เกาหลีใต้จากทริปในฝัน…สู่จุดที่คนไทยเริ่มลังเล
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถ้าพูดถึงทริปต่างประเทศในเอเชีย เชื่อว่าหลายคนต้องเคยปักหมุดว่า “ทริปแรกขอไปเกาหลีใต้ก่อน”
เดินทางไม่ยาก ค่าใช้จ่ายไม่แรงเท่าญี่ปุ่น ได้ฟีลโลเคชั่นในซีรีส์ ไปตามรอยโอปป้า คาเฟ่เกาหลี ร้านชาบู หมูย่าง คือแพลนที่แทบจะอยู่ในลิสต์ของนักท่องเที่ยวไทยทุกคน
แต่วันนี้บรรยากาศเปลี่ยนไปแบบรู้สึกได้ หลายคนเริ่มถามว่า
“เกาหลีใต้มันยังน่าไปอยู่ไหม?”
โดยเฉพาะหลังจากมีข่าว ผีน้อยไทย, การคุมเข้ม ตม. และดราม่าหน้าด่านสนามบิน จนภาพลักษณ์นักท่องเที่ยวไทยดูแย่ในสายตาทางการเกาหลีใต้ไปแบบเลี่ยงไม่ได้
บทความนี้เลยขอหยิบมุมมองจากประสบการณ์ตรงของคนที่เพิ่งไปเกาหลีมาอีกครั้งหลังหายไป 2 ปี มาดูให้ชัดกันว่า เกิดอะไรขึ้นกับความฮอตของเกาหลีใต้ในสายตาคนไทย
ปรากฏการณ์ “เกาหลีไม่ฮอตเหมือนเดิม” เกิดขึ้นได้ยังไง
ทุกวันนี้ หลายคนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่า เกาหลีใต้มีกิจกรรมอะไรนอกจาก K-Pop กับซีรีส์
จากประเทศยอดฮิตอันดับต้นๆ กลายเป็นจุดหมายที่ถูกถามเยอะมากว่า
ไปแล้วจะโดน ตม. ตมุตรวจอะไรบ้าง
จะโดนส่งกลับไหม ทั้งที่ตั้งใจไปเที่ยวจริงๆ
ทำไมคนเริ่มเลี่ยงไปเที่ยวประเทศอื่นแทน
ในขณะเดียวกัน กระแสของประเทศคู่แข่งอย่าง จีน กลับพุ่งขึ้นแบบเห็นภาพชัด ทั้งจากทัวร์และเที่ยวเอง คอนเทนต์รีวิวเชิงบวกไหลมาเรื่อยๆ แถม ฟรีวีซ่าสำหรับคนไทย ยิ่งดึงคนให้หันไปลองเส้นทางใหม่ๆ แทนเกาหลี
ทั้งหมดนี้ ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับเกาหลีใต้มากขึ้นกว่าเดิม
เหตุผลหลักที่ทำให้เกาหลีใต้ฮอตน้อยลงในสายตาคนไทย
สรุปแบบเข้าใจง่าย เหตุผลที่ทำให้กระแสเที่ยวเกาหลีแผ่วลง มีทั้งเรื่องความรู้สึกและข้อเท็จจริงที่เจอกันมาจริงๆ โดยสามารถจัดออกมาเป็นประเด็นใหญ่ๆ แบบนี้
1. การถูกปฏิเสธเข้าประเทศจาก ตม. เกาหลีใต้
หลายคนเคยเห็นหรือเคยเจอเองกับตัว ว่าถูก ปฏิเสธการเข้าเมืองแบบไม่รู้เหตุผล
บางคนโดนเรียกไปสอบถามนานๆ
บางคนต้องนั่งรอแบบเครียดๆ ไม่รู้ชะตากรรม
บางคนจบด้วยการถูกส่งกลับ ทั้งที่เตรียมเอกสารทุกอย่างดีแล้ว
ความไม่แน่นอนตรงนี้แหละ ที่ทำให้คนไทยจำนวนมากรู้สึกว่า “ไม่คุ้มเสี่ยง”
2. ระบบ K-ETA ที่เพิ่มความยุ่งยาก
ระบบ K-ETA หรือ Korea Electronic Travel Authorization กลายเป็นด่านแรกที่ทำให้หลายคนถอนหายใจ
ต้องกรอกข้อมูลยาวเหยียด
มีค่าธรรมเนียมเพิ่ม
บางคนถูกปฏิเสธทั้งที่คิดว่าตัวเองไม่มีปัญหาอะไร
จากเดิมที่การไปเกาหลีดูง่ายและคล่องตัว กลายเป็นทริปที่ต้องลุ้นตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเครื่อง
3. จำนวนนักท่องเที่ยวไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ถ้าเทียบกับช่วงก่อนโควิด จะเห็นว่าคนไทยไปเกาหลีน้อยลงจริงๆ ส่วนหนึ่งมาจาก
เศรษฐกิจตึงมือ ใช้เงินต้องคิดเยอะขึ้น
ข่าว ตม. ส่งกลับ ทำให้คนไม่กล้าเสี่ยง
ประเทศอื่นเริ่มเปล่งประกายมากขึ้น โดยเฉพาะ จีนที่ฟรีวีซ่า และมีสถานที่เที่ยวใหม่ๆ ให้ค้นหา
4. ความกลัวเรื่องการลักลอบไปเป็นผีน้อย
ถึงแม้จะไม่ใช่นักท่องเที่ยวทุกคน แต่ภาพจำเรื่อง คนไทยลักลอบไปทำงานผิดกฎหมาย ก็กลายเป็นประเด็นใหญ่
ทำให้เกาหลีเข้มงวดกับคนไทยมากขึ้น
คนที่ตั้งใจไปเที่ยวก็โดนเหมารวมไปด้วย
ภาพลักษณ์คนไทยในสายตาคนเกาหลีบางส่วนเลยติดลบไปโดยปริยาย
5. ประสบการณ์แย่ๆ ที่ถูกแชร์เต็มโซเชียล
ยุคนี้อะไรไม่ดี แป๊บเดียวก็ไวรัล
เรื่องถูก ตม. พูดจาไม่ดี
ถูกกดดันให้ซื้อของแพงในบางทัวร์หรือบางร้าน
ถูกปฏิบัติไม่ดีจากบางคนในพื้นที่
ยิ่งมีเคสแย่ๆ ถูกแชร์ต่อกันมากเท่าไหร่ คนที่กำลังลังเลว่าจะไปดีไหม ก็ยิ่งถอยห่างออกมามากเท่านั้น
สุดท้ายแล้ว คนไทยส่วนใหญ่กลัวอะไรเวลาไปเกาหลี?
ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด เหตุผลที่หลายคนเมินเกาหลีคือคำเดียวเลยว่า “กลัวไม่ผ่าน ตม.”
ทั้งคนที่ตั้งใจไปเที่ยวจริงๆ
และคนที่คิดจะไปเป็นผีน้อย
ทุกคนต่างรู้สึกว่าเส้นนี้ เสี่ยงและไม่แน่นอนเกินไป โดยเฉพาะหลังโควิดเป็นต้นมา คำถามจากลูกค้าที่อยากไปเที่ยวเกาหลีมักจบที่
“พี่ แล้วจะโดนส่งกลับไหมอ่ะ?”
ในอีกมุมหนึ่ง ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ บินเข้าออกเกาหลีได้แบบชิลๆ
ไปทำสวย ศัลยกรรม ทำผิว
ไปช้อปปิ้งแบบจัดเต็ม
ไปตามร้านอาหาร คาเฟ่ ท่องเมือง
กลุ่มนี้แทบไม่ค่อยกลัวอะไร เพราะตั้งใจไปในฐานะ “นักท่องเที่ยว” แบบชัดเจน ไปใช้เงิน ไม่ได้คิดจะอยู่ต่อแบบผิดกฎหมาย
มุมกลับที่หลายคนไม่คาดคิด: พอคนไทยน้อยลง เกาหลีเที่ยวสนุกขึ้น?
ในการกลับไปเกาหลีครั้งล่าสุดหลังห่างไป 2 ปี สิ่งที่รู้สึกได้ชัดคือ บรรยากาศมันดีขึ้นกว่าที่คิด
คนเวียดนาม ไต้หวัน อินเดีย และฝั่งยุโรปเยอะมาก แต่ความวุ่นวายกลับน้อยลงอย่างน่าแปลกใจ
เลยลองสรุปออกมาเป็นข้อๆ ว่า ตอนนี้เกาหลีมันดีขึ้นยังไง
1. สถานที่ท่องเที่ยวคนน้อยลง แต่บรรยากาศดีขึ้นเยอะ
ได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ไม่ต้องเบียดกับคลื่นนักท่องเที่ยวเหมือนเมื่อก่อน
หามุมถ่ายรูปสวยๆ ง่ายขึ้น ไม่ต้องแย่งโลเคชั่น
คนที่เขินกล้องก็ปล่อยของได้เต็มที่
จุดยอดฮิตที่เคยต้องต่อคิวนานๆ ตอนนี้ใช้เวลาน้อยลงเยอะ
2. อาหารท้องถิ่นอร่อยขึ้น ทั้งรสชาติและบรรยากาศ
รสชาติยังดีเหมือนเดิม แต่บรรยากาศรอบตัวคือดีขึ้นชัดเจน
ไม่ค่อยรู้สึกถึงสายตาบูลลี่หรือการมองแบบติดลบเหมือนบางช่วงก่อนหน้านี้
การบริการของหลายร้านดูน่ารักและเป็นมิตรมากขึ้น
3. การเดินทางไม่ต่างจากเดิม แต่ความรู้สึกดีขึ้น
ใช้รถไฟใต้ดินก็ยังสะดวกเหมือนเคย
จุดที่ต่างคือเรื่องแท็กซี่ ที่แต่ก่อนมักเลือกผู้โดยสาร ตอนนี้ส่วนใหญ่ เรียกแล้วรับเลย
4. ช้อปปิ้งสบายมาก ของไม่ขาด ไม่ต้องแย่งใคร
ไปร้านไหน ก็มีของให้เลือกครบ
ของยอดฮิตในหมู่คนไทยก็ยังมีสต็อก ไม่ต้องแย่งกันหยิบ
สายช้อปแทบจะเดินเพลินแบบไม่ต้องวางแผนเผื่อแย่งของเหมือนหลายปีก่อน
5. นักทำคอนเทนต์ถูกใจ เพราะไทยไปน้อย คอนเทนต์เลยไม่ซ้ำ
ถ่ายตรงไหนก็รู้สึกใหม่ในสายตาคนไทย
ไอเดียรีวิวหรือภาพที่ได้มีความแตกต่าง ไม่ต้องกลัวว่าคนจะเบื่อเพราะเห็นวนไปวนมา
6. สายทัวร์และสายโรงแรมมีอิสระเลือกมากขึ้น
ราคาตั๋วเครื่องบินไม่ได้แรงเวอร์จนเอื้อมไม่ถึง
โรงแรมมีตัวเลือกเยอะกว่าสมัยฮอตจัดๆ
เมื่อทัวร์ไทยน้อยลง การจองห้องเลยไม่แน่นเหมือนก่อน จิ้มงบ จิ้มสไตล์ได้มากขึ้น
เมื่อก่อนต่อให้มีเงิน แต่ไม่ได้แปลว่าจะมีห้องให้พักเสมอ ยิ่งเทียบกับสถานการณ์ในญี่ปุ่นตอนนี้ จะเห็นภาพชัดเลยว่าช่วงที่ประเทศไหนบูมมากๆ ความแย่งชิงก็ตามมาเป็นแพ็กคู่
จากเกาหลีไปสู่ประเทศอื่น: วงจรเดิมที่กำลังเริ่มซ้ำ
การกลับไปเที่ยวเกาหลีรอบนี้ ทำให้รู้สึกเหมือนได้ “อิ่มเกาหลี” แบบที่เคยรู้สึกเมื่อ 6–7 ปีก่อน
ในขณะเดียวกัน หลายประเทศที่กำลังบูมตอนนี้ ก็ดูเหมือนกำลังเดินเข้าสู่วงจรเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับเกาหลีในอดีต
คนไปเยอะขึ้น
ความวุ่นวายตามมา
เรื่องวินัย การเคารพกฎ เริ่มถูกจับตามองมากขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกรณี ป้ายบังวิวภูเขาไฟฟูจิ ที่ญี่ปุ่น จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เดินข้ามไปมาในจุดเสี่ยงจนคนท้องถิ่นทนไม่ไหว ต้องออกมาตั้งกติกาใหม่
แม้คนที่ทำจะไม่ได้มีแค่คนไทย แต่ช่วงที่ข่าวดัง คนไทยไปเยอะ เลยถูกจับตามองเป็นพิเศษ และแน่นอนว่ากระแสกดดันจากคนในพื้นที่ก็พุ่งมาหาเราหนักกว่าปกติ
พอเคสแบบนี้เกิดขึ้นที่หนึ่งแล้ว ก็จะเริ่มกระจายแรงกดดันไปยังเมืองอื่นๆ ประเทศอื่นๆ ที่คนไทยนิยมไปเที่ยวด้วย
ด้านหนึ่ง ช่วงนี้ข่าวผีน้อยเริ่มโผล่มากขึ้นจากประเทศอื่น เพราะเมื่อเกาหลีเริ่มเสี่ยง คนที่อยากไปทำงานต่างแดนแบบไม่ตรงกฎหมายก็แค่ “เปลี่ยนจุดหมาย”
เมื่อจำนวนคนที่ไปมากขึ้น ปัญหาก็มีโอกาสปะทุจนกลายเป็นข่าว เหมือนที่เราเคยเห็นในเคสเกาหลีแทบจะเป๊ะๆ เพียงแต่แต่ละประเทศอาจใช้วิธีจัดการต่างกัน
ทำไมเกาหลีถึงยังวุ่นวายเรื่อง ตม. ไม่จบไม่สิ้น
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะเริ่มเห็นภาพแล้วว่า ทำไมดราม่าเรื่อง ตม. เกาหลี ถึงไม่มีวันหายไปจริงๆ
เพราะมีทั้งคนที่ตั้งใจไปเที่ยวจริงๆ
และคนที่ตั้งใจไปเป็นผีน้อย
ฝั่งเกาหลีเองก็ต้องเข้มเพื่อคุมปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย
คนที่ผ่านง่าย ทริปจบสวย มักไม่ค่อยเอาเรื่องมาเล่ามากเท่าไหร่ เลยเห็นแต่ เคสดราม่าบนสื่อโซเชียล จนเกิดภาพจำด้านเดียว
พอคอนเทนต์ด้านลบออกมามากขึ้น คนที่กำลังคิดจะไปเกาหลีก็เลยถามตัวเองว่า
“ทำไมต้องเสี่ยงกับประเทศที่อะไรไม่แน่นอน ในเมื่อมีที่อื่นให้ไปง่ายกว่า ชิลกว่า ถูกใจกว่า”
สำหรับหลายคน นี่แหละคือเหตุผลชัดๆ ที่ทำให้ เลิกคิดถึงเกาหลีใต้เป็นตัวเลือกแรก
แล้วควรยังไปเกาหลีไหม? มุมมองฝากถึงคนที่กำลังลังเล
จริงๆ แล้วการไปเกาหลีทุกวันนี้ ไม่ได้มีคำตอบตายตัวว่า “ควรไป” หรือ “ไม่ควรไป”
สิ่งที่น่าจะช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นคือ การถามตัวเองก่อนว่า
เราตั้งใจไป เที่ยวจริงๆ หรือมีแผนอื่นแอบแฝง
เราพร้อมรับความเสี่ยงเรื่อง ตม. แค่ไหน
เราโอเคไหม ถ้าต้องเผชิญความไม่แน่นอนบางอย่างตั้งแต่เหยียบสนามบิน
ถ้าตั้งใจไปเที่ยวแบบใสๆ เตรียมเอกสารให้ครบ ทำใจให้สบาย ไม่โกหก ไม่บิดเบือน เกาหลีใต้ก็ยังเป็นประเทศที่ ให้ประสบการณ์ดีๆ ได้อยู่ เพียงแต่ต้องยอมรับว่าเส้นทางนี้ไม่ได้เบาสบายเหมือนเมื่อก่อน
ทิ้งท้ายไว้ให้คิด: เราอยากเป็นนักท่องเที่ยวแบบไหนในสายตาโลก
ในยุคที่ข่าวไวรัลเร็วกว่ากระเป๋าโหลดใต้เครื่อง เรื่องพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจากแต่ละประเทศจึงถูกจับตามองมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
คนไทยเองก็อยู่ในสปอตไลต์มากขึ้น ทั้งจากกระแสเที่ยวต่างประเทศที่บูม และข่าวด้านลบที่ถูกแชร์วนไปมา
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะช่วยให้การเที่ยวของเราราบรื่นขึ้น ไม่ใช่แค่ดวงหรือโชคที่ ตม. แต่คือ
ความรับผิดชอบในฐานะนักท่องเที่ยว
การเคารพกฎของประเทศปลายทาง
การบริโภคข่าวอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ตื่นตูม แต่ก็ไม่มองข้ามความจริง
ใครที่กำลังลังเลกับเกาหลี ลองใช้บทความนี้เป็น ตัวช่วยทบทวนใจตัวเองอีกที ว่าเราพร้อมเจออะไรแบบไหน และเราคาดหวังอะไรจากทริปนั้นกันแน่
ถ้าคุณรู้สึกคล้ายๆ กัน หรือมีประสบการณ์ที่มองเกาหลีต่างไปจากนี้ ลองหยิบไปเล่าต่อ แชร์ต่อ ปรับใช้กับแพลนทริปของตัวเองได้เต็มที่เลย
เพราะสุดท้ายแล้ว โลกมันกว้าง ทริปมันยาว และจุดหมายปลายทางก็มีให้เลือกมากกว่าประเทศเดียวเสมอ

