จากโชว์รูม 3 แห่ง สู่ผู้นำเบอร์ 1 ของดีลเลอร์กรุ๊ปเบนซ์

กว่า 34 ปีที่ Benz BKK Group ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ เมอร์เซเดส–เบนซ์ (Mercedes-Benz) วันนี้พวกเขาขยับขึ้นมาครองตำแหน่ง อันดับ 1 ด้านยอดขายในกลุ่มดีลเลอร์กรุ๊ป ได้สำเร็จ
ปัจจุบัน Benz BKK Group ดูแลลูกค้ามากกว่า 25,000 ราย ภายใต้การดำเนินงานของโชว์รูม 3 แห่ง คือ
สาขาบางนา
สาขาวิภาวดี
สาขากาญจนาภิเษก
นอกจากเมอร์เซเดส–เบนซ์แล้ว กลุ่มบีเคเคยังขยายพอร์ตไปสู่แบรนด์อื่น ๆ เช่น
BYD กับเครือข่ายโชว์รูม 5 แห่ง
DEEPAL 1 โชว์รูม
NISSAN 1 โชว์รูม
โครงสร้างธุรกิจที่หลากหลายทำให้ BKK Group ไม่ได้พึ่งรายได้จากแบรนด์เดียว แต่สร้างสมดุลจากหลายเซกเมนต์ในตลาดรถยนต์
ตัวเลขไม่เคยโกหก: ทำไมถึงขึ้นเบอร์ 1 ได้
ผู้บริหารกลุ่มยานยนต์ของ BKK Group เปิดมุมมองผลการดำเนินงานในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 โดยชี้ให้เห็นภาพชัดเจนว่า ธุรกิจยังเดินหน้าได้แข็งแรง แม้ตลาดโดยรวมจะชะลอตัว
ผลลัพธ์สำคัญของปี 2568 ในช่วง 3 ไตรมาสแรก คือ
ยอดขายรถใหม่ เมอร์เซเดส–เบนซ์ 621 คัน
ส่วนแบ่งทางการตลาดรถใหม่อยู่ที่ 15.62%
ขณะที่ฝั่ง รถยนต์มือสอง Mercedes-Benz Certified กลับกลายเป็นพระเอกของเรื่องนี้อย่างชัดเจน
ยอดขายรถ Certified อยู่ที่ 311 คัน
เติบโตสูงถึง 32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
บริษัทคาดว่า ทั้งปี 2568 จะปิดส่วนแบ่งการตลาดรวมของเมอร์เซเดส–เบนซ์ที่ราว 18–20% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่วางไว้ และสอดคล้องกับทิศทางของบริษัทแม่ เมอร์เซเดส–เบนซ์ ประเทศไทย ภายใต้นโยบาย “Retail of the future”
ทำไม Benz BKK กล้าดันรถมือสองขึ้นเป็นดาวเด่น

หนึ่งในแกนสำคัญที่ผลักดันให้ BKK Group ยังเติบโตได้ท่ามกลางตลาดที่เริ่มอืด คือการโฟกัสธุรกิจ Mercedes-Benz Certified ซึ่งถูกยกระดับให้เป็น “ธุรกิจเรือธงระยะยาว” ของกลุ่ม
สำหรับปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายรถ Certified ไว้ที่ราว 600 คัน หรือเทียบง่าย ๆ คือ เติบโตมากกว่าเท่าตัวจากปีก่อนหน้า
เหตุผลที่ตลาดรถมือสองระดับพรีเมียมกลับมาคึกคัก เป็นเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปชัดเจน:
ลูกค้าต้องการ ความคุ้มค่ามากขึ้น
ไม่ได้กังวลกับคำว่า “รถใช้แล้ว” เหมือนในอดีต
ยังมี การรับประกันจากโรงงาน คอยรองรับ
รถยนต์ที่เข้ามาในโปรแกรม Certified ส่วนใหญ่มีอายุราว 3–8 ปี
เลขไมล์ไม่เกิน 10,000 กิโลเมตร
ด้วยเงื่อนไขแบบนี้ ทำให้รถมือสองในกลุ่ม Certified ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นรถเก่า แต่กลายเป็น ตัวเลือกฉลาดของลูกค้าที่อยากได้แบรนด์หรูในราคาที่จับต้องได้ขึ้น
อายุการใช้งานรถสั้นลง = โอกาสใหม่ของตลาดมือสอง
ข้อมูลที่น่าสนใจมากคือ พฤติกรรมการใช้รถของลูกค้าเมอร์เซเดส–เบนซ์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
เดิมที ลูกค้ามักใช้รถยาวเฉลี่ยราว 8 ปีต่อคัน
แต่ปัจจุบัน ระยะเวลาการถือครองลดเหลือเพียงประมาณ 4 ปี
เหตุผลหลัก ๆ คือ ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการ ลองรุ่นใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ดีไซน์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ใช้รถคันเดิมจน “คุ้มทุกหยด” แบบสมัยก่อนอีกแล้ว
สำหรับ BKK Group นี่ไม่ใช่ปัญหา แต่มองเป็น โอกาสทองของธุรกิจรถมือสอง เพราะ
รถที่ถูกเปลี่ยนออกยังมีสภาพดี
สามารถนำมาคัดเข้าระบบ Certified
สร้างอัตรากำไรต่อคันที่สูงกว่ารถใหม่
ในภาวะที่ยอดขายรถใหม่ต้องสู้กับสภาพเศรษฐกิจ การมีธุรกิจที่ ให้มาร์จิ้นดีกว่าและใช้ทรัพยากรเดิมได้ จึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกลุ่ม BKK
ปรับตัวสู่ “Retail of the future” ลดเสี่ยงสต๊อกแน่นลาน
ท่ามกลางการปรับโมเดลธุรกิจของเมอร์เซเดส–เบนซ์ สู่แนวทาง Retail of the future ดีลเลอร์อย่าง Benz BKK Group ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานตามไปด้วย
แม้ช่วงแรกอาจมีหลากหลายมุมมอง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน โมเดลใหม่นี้กลับกลายเป็น ผลดีต่อดีลเลอร์อย่างชัดเจน เพราะว่า
ดีลเลอร์ไม่ต้องแบกสต๊อกรถจำนวนมากเหมือนอดีต
โฟกัสที่การทำยอดตามเป้าหมายที่ตกลงกับบริษัทแม่
เมื่อทำได้ตามเกณฑ์ ก็จะได้รับ ผลตอบแทนและโบนัส ตามระบบที่วางไว้
สรุปคือ จากเดิมที่ดีลเลอร์ต้องเสี่ยง “จ่ายก่อน ขายทีหลัง” วันนี้กลายเป็น โมเดลบริหารร่วมกันกับบริษัทแม่ที่ช่วยลดภาระความเสี่ยงด้านสต๊อกลงได้เยอะ
มองไกลกว่ารถหรู: รุกแบรนด์จีน เตรียมรับเกมใหม่ของตลาด
ในปี 2568 นอกจากธุรกิจเมอร์เซเดส–เบนซ์ และรถมือสองที่เติบโตดีแล้ว BKK Group ยังขยายวิสัยทัศน์ไปสู่ตลาดรถยนต์พลังงานใหม่จากจีนด้วย
กลุ่มบีเคเคมีแผนจะเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์สัญชาติจีนแบรนด์ CHERY โดยที่ผ่านมาได้ศึกษาตลาดอย่างจริงจัง และเน้นทำงาน โดยตรงกับบริษัทแม่ของแบรนด์ที่เข้ามาลงทุนเองในไทย
นี่คือสัญญาณชัดว่า BKK Group ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ดีลเลอร์รถยุโรป แต่กำลังก้าวขึ้นไปเป็น ผู้เล่นหลักในตลาดรถยนต์พหุแบรนด์ (Multi-brand Dealer Group) ที่พร้อมปรับตามคลื่นเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์
กลยุทธ์ไตรมาส 4: จากออนไลน์ถึงคอนเสิร์ต มัดใจลูกค้าเก่า–ปลุกลูกค้าที่ห่างหาย
เมื่อการแข่งขันไม่ได้แข่งแค่ “โปรฯ ราคา” แต่แข่งกันที่ ประสบการณ์และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า กลยุทธ์ของ BKK Group ในไตรมาสที่ 4 จึงเน้นไปที่การเชื่อมต่อครบทุกมิติ
1. การตลาดออนไลน์แบบ Personalized
ในโลกที่โฆษณาท่วมฟีด ลูกค้าไม่ได้อยากเห็นข้อความแบบเดียวกันทุกคนอีกต่อไป กลุ่ม BKK จึงเน้น
การทำ Online Marketing แบบ Personalized
สื่อสารให้ตรงกับความสนใจ ไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
2. กิจกรรม Offline ที่จับต้องได้จริง
นอกจากโลกออนไลน์แล้ว BKK Group ยังเชื่อในพลังของ ประสบการณ์จริง จึงจัดกิจกรรม Offline เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสแบรนด์แบบใกล้ชิด พร้อมสร้างความผูกพันระยะยาว
กลยุทธ์หลักคือ
ใช้ CRM ที่แม่นยำ ในการคัดกลุ่มลูกค้า
เจาะกลุ่ม Lapsed Customer หรือกลุ่มลูกค้าที่ห่างหาย ให้กลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์
ใช้ Lifestyle & Engagement Marketing เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างประสบการณ์ที่ลูกค้าจดจำได้
3. ไฮไลต์: The Endless Appreciation Concert
หนึ่งในกิจกรรมที่สะท้อนภาพแบรนด์ได้ชัดคือ “Benz BKK Group : The Endless Appreciation Concert” คอนเสิร์ตสุดพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อลูกค้ากลุ่ม Benz BKK โดยเฉพาะ
งานนี้เจาะกลุ่มลูกค้าราว 5,200 คน ในกลุ่ม Gen X และ Gen Y พร้อมศิลปินชื่อดังหลายคนมาร่วมสร้างบรรยากาศ และเปลี่ยนโชว์รูมรถหรูให้กลายเป็นเวทีแห่งความประทับใจ
สิ่งสำคัญคือ กิจกรรมลักษณะนี้ถูกออกแบบมาไม่ใช่เพื่อ “ความบันเทิงชั่วคราว” เท่านั้น แต่คือ การตอกย้ำว่า Benz BKK Group ให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า มากกว่าการปิดการขายเพียงครั้งเดียว
สรุป: จากดีลเลอร์ขายรถ สู่แบรนด์ที่ขายความมั่นใจและประสบการณ์
เมื่อมองภาพรวมของ Benz BKK Group จะเห็นชัดว่า การขึ้นมาเป็น ดีลเลอร์กรุ๊ปเบอร์ 1 ของเมอร์เซเดส–เบนซ์ ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจากการวางเกมแบบรอบด้าน
ปรับตัวทันกับ Retail of the future ลดภาระสต๊อก
ดัน Mercedes-Benz Certified เป็นเรือธง สร้างมาร์จิ้นและโอกาสใหม่จากพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป
ขยายแบรนด์ไปสู่รถจีนอย่าง CHERY เพื่อรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม
ใช้ Online + Offline + CRM + Lifestyle Marketing เชื่อมความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้ทำให้ Benz BKK Group ไม่ได้ขายแค่รถยนต์ แต่ขาย ความคุ้มค่า ความอุ่นใจ และประสบการณ์ที่ลูกค้ารู้สึกว่า “คุ้มที่จะกลับมาอีกครั้ง”
ในวันที่ตลาดรถเริ่มชะลอ คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่ขายถูกที่สุด แต่คือคนที่ เข้าใจลูกค้ามากที่สุด และปรับตัวได้เร็วที่สุด ซึ่ง Benz BKK Group กำลังพิสูจน์ให้เห็นอยู่ในวันนี้

