รับแอปรับแอป

ทำไมคนไทยเริ่มเมินเกาหลีใต้? เปิดมุมมองใหม่ที่สายเที่ยวต้องคิดให้ดี

ปริญญา ทองคำ01-31

เกาหลีใต้จากทริปในฝัน…สู่จุดที่คนไทยเริ่มลังเล

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถ้าพูดถึงทริปต่างประเทศในเอเชีย เชื่อว่าหลายคนต้องเคยปักหมุดว่า “ทริปแรกขอไปเกาหลีใต้ก่อน”

เดินทางไม่ยาก ค่าใช้จ่ายไม่แรงเท่าญี่ปุ่น ได้ฟีลโลเคชั่นในซีรีส์ ไปตามรอยโอปป้า คาเฟ่เกาหลี ร้านชาบู หมูย่าง คือแพลนที่แทบจะอยู่ในลิสต์ของนักท่องเที่ยวไทยทุกคน

แต่วันนี้บรรยากาศเปลี่ยนไปแบบรู้สึกได้ หลายคนเริ่มถามว่า

“เกาหลีใต้มันยังน่าไปอยู่ไหม?”

โดยเฉพาะหลังจากมีข่าว ผีน้อยไทย, การคุมเข้ม ตม. และดราม่าหน้าด่านสนามบิน จนภาพลักษณ์นักท่องเที่ยวไทยดูแย่ในสายตาทางการเกาหลีใต้ไปแบบเลี่ยงไม่ได้

บทความนี้เลยขอหยิบมุมมองจากประสบการณ์ตรงของคนที่เพิ่งไปเกาหลีมาอีกครั้งหลังหายไป 2 ปี มาดูให้ชัดกันว่า เกิดอะไรขึ้นกับความฮอตของเกาหลีใต้ในสายตาคนไทย

ปรากฏการณ์ “เกาหลีไม่ฮอตเหมือนเดิม” เกิดขึ้นได้ยังไง

ทุกวันนี้ หลายคนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่า เกาหลีใต้มีกิจกรรมอะไรนอกจาก K-Pop กับซีรีส์

จากประเทศยอดฮิตอันดับต้นๆ กลายเป็นจุดหมายที่ถูกถามเยอะมากว่า

  • ไปแล้วจะโดน ตม. ตมุตรวจอะไรบ้าง

  • จะโดนส่งกลับไหม ทั้งที่ตั้งใจไปเที่ยวจริงๆ

  • ทำไมคนเริ่มเลี่ยงไปเที่ยวประเทศอื่นแทน

ในขณะเดียวกัน กระแสของประเทศคู่แข่งอย่าง จีน กลับพุ่งขึ้นแบบเห็นภาพชัด ทั้งจากทัวร์และเที่ยวเอง คอนเทนต์รีวิวเชิงบวกไหลมาเรื่อยๆ แถม ฟรีวีซ่าสำหรับคนไทย ยิ่งดึงคนให้หันไปลองเส้นทางใหม่ๆ แทนเกาหลี

ทั้งหมดนี้ ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับเกาหลีใต้มากขึ้นกว่าเดิม

เหตุผลหลักที่ทำให้เกาหลีใต้ฮอตน้อยลงในสายตาคนไทย

สรุปแบบเข้าใจง่าย เหตุผลที่ทำให้กระแสเที่ยวเกาหลีแผ่วลง มีทั้งเรื่องความรู้สึกและข้อเท็จจริงที่เจอกันมาจริงๆ โดยสามารถจัดออกมาเป็นประเด็นใหญ่ๆ แบบนี้

1. การถูกปฏิเสธเข้าประเทศจาก ตม. เกาหลีใต้

หลายคนเคยเห็นหรือเคยเจอเองกับตัว ว่าถูก ปฏิเสธการเข้าเมืองแบบไม่รู้เหตุผล

  • บางคนโดนเรียกไปสอบถามนานๆ

  • บางคนต้องนั่งรอแบบเครียดๆ ไม่รู้ชะตากรรม

  • บางคนจบด้วยการถูกส่งกลับ ทั้งที่เตรียมเอกสารทุกอย่างดีแล้ว

ความไม่แน่นอนตรงนี้แหละ ที่ทำให้คนไทยจำนวนมากรู้สึกว่า “ไม่คุ้มเสี่ยง”

2. ระบบ K-ETA ที่เพิ่มความยุ่งยาก

ระบบ K-ETA หรือ Korea Electronic Travel Authorization กลายเป็นด่านแรกที่ทำให้หลายคนถอนหายใจ

  • ต้องกรอกข้อมูลยาวเหยียด

  • มีค่าธรรมเนียมเพิ่ม

  • บางคนถูกปฏิเสธทั้งที่คิดว่าตัวเองไม่มีปัญหาอะไร

จากเดิมที่การไปเกาหลีดูง่ายและคล่องตัว กลายเป็นทริปที่ต้องลุ้นตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเครื่อง

3. จำนวนนักท่องเที่ยวไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ถ้าเทียบกับช่วงก่อนโควิด จะเห็นว่าคนไทยไปเกาหลีน้อยลงจริงๆ ส่วนหนึ่งมาจาก

  • เศรษฐกิจตึงมือ ใช้เงินต้องคิดเยอะขึ้น

  • ข่าว ตม. ส่งกลับ ทำให้คนไม่กล้าเสี่ยง

  • ประเทศอื่นเริ่มเปล่งประกายมากขึ้น โดยเฉพาะ จีนที่ฟรีวีซ่า และมีสถานที่เที่ยวใหม่ๆ ให้ค้นหา

4. ความกลัวเรื่องการลักลอบไปเป็นผีน้อย

ถึงแม้จะไม่ใช่นักท่องเที่ยวทุกคน แต่ภาพจำเรื่อง คนไทยลักลอบไปทำงานผิดกฎหมาย ก็กลายเป็นประเด็นใหญ่

  • ทำให้เกาหลีเข้มงวดกับคนไทยมากขึ้น

  • คนที่ตั้งใจไปเที่ยวก็โดนเหมารวมไปด้วย

  • ภาพลักษณ์คนไทยในสายตาคนเกาหลีบางส่วนเลยติดลบไปโดยปริยาย

5. ประสบการณ์แย่ๆ ที่ถูกแชร์เต็มโซเชียล

ยุคนี้อะไรไม่ดี แป๊บเดียวก็ไวรัล

  • เรื่องถูก ตม. พูดจาไม่ดี

  • ถูกกดดันให้ซื้อของแพงในบางทัวร์หรือบางร้าน

  • ถูกปฏิบัติไม่ดีจากบางคนในพื้นที่

ยิ่งมีเคสแย่ๆ ถูกแชร์ต่อกันมากเท่าไหร่ คนที่กำลังลังเลว่าจะไปดีไหม ก็ยิ่งถอยห่างออกมามากเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว คนไทยส่วนใหญ่กลัวอะไรเวลาไปเกาหลี?

ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด เหตุผลที่หลายคนเมินเกาหลีคือคำเดียวเลยว่า “กลัวไม่ผ่าน ตม.”

  • ทั้งคนที่ตั้งใจไปเที่ยวจริงๆ

  • และคนที่คิดจะไปเป็นผีน้อย

ทุกคนต่างรู้สึกว่าเส้นนี้ เสี่ยงและไม่แน่นอนเกินไป โดยเฉพาะหลังโควิดเป็นต้นมา คำถามจากลูกค้าที่อยากไปเที่ยวเกาหลีมักจบที่

“พี่ แล้วจะโดนส่งกลับไหมอ่ะ?”

ในอีกมุมหนึ่ง ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ บินเข้าออกเกาหลีได้แบบชิลๆ

  • ไปทำสวย ศัลยกรรม ทำผิว

  • ไปช้อปปิ้งแบบจัดเต็ม

  • ไปตามร้านอาหาร คาเฟ่ ท่องเมือง

กลุ่มนี้แทบไม่ค่อยกลัวอะไร เพราะตั้งใจไปในฐานะ “นักท่องเที่ยว” แบบชัดเจน ไปใช้เงิน ไม่ได้คิดจะอยู่ต่อแบบผิดกฎหมาย

มุมกลับที่หลายคนไม่คาดคิด: พอคนไทยน้อยลง เกาหลีเที่ยวสนุกขึ้น?

ในการกลับไปเกาหลีครั้งล่าสุดหลังห่างไป 2 ปี สิ่งที่รู้สึกได้ชัดคือ บรรยากาศมันดีขึ้นกว่าที่คิด

คนเวียดนาม ไต้หวัน อินเดีย และฝั่งยุโรปเยอะมาก แต่ความวุ่นวายกลับน้อยลงอย่างน่าแปลกใจ

เลยลองสรุปออกมาเป็นข้อๆ ว่า ตอนนี้เกาหลีมันดีขึ้นยังไง

1. สถานที่ท่องเที่ยวคนน้อยลง แต่บรรยากาศดีขึ้นเยอะ

  • ได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ไม่ต้องเบียดกับคลื่นนักท่องเที่ยวเหมือนเมื่อก่อน

  • หามุมถ่ายรูปสวยๆ ง่ายขึ้น ไม่ต้องแย่งโลเคชั่น

  • คนที่เขินกล้องก็ปล่อยของได้เต็มที่

  • จุดยอดฮิตที่เคยต้องต่อคิวนานๆ ตอนนี้ใช้เวลาน้อยลงเยอะ

2. อาหารท้องถิ่นอร่อยขึ้น ทั้งรสชาติและบรรยากาศ

  • รสชาติยังดีเหมือนเดิม แต่บรรยากาศรอบตัวคือดีขึ้นชัดเจน

  • ไม่ค่อยรู้สึกถึงสายตาบูลลี่หรือการมองแบบติดลบเหมือนบางช่วงก่อนหน้านี้

  • การบริการของหลายร้านดูน่ารักและเป็นมิตรมากขึ้น

3. การเดินทางไม่ต่างจากเดิม แต่ความรู้สึกดีขึ้น

  • ใช้รถไฟใต้ดินก็ยังสะดวกเหมือนเคย

  • จุดที่ต่างคือเรื่องแท็กซี่ ที่แต่ก่อนมักเลือกผู้โดยสาร ตอนนี้ส่วนใหญ่ เรียกแล้วรับเลย

4. ช้อปปิ้งสบายมาก ของไม่ขาด ไม่ต้องแย่งใคร

  • ไปร้านไหน ก็มีของให้เลือกครบ

  • ของยอดฮิตในหมู่คนไทยก็ยังมีสต็อก ไม่ต้องแย่งกันหยิบ

  • สายช้อปแทบจะเดินเพลินแบบไม่ต้องวางแผนเผื่อแย่งของเหมือนหลายปีก่อน

5. นักทำคอนเทนต์ถูกใจ เพราะไทยไปน้อย คอนเทนต์เลยไม่ซ้ำ

  • ถ่ายตรงไหนก็รู้สึกใหม่ในสายตาคนไทย

  • ไอเดียรีวิวหรือภาพที่ได้มีความแตกต่าง ไม่ต้องกลัวว่าคนจะเบื่อเพราะเห็นวนไปวนมา

6. สายทัวร์และสายโรงแรมมีอิสระเลือกมากขึ้น

  • ราคาตั๋วเครื่องบินไม่ได้แรงเวอร์จนเอื้อมไม่ถึง

  • โรงแรมมีตัวเลือกเยอะกว่าสมัยฮอตจัดๆ

  • เมื่อทัวร์ไทยน้อยลง การจองห้องเลยไม่แน่นเหมือนก่อน จิ้มงบ จิ้มสไตล์ได้มากขึ้น

เมื่อก่อนต่อให้มีเงิน แต่ไม่ได้แปลว่าจะมีห้องให้พักเสมอ ยิ่งเทียบกับสถานการณ์ในญี่ปุ่นตอนนี้ จะเห็นภาพชัดเลยว่าช่วงที่ประเทศไหนบูมมากๆ ความแย่งชิงก็ตามมาเป็นแพ็กคู่

จากเกาหลีไปสู่ประเทศอื่น: วงจรเดิมที่กำลังเริ่มซ้ำ

การกลับไปเที่ยวเกาหลีรอบนี้ ทำให้รู้สึกเหมือนได้ “อิ่มเกาหลี” แบบที่เคยรู้สึกเมื่อ 6–7 ปีก่อน

ในขณะเดียวกัน หลายประเทศที่กำลังบูมตอนนี้ ก็ดูเหมือนกำลังเดินเข้าสู่วงจรเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับเกาหลีในอดีต

  • คนไปเยอะขึ้น

  • ความวุ่นวายตามมา

  • เรื่องวินัย การเคารพกฎ เริ่มถูกจับตามองมากขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกรณี ป้ายบังวิวภูเขาไฟฟูจิ ที่ญี่ปุ่น จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เดินข้ามไปมาในจุดเสี่ยงจนคนท้องถิ่นทนไม่ไหว ต้องออกมาตั้งกติกาใหม่

แม้คนที่ทำจะไม่ได้มีแค่คนไทย แต่ช่วงที่ข่าวดัง คนไทยไปเยอะ เลยถูกจับตามองเป็นพิเศษ และแน่นอนว่ากระแสกดดันจากคนในพื้นที่ก็พุ่งมาหาเราหนักกว่าปกติ

พอเคสแบบนี้เกิดขึ้นที่หนึ่งแล้ว ก็จะเริ่มกระจายแรงกดดันไปยังเมืองอื่นๆ ประเทศอื่นๆ ที่คนไทยนิยมไปเที่ยวด้วย

ด้านหนึ่ง ช่วงนี้ข่าวผีน้อยเริ่มโผล่มากขึ้นจากประเทศอื่น เพราะเมื่อเกาหลีเริ่มเสี่ยง คนที่อยากไปทำงานต่างแดนแบบไม่ตรงกฎหมายก็แค่ “เปลี่ยนจุดหมาย”

เมื่อจำนวนคนที่ไปมากขึ้น ปัญหาก็มีโอกาสปะทุจนกลายเป็นข่าว เหมือนที่เราเคยเห็นในเคสเกาหลีแทบจะเป๊ะๆ เพียงแต่แต่ละประเทศอาจใช้วิธีจัดการต่างกัน

ทำไมเกาหลีถึงยังวุ่นวายเรื่อง ตม. ไม่จบไม่สิ้น

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะเริ่มเห็นภาพแล้วว่า ทำไมดราม่าเรื่อง ตม. เกาหลี ถึงไม่มีวันหายไปจริงๆ

  • เพราะมีทั้งคนที่ตั้งใจไปเที่ยวจริงๆ

  • และคนที่ตั้งใจไปเป็นผีน้อย

  • ฝั่งเกาหลีเองก็ต้องเข้มเพื่อคุมปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย

คนที่ผ่านง่าย ทริปจบสวย มักไม่ค่อยเอาเรื่องมาเล่ามากเท่าไหร่ เลยเห็นแต่ เคสดราม่าบนสื่อโซเชียล จนเกิดภาพจำด้านเดียว

พอคอนเทนต์ด้านลบออกมามากขึ้น คนที่กำลังคิดจะไปเกาหลีก็เลยถามตัวเองว่า

“ทำไมต้องเสี่ยงกับประเทศที่อะไรไม่แน่นอน ในเมื่อมีที่อื่นให้ไปง่ายกว่า ชิลกว่า ถูกใจกว่า”

สำหรับหลายคน นี่แหละคือเหตุผลชัดๆ ที่ทำให้ เลิกคิดถึงเกาหลีใต้เป็นตัวเลือกแรก

แล้วควรยังไปเกาหลีไหม? มุมมองฝากถึงคนที่กำลังลังเล

จริงๆ แล้วการไปเกาหลีทุกวันนี้ ไม่ได้มีคำตอบตายตัวว่า “ควรไป” หรือ “ไม่ควรไป”

สิ่งที่น่าจะช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นคือ การถามตัวเองก่อนว่า

  • เราตั้งใจไป เที่ยวจริงๆ หรือมีแผนอื่นแอบแฝง

  • เราพร้อมรับความเสี่ยงเรื่อง ตม. แค่ไหน

  • เราโอเคไหม ถ้าต้องเผชิญความไม่แน่นอนบางอย่างตั้งแต่เหยียบสนามบิน

ถ้าตั้งใจไปเที่ยวแบบใสๆ เตรียมเอกสารให้ครบ ทำใจให้สบาย ไม่โกหก ไม่บิดเบือน เกาหลีใต้ก็ยังเป็นประเทศที่ ให้ประสบการณ์ดีๆ ได้อยู่ เพียงแต่ต้องยอมรับว่าเส้นทางนี้ไม่ได้เบาสบายเหมือนเมื่อก่อน

ทิ้งท้ายไว้ให้คิด: เราอยากเป็นนักท่องเที่ยวแบบไหนในสายตาโลก

ในยุคที่ข่าวไวรัลเร็วกว่ากระเป๋าโหลดใต้เครื่อง เรื่องพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจากแต่ละประเทศจึงถูกจับตามองมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

คนไทยเองก็อยู่ในสปอตไลต์มากขึ้น ทั้งจากกระแสเที่ยวต่างประเทศที่บูม และข่าวด้านลบที่ถูกแชร์วนไปมา

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะช่วยให้การเที่ยวของเราราบรื่นขึ้น ไม่ใช่แค่ดวงหรือโชคที่ ตม. แต่คือ

  • ความรับผิดชอบในฐานะนักท่องเที่ยว

  • การเคารพกฎของประเทศปลายทาง

  • การบริโภคข่าวอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ตื่นตูม แต่ก็ไม่มองข้ามความจริง

ใครที่กำลังลังเลกับเกาหลี ลองใช้บทความนี้เป็น ตัวช่วยทบทวนใจตัวเองอีกที ว่าเราพร้อมเจออะไรแบบไหน และเราคาดหวังอะไรจากทริปนั้นกันแน่

ถ้าคุณรู้สึกคล้ายๆ กัน หรือมีประสบการณ์ที่มองเกาหลีต่างไปจากนี้ ลองหยิบไปเล่าต่อ แชร์ต่อ ปรับใช้กับแพลนทริปของตัวเองได้เต็มที่เลย

เพราะสุดท้ายแล้ว โลกมันกว้าง ทริปมันยาว และจุดหมายปลายทางก็มีให้เลือกมากกว่าประเทศเดียวเสมอ