รับแอปรับแอป

Benz BKK Group ผงาดเบอร์ 1 เบนซ์ดีลเลอร์กรุ๊ป พลิกเกมด้วยรถมือสอง Certified และกลยุทธ์คอนเสิร์ตมัดใจลูกค้า

ชาญณรงค์ วัฒนศรี01-30

จากโชว์รูม 3 แห่ง สู่ผู้นำเบอร์ 1 ของดีลเลอร์กรุ๊ปเบนซ์

กว่า 34 ปีที่ Benz BKK Group ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ เมอร์เซเดส–เบนซ์ (Mercedes-Benz) วันนี้พวกเขาขยับขึ้นมาครองตำแหน่ง อันดับ 1 ด้านยอดขายในกลุ่มดีลเลอร์กรุ๊ป ได้สำเร็จ

ปัจจุบัน Benz BKK Group ดูแลลูกค้ามากกว่า 25,000 ราย ภายใต้การดำเนินงานของโชว์รูม 3 แห่ง คือ

  • สาขาบางนา

  • สาขาวิภาวดี

  • สาขากาญจนาภิเษก

นอกจากเมอร์เซเดส–เบนซ์แล้ว กลุ่มบีเคเคยังขยายพอร์ตไปสู่แบรนด์อื่น ๆ เช่น

  • BYD กับเครือข่ายโชว์รูม 5 แห่ง

  • DEEPAL 1 โชว์รูม

  • NISSAN 1 โชว์รูม

โครงสร้างธุรกิจที่หลากหลายทำให้ BKK Group ไม่ได้พึ่งรายได้จากแบรนด์เดียว แต่สร้างสมดุลจากหลายเซกเมนต์ในตลาดรถยนต์

ตัวเลขไม่เคยโกหก: ทำไมถึงขึ้นเบอร์ 1 ได้

ผู้บริหารกลุ่มยานยนต์ของ BKK Group เปิดมุมมองผลการดำเนินงานในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 โดยชี้ให้เห็นภาพชัดเจนว่า ธุรกิจยังเดินหน้าได้แข็งแรง แม้ตลาดโดยรวมจะชะลอตัว

ผลลัพธ์สำคัญของปี 2568 ในช่วง 3 ไตรมาสแรก คือ

  • ยอดขายรถใหม่ เมอร์เซเดส–เบนซ์ 621 คัน

  • ส่วนแบ่งทางการตลาดรถใหม่อยู่ที่ 15.62%

ขณะที่ฝั่ง รถยนต์มือสอง Mercedes-Benz Certified กลับกลายเป็นพระเอกของเรื่องนี้อย่างชัดเจน

  • ยอดขายรถ Certified อยู่ที่ 311 คัน

  • เติบโตสูงถึง 32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

บริษัทคาดว่า ทั้งปี 2568 จะปิดส่วนแบ่งการตลาดรวมของเมอร์เซเดส–เบนซ์ที่ราว 18–20% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่วางไว้ และสอดคล้องกับทิศทางของบริษัทแม่ เมอร์เซเดส–เบนซ์ ประเทศไทย ภายใต้นโยบาย “Retail of the future”

ทำไม Benz BKK กล้าดันรถมือสองขึ้นเป็นดาวเด่น

หนึ่งในแกนสำคัญที่ผลักดันให้ BKK Group ยังเติบโตได้ท่ามกลางตลาดที่เริ่มอืด คือการโฟกัสธุรกิจ Mercedes-Benz Certified ซึ่งถูกยกระดับให้เป็น “ธุรกิจเรือธงระยะยาว” ของกลุ่ม

สำหรับปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายรถ Certified ไว้ที่ราว 600 คัน หรือเทียบง่าย ๆ คือ เติบโตมากกว่าเท่าตัวจากปีก่อนหน้า

เหตุผลที่ตลาดรถมือสองระดับพรีเมียมกลับมาคึกคัก เป็นเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปชัดเจน:

  • ลูกค้าต้องการ ความคุ้มค่ามากขึ้น

  • ไม่ได้กังวลกับคำว่า “รถใช้แล้ว” เหมือนในอดีต

  • ยังมี การรับประกันจากโรงงาน คอยรองรับ

  • รถยนต์ที่เข้ามาในโปรแกรม Certified ส่วนใหญ่มีอายุราว 3–8 ปี

  • เลขไมล์ไม่เกิน 10,000 กิโลเมตร

ด้วยเงื่อนไขแบบนี้ ทำให้รถมือสองในกลุ่ม Certified ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นรถเก่า แต่กลายเป็น ตัวเลือกฉลาดของลูกค้าที่อยากได้แบรนด์หรูในราคาที่จับต้องได้ขึ้น

อายุการใช้งานรถสั้นลง = โอกาสใหม่ของตลาดมือสอง

ข้อมูลที่น่าสนใจมากคือ พฤติกรรมการใช้รถของลูกค้าเมอร์เซเดส–เบนซ์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

  • เดิมที ลูกค้ามักใช้รถยาวเฉลี่ยราว 8 ปีต่อคัน

  • แต่ปัจจุบัน ระยะเวลาการถือครองลดเหลือเพียงประมาณ 4 ปี

เหตุผลหลัก ๆ คือ ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการ ลองรุ่นใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ดีไซน์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ใช้รถคันเดิมจน “คุ้มทุกหยด” แบบสมัยก่อนอีกแล้ว

สำหรับ BKK Group นี่ไม่ใช่ปัญหา แต่มองเป็น โอกาสทองของธุรกิจรถมือสอง เพราะ

  • รถที่ถูกเปลี่ยนออกยังมีสภาพดี

  • สามารถนำมาคัดเข้าระบบ Certified

  • สร้างอัตรากำไรต่อคันที่สูงกว่ารถใหม่

ในภาวะที่ยอดขายรถใหม่ต้องสู้กับสภาพเศรษฐกิจ การมีธุรกิจที่ ให้มาร์จิ้นดีกว่าและใช้ทรัพยากรเดิมได้ จึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกลุ่ม BKK

ปรับตัวสู่ “Retail of the future” ลดเสี่ยงสต๊อกแน่นลาน

ท่ามกลางการปรับโมเดลธุรกิจของเมอร์เซเดส–เบนซ์ สู่แนวทาง Retail of the future ดีลเลอร์อย่าง Benz BKK Group ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานตามไปด้วย

แม้ช่วงแรกอาจมีหลากหลายมุมมอง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน โมเดลใหม่นี้กลับกลายเป็น ผลดีต่อดีลเลอร์อย่างชัดเจน เพราะว่า

  • ดีลเลอร์ไม่ต้องแบกสต๊อกรถจำนวนมากเหมือนอดีต

  • โฟกัสที่การทำยอดตามเป้าหมายที่ตกลงกับบริษัทแม่

  • เมื่อทำได้ตามเกณฑ์ ก็จะได้รับ ผลตอบแทนและโบนัส ตามระบบที่วางไว้

สรุปคือ จากเดิมที่ดีลเลอร์ต้องเสี่ยง “จ่ายก่อน ขายทีหลัง” วันนี้กลายเป็น โมเดลบริหารร่วมกันกับบริษัทแม่ที่ช่วยลดภาระความเสี่ยงด้านสต๊อกลงได้เยอะ

มองไกลกว่ารถหรู: รุกแบรนด์จีน เตรียมรับเกมใหม่ของตลาด

ในปี 2568 นอกจากธุรกิจเมอร์เซเดส–เบนซ์ และรถมือสองที่เติบโตดีแล้ว BKK Group ยังขยายวิสัยทัศน์ไปสู่ตลาดรถยนต์พลังงานใหม่จากจีนด้วย

กลุ่มบีเคเคมีแผนจะเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์สัญชาติจีนแบรนด์ CHERY โดยที่ผ่านมาได้ศึกษาตลาดอย่างจริงจัง และเน้นทำงาน โดยตรงกับบริษัทแม่ของแบรนด์ที่เข้ามาลงทุนเองในไทย

นี่คือสัญญาณชัดว่า BKK Group ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ดีลเลอร์รถยุโรป แต่กำลังก้าวขึ้นไปเป็น ผู้เล่นหลักในตลาดรถยนต์พหุแบรนด์ (Multi-brand Dealer Group) ที่พร้อมปรับตามคลื่นเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์

กลยุทธ์ไตรมาส 4: จากออนไลน์ถึงคอนเสิร์ต มัดใจลูกค้าเก่า–ปลุกลูกค้าที่ห่างหาย

เมื่อการแข่งขันไม่ได้แข่งแค่ “โปรฯ ราคา” แต่แข่งกันที่ ประสบการณ์และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า กลยุทธ์ของ BKK Group ในไตรมาสที่ 4 จึงเน้นไปที่การเชื่อมต่อครบทุกมิติ

1. การตลาดออนไลน์แบบ Personalized

ในโลกที่โฆษณาท่วมฟีด ลูกค้าไม่ได้อยากเห็นข้อความแบบเดียวกันทุกคนอีกต่อไป กลุ่ม BKK จึงเน้น

  • การทำ Online Marketing แบบ Personalized

  • สื่อสารให้ตรงกับความสนใจ ไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

2. กิจกรรม Offline ที่จับต้องได้จริง

นอกจากโลกออนไลน์แล้ว BKK Group ยังเชื่อในพลังของ ประสบการณ์จริง จึงจัดกิจกรรม Offline เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสแบรนด์แบบใกล้ชิด พร้อมสร้างความผูกพันระยะยาว

กลยุทธ์หลักคือ

  • ใช้ CRM ที่แม่นยำ ในการคัดกลุ่มลูกค้า

  • เจาะกลุ่ม Lapsed Customer หรือกลุ่มลูกค้าที่ห่างหาย ให้กลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์

  • ใช้ Lifestyle & Engagement Marketing เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างประสบการณ์ที่ลูกค้าจดจำได้

3. ไฮไลต์: The Endless Appreciation Concert

หนึ่งในกิจกรรมที่สะท้อนภาพแบรนด์ได้ชัดคือ “Benz BKK Group : The Endless Appreciation Concert” คอนเสิร์ตสุดพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อลูกค้ากลุ่ม Benz BKK โดยเฉพาะ

งานนี้เจาะกลุ่มลูกค้าราว 5,200 คน ในกลุ่ม Gen X และ Gen Y พร้อมศิลปินชื่อดังหลายคนมาร่วมสร้างบรรยากาศ และเปลี่ยนโชว์รูมรถหรูให้กลายเป็นเวทีแห่งความประทับใจ

สิ่งสำคัญคือ กิจกรรมลักษณะนี้ถูกออกแบบมาไม่ใช่เพื่อ “ความบันเทิงชั่วคราว” เท่านั้น แต่คือ การตอกย้ำว่า Benz BKK Group ให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า มากกว่าการปิดการขายเพียงครั้งเดียว

สรุป: จากดีลเลอร์ขายรถ สู่แบรนด์ที่ขายความมั่นใจและประสบการณ์

เมื่อมองภาพรวมของ Benz BKK Group จะเห็นชัดว่า การขึ้นมาเป็น ดีลเลอร์กรุ๊ปเบอร์ 1 ของเมอร์เซเดส–เบนซ์ ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจากการวางเกมแบบรอบด้าน

  • ปรับตัวทันกับ Retail of the future ลดภาระสต๊อก

  • ดัน Mercedes-Benz Certified เป็นเรือธง สร้างมาร์จิ้นและโอกาสใหม่จากพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป

  • ขยายแบรนด์ไปสู่รถจีนอย่าง CHERY เพื่อรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม

  • ใช้ Online + Offline + CRM + Lifestyle Marketing เชื่อมความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้ทำให้ Benz BKK Group ไม่ได้ขายแค่รถยนต์ แต่ขาย ความคุ้มค่า ความอุ่นใจ และประสบการณ์ที่ลูกค้ารู้สึกว่า “คุ้มที่จะกลับมาอีกครั้ง”

ในวันที่ตลาดรถเริ่มชะลอ คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่ขายถูกที่สุด แต่คือคนที่ เข้าใจลูกค้ามากที่สุด และปรับตัวได้เร็วที่สุด ซึ่ง Benz BKK Group กำลังพิสูจน์ให้เห็นอยู่ในวันนี้