุ่มนวล01-31

ทำไมยุคเศรษฐกิจเปราะบาง ธุรกิจยิ่งต้องเข้าใจ ‘3 เซฟ’

ปี 2568 กลายเป็นอีกปีที่เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดต้องตั้งสติให้ดี เศรษฐกิจโลกและไทยยังเต็มไปด้วยเมฆหมอกความไม่แน่นอน แม้จะมีข่าวดีจากการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจกลับไปแตะระดับ 40 ล้านคน รวมถึงการลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มดีขึ้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ

แต่อีกด้านหนึ่ง ปัจจัยเสี่ยงก็ยังรุมเร้า ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สินค้าจีนที่หลั่งไหลเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด มาตรการภาษีจากสหรัฐอเมริกาที่อาจกระทบการค้าระหว่างประเทศ ต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้นลากให้ค่าครองชีพพุ่งตาม ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ท่ามกลางแรงบีบนี้เอง กลับมีสัญญาณสำคัญจากฝั่งผู้บริโภคที่ธุรกิจไม่อาจมองข้าม นั่นคือ พฤติกรรม ‘3 เซฟ’ – Save Money, Save Earth, Safe Health & Mental Health ซึ่งกำลังกลายเป็นตัวแปรหลักในการตัดสินใจใช้จ่ายของคนไทย

วิถีคิดแบบ 3 เซฟ ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่กำลังสะท้อนวิธีใช้ชีวิตใหม่ของผู้บริโภค หากธุรกิจเข้าใจและตอบสนองได้ตรงจุด จะกลายเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง และเป็นคันเร่งให้ธุรกิจเติบโตแม้อยู่ในเศรษฐกิจผันผวน

‘3 เซฟ’ เขย่ากฎเกมธุรกิจอย่างไรบ้าง?

แนวคิด 3 เซฟไม่ได้มีผลแค่ต่อการตลาด แต่สั่นสะเทือนไปทั้งโมเดลธุรกิจ วิธีกำหนดราคา วิธีออกแบบสินค้า ไปจนถึงการสื่อสารกับลูกค้า

หัวใจคือ ลูกค้ายังพร้อมจ่าย แต่จะจ่ายอย่างมีสติและมีเงื่อนไขมากกว่าเดิม:

  • ต้องคุ้มค่าในระยะยาว (Save Money)

  • ต้องไม่ทำร้ายโลกใบนี้ (Save Earth)

  • ต้องดีต่อร่างกายและสุขภาพจิต (Safe Health & Mental Health)

ธุรกิจที่ตีโจทย์ 3 ข้อนี้แตก มีโอกาสขยายฐานลูกค้าและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ขณะที่ธุรกิจที่ยังยึดติดกับวิธีคิดแบบเดิม เสี่ยงถูกเททิ้งแบบไม่รู้ตัว

1. Save Money: ผู้บริโภคไม่ได้เอาถูกที่สุด แต่เอา “คุ้มที่สุด”

ค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากกว่าที่เคย แต่ไม่ได้แปลว่าจะซื้อเฉพาะของ “ถูกที่สุด” อีกต่อไป

คีย์เวิร์ดของยุคนี้คือ “ความคุ้มค่าในระยะยาว”

พฤติกรรมเด่นของสายประหยัดแบบฉลาดใช้

  • คิดก่อนจ่าย วางแผนก่อนใช้เงิน

  • ช้อปล่วงหน้าตามโปรโมชัน หรือซื้อแบบยกแพ็กเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย

  • ชอบเทียบราคา เช็กโปร และหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ

  • เลือกของที่ใช้ได้นาน แทนการซื้อของราคาถูกที่ต้องเปลี่ยนบ่อย

ธุรกิจไหนได้แรงส่งจากเทรนด์ Save Money?

ธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้น เช่น

  • ค้าปลีกที่ขายของราคาประหยัด หรือขายแบบปริมาณมากราคาต่อหน่วยต่ำ

  • แพลตฟอร์ม e-Commerce ที่จัดโปรลดแลกแจกแถมหนัก ๆ หรือมีระบบ Subscription ช่วยให้จ่ายถูกลงในระยะยาว

  • ตลาดสินค้ามือสอง และธุรกิจให้เช่าสินค้า

ในทางกลับกัน แบรนด์พรีเมียม ที่ราคาสูง แต่ไม่สามารถอธิบายให้ลูกค้าเห็น “คุณค่าเพิ่ม” ที่ชัดเจน มีโอกาสยอดขายสะดุดได้ง่าย

กลยุทธ์ของธุรกิจ: เมื่อผู้บริโภคฉลาดใช้ ธุรกิจต้องฉลาดขาย

1) ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “คุ้มทุกครั้งที่จ่าย”

ไม่ใช่แค่ลดราคา แต่ต้องออกแบบข้อเสนอให้ลูกค้ารู้สึกว่าทุกการใช้เงินมีความหมาย:

  • โปรตามเทศกาล และดีลใหญ่ เช่น 11.11, 12.12

  • ผ่อน 0% ระยะยาวสำหรับสินค้าราคาสูง

  • คูปองส่วนลด ดีล Flash Sale และโปร “ยิ่งรีบซื้อ ยิ่งคุ้ม”

  • Cashback หรือส่วนลดในบิลถัดไป เพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำ

2) ทำให้ทุกการซื้อคือ “กำไรทางใจและทางกระเป๋า”

หัวใจคือการสร้าง “คุณค่า” ให้สินค้า ไม่ใช่แข่งลดราคาไปเรื่อย ๆ:

  • ชูความทนทาน ใช้ได้นาน ฟังก์ชันตอบโจทย์มากกว่าแบรนด์คู่แข่ง

  • ทำ Loyalty Program ให้ลูกค้าสะสมแต้มแลกส่วนลดหรือของรางวัล

  • เสนอแพ็กเกจ Subscription หรือระบบสมาชิกที่จ่ายถูกลงแต่ได้สิทธิพิเศษเพิ่ม

  • เสริมบริการหลังการขาย เช่น รับประกันยาวขึ้น ส่งฟรี หรือคืนสินค้าได้ฟรี

ให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ทุกบาทที่จ่ายไป คุ้มเกินราคา”

3) ทำทุกโปรให้ “พิเศษเฉพาะคุณ” ด้วย AI และ Big Data

  • ใช้ข้อมูลลูกค้าเสนอโปรแบบเฉพาะบุคคล เช่น ส่งโค้ดส่วนลดให้ลูกค้าขาประจำ

  • แนะนำสินค้าที่ตรงกับความสนใจจริง ๆ ไม่ยิงแบบหว่าน

  • เพิ่มฟีเจอร์เปรียบเทียบราคา ให้ลูกค้าเห็นชัดว่าแบรนด์เราคุ้มกว่าทางเลือกอื่นอย่างไร

4) เพิ่มทางเลือกแบบประหยัดแต่ยังดูดี

  • เปิดช่องทางขายสินค้ามือสองแบบ Certified Pre-Owned ผ่านการตรวจคุณภาพแล้ว

  • เพิ่มไลน์สินค้าแบบ Refill เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความรู้สึก “ซื้อครั้งต่อไปถูกลง”

2. Save Earth: ลด ละ เลิก เลือกใช้ เพื่อโลก และเพื่อแบรนด์

วิกฤตโลกร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง ฝุ่นควัน กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่เคย ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมจริงจัง ไม่ใช่แค่ “พูดสวย ๆ” บนโซเชียล

วันนี้คนซื้อของไม่ได้ดูแค่คุณภาพกับราคา แต่ถามต่อว่า “แบรนด์นี้ทำร้ายโลกมากแค่ไหน?”

พฤติกรรมสายรักษ์โลกที่ธุรกิจต้องเข้าใจ

  • ลดขยะ ลดพลาสติก ลดการใช้พลังงานฟุ่มเฟือย

  • สนับสนุนสินค้าและแบรนด์ที่มีภาพชัดว่าใส่ใจสิ่งแวดล้อม

  • นำเรื่องความยั่งยืนมาเป็นหนึ่งในเกณฑ์การตัดสินใจซื้อ

ธุรกิจไหนกำลังได้เปรียบ และใครกำลังเสี่ยง?

ได้เปรียบอย่างชัดเจนคือธุรกิจที่มีนโยบายด้านความยั่งยืนชัดเจน โปร่งใส และทำจริง ไม่ใช่แค่เขียนสวย ๆ บนเว็บไซต์

ส่วนธุรกิจที่เสี่ยงถูกมองข้าม ได้แก่

  • แบรนด์ Fast Fashion ที่ผลิตเยอะ ใช้สั้น ทิ้งง่าย

  • อุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง แต่ไม่ขยับเรื่องการลดผลกระทบ

  • ธุรกิจที่ไม่สนใจเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นต์ หรือไม่ทำอะไรที่จับต้องได้

ภาพลักษณ์ “ไม่รักษ์โลก” กำลังกลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่ทำให้เสียส่วนแบ่งตลาดไปเรื่อย ๆ

กลยุทธ์: ถ้าลูกค้า Save Earth ธุรกิจต้อง Go Green ให้ชัด

การเป็นแบรนด์รักษ์โลก ห้ามแค่สร้างภาพ เพราะผู้บริโภคจับโป๊ะได้ง่ายมาก ต้องมีการลงมือทำจริงแบบจับต้องได้

1) เดินหน้า Zero Waste ให้ไกลที่สุด

  • ออกแบบสินค้าและแพ็กเกจจิ้งจากวัสดุที่รีไซเคิลได้ ย่อยสลายได้ หรือนำกลับมาใช้ซ้ำได้

  • นำวัสดุเหลือจากกระบวนการผลิตกลับมาสร้างมูลค่าใหม่ เช่น รีไซเคิลพลาสติกใช้แล้วเป็นสินค้าใหม่

2) ลดคาร์บอนทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

  • ใช้พลังงานสะอาดในโรงงานหรือร้านค้าให้มากขึ้น

  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดของเสีย และลดพลังงานส่วนเกิน

  • วัดและสื่อสารตัวเลขการลดคาร์บอนฟุตพรินต์อย่างโปร่งใส

3) สร้างโมเดลธุรกิจแบบหมุนเวียน (Circular Economy)

  • เปิดโปรแกรม “รับคืนของเก่า แลกของใหม่” เพื่อให้สินค้าถูกนำกลับมาใช้ซ้ำ

  • เปิดไลน์สินค้ามือสองที่ผ่านการตรวจเช็กแล้ว

  • สร้างแพลตฟอร์มให้ลูกค้านำสินค้ามาขายต่อ

  • เพิ่ม Refill Station ให้ลูกค้านำภาชนะมาเติมสินค้า เช่น แชมพู สบู่ น้ำยาทำความสะอาด เพื่อลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

4) ปั้น Green Branding ให้ชัดในใจผู้บริโภค

  • ใช้ Storytelling เล่าเรื่องเบื้องหลังแบรนด์ กระบวนการผลิตที่รักษ์โลก

  • ทำคอนเทนต์ให้ความรู้เรื่องการบริโภคอย่างยั่งยืน การเลือกสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ไม่อวยตัวเองเกินจริง จนเสี่ยงโดนมองว่า Greenwashing

5) รวมพลังกับพันธมิตรเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ใหญ่ขึ้น

  • ร่วมบริจาคส่วนหนึ่งของยอดขายให้โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม

  • จับมือกับองค์กรที่ขับเคลื่อน Circular Economy ร่วมพัฒนาโครงการระยะยาว

  • ทำแคมเปญรับซื้อสินค้าคืนมาซ่อมและขายต่อในราคาย่อมเยา

  • สนับสนุนให้ลูกค้าใช้ถุงผ้า หรือนำภาชนะมาเอง เพื่อลดขยะจากบรรจุภัณฑ์

3. Safe Health & Mental Health: สุขภาพกาย-ใจ สำคัญกว่าทุกโปรโมชัน

ยุคนี้คนจำนวนมากเริ่มมองว่า “การดูแลตัวเองคือการลงทุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย” ทำให้เทรนด์รักสุขภาพยังคงแรงต่อเนื่อง ทั้งในมิติร่างกายและสุขภาพจิต

พฤติกรรมสาย Healthy ยุคใหม่

  • ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellbeing)

  • เลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

  • ฉีดวัคซีน เสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคก่อนป่วย

  • ออกกำลังกาย ท่องเที่ยว พักผ่อนเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ

  • ให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance ไม่ทำงานจนลืมชีวิต

ธุรกิจที่ได้อานิสงส์จากเทรนด์สุขภาพมาแรง

กลุ่มที่มีโอกาสโตแบบยาว ๆ ได้แก่

  • อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

  • อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์เสริมโภชนาการ

  • ฟิตเนส และเทคโนโลยีดูแลสุขภาพ

  • บริการ Health & Wellness ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

  • สินค้าและบริการช่วยฮีลใจ เช่น ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ สินค้าออร์แกนิก ฟิตเนสออนไลน์

  • แพลตฟอร์มดูแลสุขภาพกายและใจ และอุปกรณ์ Wearable Tech, Smart Health Devices ต่าง ๆ

ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการที่กระทบต่อสุขภาพโดยตรง เช่น อาหารจานด่วนแคลอรีสูง เครื่องดื่มน้ำตาลจัด หรือบริการที่สวนกระแส Well-being แต่ไม่มีทางเลือกเพื่อสุขภาพเสริมไว้เลย มีโอกาสถูกลูกค้าถอยห่างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

กลยุทธ์: อยากได้ใจสาย Healthy ธุรกิจต้องดีต่อกายและใจจริง ๆ

ธุรกิจที่อยากจับกลุ่มลูกค้าสายสุขภาพ ต้องทำมากกว่าการแปะคำว่า “Healthy” ลงบนแพ็กเกจจิ้ง แต่ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกได้จริง

1) พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สุขภาพดีได้จริง ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์

  • แบรนด์อาหารและเครื่องดื่มควรเพิ่มตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

  • ใช้วัตถุดิบออร์แกนิก ลดสารปรุงแต่งเท่าที่ทำได้

  • เพิ่มไลน์สินค้า Low Sugar, Low Sodium, Plant-Based

  • ใส่ Functional Ingredients หรือ Nutraceuticals ที่ช่วยดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน เช่น บำรุงสมอง ชะลอวัย เสริมภูมิคุ้มกัน หรือช่วยผ่อนคลาย ลดความเครียด

2) เสริมบริการ Health & Wellness ในทุกจุดสัมผัส

โดยเฉพาะโรงแรม ที่พัก หรือธุรกิจที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์:

  • เพิ่มบริการ Wellness Retreat ที่ดูแลทั้งกายและใจ

  • โปรแกรม Meditation, Yoga Retreat, Wellness Spa หรือเก้าอี้นวดไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของบริการหลัก

  • ใช้ประสบการณ์ด้านสุขภาพเป็นจุดขายช่วยปิดการขาย

3) ใช้เทคโนโลยีให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่ายและต่อเนื่อง

  • เพิ่มบริการ Telemedicine ให้ลูกค้าปรึกษาแพทย์ออนไลน์ได้สะดวก

  • สนับสนุนการใช้ Wearable Tech เพื่อติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์

  • เสนอบริการ Health Coaching หรือ AI Health Assistant วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพและแนะนำแนวทางดูแลแบบเฉพาะบุคคล

  • พัฒนาแอปที่ออกแบบโปรแกรมอาหารและการออกกำลังกายให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์แต่ละคน (Customization & Personalization)

4) ใช้คอนเทนต์สุขภาพสร้างทั้งความรู้และความไว้วางใจ

  • ผลิตบทความ คอนเทนต์สั้น วิดีโอ หรือ Live Talk ให้ความรู้เรื่องสุขภาพแบบเข้าใจง่าย

  • ดึง Health Influencer หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และสุขภาพ มาช่วยสื่อสารให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือและจริงใจมากขึ้น

จาก ‘3 เซฟ’ สู่ธุรกิจที่รอด และ “รัน” ได้ในทุกวิกฤต

ถ้ามองภาพรวมของพฤติกรรม 3 เซฟ จะเห็นชัดว่าผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้หยุดใช้เงิน แต่เปลี่ยนวิธีใช้เงินให้ ฉลาด มีเป้าหมาย และมีความหมายมากขึ้น

  • Save Money เพราะอยากบริหารการเงินให้คล่องมือ ไม่ต้องจ่ายเกินจำเป็น

  • Save Earth เพราะอยากมีส่วนร่วมทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น ไม่ใช่แค่เพื่อคนรุ่นนี้ แต่เพื่ออนาคต

  • Safe Health & Mental Health เพราะคุณภาพชีวิตและความสุขยั่งยืนสำคัญกว่าความสะดวกชั่วคราว

ธุรกิจที่เข้าใจและตอบโจทย์ทั้ง 3 ด้านนี้ได้ จะไม่เพียงแค่ “เอาตัวรอด” แต่มีโอกาส เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน แม้เศรษฐกิจจะผันผวนแค่ไหนก็ตาม

บทส่งท้ายสำหรับคนทำธุรกิจและนักการตลาด

ถ้าคุณกำลังวางแผนธุรกิจหรือกลยุทธ์การตลาดในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้ ลองย้อนถามตัวเองให้ครบทั้ง 3 ข้อ:

  • ธุรกิจของคุณช่วยให้ลูกค้า เซฟเงิน ได้อย่างมีคุณค่าไหม?

  • แบรนด์ของคุณทำอะไรเพื่อ เซฟโลก อย่างจริงจังหรือยัง?

  • สินค้าและบริการของคุณช่วย เซฟสุขภาพกายและใจ ของลูกค้าได้มากแค่ไหน?

เมื่อคำตอบชัด กลยุทธ์ก็จะชัด และธุรกิจก็จะมีทิศทางไปสู่การเติบโตที่มั่นคงกว่าเดิมในโลกที่เปลี่ยนเร็วแบบไม่เคยเป็นมาก่อน