รับแอปรับแอป

เจาะลึกสงครามร้านอาหาร-คาเฟ่ปี 2568 สตรีตฟู้ดพุ่งแรง แต่โตทั้งตลาดชะลอเหลือ 2.8%

ธีรพล สุขเกษม01-30

ภาพใหญ่ธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มปี 2568

ธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มปี 2568 ยังโต แต่ไม่แรงเหมือนที่เคยหวังไว้ การปรับประมาณการล่าสุดชี้ว่า ทั้งตลาดจะโตเพียงราว 2.8% มูลค่าประมาณ 646,000 ล้านบาท ลดลงจากคาดเดิมที่เคยมองไว้โต 4.6% และมูลค่าแตะ 657,000 ล้านบาท

สาเหตุไม่ได้มาจากรสชาติอาหารหรือคอนเซ็ปต์ร้านไม่ปัง แต่เกิดจากภาพใหญ่เศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อฝืด และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จำนวนเสี่ยงไม่โตตามเป้า ทำให้คนใช้จ่ายในร้านอาหารอย่างระมัดระวังมากขึ้น

หากแยกดูเฉพาะร้านอาหารในภาพรวม ปี 2568 มีแนวโน้มมูลค่าตลาด ราว 562,000 ล้านบาท โต 3.0% ขณะที่กลุ่มร้านเครื่องดื่ม (รวมเบเกอรี่และไอศกรีม) คาดมูลค่าประมาณ 84,200 ล้านบาท โต 1.9% โดยฝั่งเบเกอรี่ยังไปต่อได้ดีเพราะมีทั้งเมนูและร้านหน้าใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ

แต่ด้านสว่างของตัวเลขยังต้องสู้กับความจริงที่ว่า การแข่งขันดุเดือด ต้นทุนผันผวน แต่ขึ้นราคาได้จำกัด กดดันทั้งรายได้และกำไรของผู้ประกอบการเต็ม ๆ

2 ปัจจัยใหญ่ฉุดการเติบโตเหลือ 2.8%

การที่ตัวเลขโตทั้งตลาดถูกหั่นลง เหลือโต 2.8% มาจาก 2 แรงกดดันหลัก ๆ ดังนี้

  • 1. เศรษฐกิจไทยโตช้าลง กำลังซื้อล้า
    เศรษฐกิจที่โตแบบสะดุดทำให้ทั้งความมั่นคงในการมีงานทำและรายได้ของผู้บริโภคเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คนเริ่มลดความถี่การกินข้าวนอกบ้าน หรือจ่ายน้อยลงต่อบิล ส่งผลตรง ๆ กับยอดขายร้านอาหารและเครื่องดื่ม

  • 2. ท่องเที่ยวต่างชาติสะดุด จำนวนเสี่ยงไม่โต
    ช่วงต้นปี 2568 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยเจอปัจจัยลบหลายด้าน ข้อมูลวันที่ 1 ม.ค. – 11 พ.ค. 2568 ระบุว่าจำนวนต่างชาติเที่ยวไทย หดตัว 1% (YoY) เหลือ 12.9 ล้านคน และมีแนวโน้มชะลอต่อเนื่อง แม้นักท่องเที่ยวไทยในประเทศยังเดินทาง แต่ก็ระวังการใช้จ่ายมากขึ้นจากสภาพเศรษฐกิจ

แม้ภาพรวมจะเจอแรงกด แต่ธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มยังได้แรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ คุ้นกับการกินข้าวนอกบ้าน การสั่งเดลิเวอรี และการลองร้านใหม่ ๆ บวกกับการเปิดแบรนด์-สาขาใหม่ และโปรโมชันร่วมกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่ช่วยดันยอดขาย

สถานการณ์การลงทุน: ร้านใหม่ยังเปิด แต่สนามแข่งแน่นขึ้น

ปี 2568 ไม่ได้เห็นแค่การปิดร้าน แต่ยังเป็นปีที่ทั้งรายใหญ่ รายเล็ก และผู้เล่นหน้าใหม่ยัง ทยอยเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหารเอเชีย เช่น อาหารญี่ปุ่น ในตลาดระดับพรีเมียมที่ยังดึงดูดนักลงทุนได้ดี

ข้อมูลช่วง 3 เดือนแรกปี 2568 มีธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม จดทะเบียนตั้งใหม่ 973 ราย แม้จะลดลง 11% (YoY) แต่ก็ยังติดท็อป 5 ธุรกิจที่เปิดใหม่มากที่สุดเป็นประจำทุกปี สะท้อนว่าใคร ๆ ก็ยังอยากลองลงสนามนี้

ทั้งประเทศคาดว่าจะมี ร้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 690,000 ร้าน และยังไม่รวมผู้เล่นนอกระบบประเภทรถเข็น ร้านข้างทางแบบไม่มีหน้าร้านถาวร ฟู้ดทรัค หรือ Ghost Kitchen ที่มีจำนวนไม่น้อย

ทำเลฮอต: กรุงเทพฯ ยังเป็นดินแดนศักยภาพ

การลงทุนส่วนใหญ่ยังปักหลักในกรุงเทพฯ ด้วยศักยภาพด้านกำลังซื้อและความหนาแน่นของผู้คน ข้อมูล 3 เดือนแรกปี 2568 ระบุว่า จำนวนร้านอาหารในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นอีก 4.8% จากสิ้นปี 2567

พื้นที่ที่ร้านอาหารและเครื่องดื่มกระจุกตัวสูง ส่วนใหญ่เป็นย่านชุมชนและที่อยู่อาศัย โดย 5 เขตที่ร้านแน่นเป็นพิเศษ ได้แก่

  • จตุจักร

  • ปทุมวัน

  • ประเวศ

  • พระนคร

  • ลาดกระบัง

นอกกรุงเทพฯ เมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ก็เริ่มเห็นการเปิดร้านใหม่ต่อเนื่อง จากทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่ไหลเข้าไปเที่ยวตลอดปี

อย่างไรก็ดี ด้วยการแข่งขันที่สูง ทำให้การลงทุนใหม่ต้องคิดให้รอบ ไม่ใช่แค่เปิดแล้วรอคนมา ผู้เล่นจำนวนมากทำให้เทรนด์ร้านใหม่ ๆ ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคทันที ร้านเดิมจึงต้อง รีโมเดล รีแบรนด์ หรือสร้างแบรนด์ใหม่ เพื่อให้ยังอยู่ในสายตาลูกค้า

แน่นอนว่ามีร้านที่เปิดใหม่ แต่ก็มีไม่น้อยที่ ปิดตัวไปเพราะสู้ไม่ไหว สงครามนี้ไม่ได้มีแค่หน้าใหม่ แต่ยังมีเสียงล้มจากผู้เล่นเก่าปะปนอยู่เสมอ

3 เทรนด์การลงทุนที่ต้องจับตา

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า รูปแบบการลงทุนในธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มปี 2568 สามารถแบ่งเทรนด์หลัก ๆ ได้ 3 กลุ่ม

1. Contemporary Casual: ร้านเท่ ดีไซน์มินิมอล แต่ราคาเอื้อมถึง

ร้านอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ร่วมสมัย (Contemporary Casual) กำลังมาแรง เป็นสูตรผสมระหว่างดีไซน์ร้านที่มีเอกลักษณ์ โทนมินิมอล ภาพถ่ายขึ้นกล้อง และเมนูที่เล่าเรื่องราวได้

หัวใจของกลุ่มนี้คือการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า ผ่าน

  • เมนูใหม่ ๆ หรือเมนูประยุกต์

  • การใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างเรื่องเล่า

  • การออกแบบแบรนด์ให้เข้ากับกระแสโซเชียล

พร้อมกับ ตั้งราคาให้สมเหตุสมผล มีหลายระดับ ทำให้จับกลุ่มลูกค้ายุคใหม่โดยเฉพาะ Gen Z ได้ดี ด้านผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็น ผู้เล่นรุ่นใหม่ (Young Entrepreneur) ที่พร้อมลองของใหม่อยู่ตลอด

2. แบรนด์ต่างชาติบุก: ญี่ปุ่น-จีน-เกาหลี-ออสเตรเลีย แห่เข้ามาเปิดสาขา

ร้านอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ต่างประเทศ โดยเฉพาะสายเบเกอรี่และคาเฟ่จาก ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ให้ความสนใจตลาดไทยอย่างจริงจัง ทั้งในรูปแบบการร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการไทย หรือซื้อแฟรนไชส์เข้ามาบริหารเอง

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าธุรกิจนี้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน ไตรมาสแรกปี 2568 มูลค่าทุนจดทะเบียนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจร้านอาหารเพิ่มขึ้นกว่า 542 ล้านบาท จากยอดสะสม ณ สิ้นปี 2567

3. Premium Casual: จับลูกค้ากระเป๋าหนัก หนีสมรภูมิแมส

ร้านอาหารระดับกลาง-บน หรือ Premium Casual เป็นทางเลือกของผู้ประกอบการที่ต้องการหนีความดุเดือดในตลาดแมส กลุ่มนี้โฟกัสลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพและประสบการณ์ มักตั้งราคาเฉลี่ย ราว 500 บาทต่อจานขึ้นไป

จุดขายของกลุ่มนี้คือ

  • วัตถุดิบคุณภาพสูง

  • เทคนิคการทำอาหารที่มีความคิดสร้างสรรค์

  • เมนูแปลกใหม่และภาพลักษณ์พรีเมียม

ลูกค้าหลักมีทั้งคนทั่วไป ครอบครัว และวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่ชอบร้านอาหารญี่ปุ่น หรือร้านที่มีคอนเซ็ปต์เฉพาะตัว

สตรีตฟู้ด: ดาวเด่นโตแรงสุดในเกม

ในปี 2568 ตลาดร้านอาหารทุกประเภท (Full Service, Limited Service และ Street Food ที่มีหน้าร้าน) คาดว่ามีมูลค่ารวมราว 562,000 ล้านบาท โต 3.0% จากปีก่อน แต่เมื่อลองแยกดูแต่ละกลุ่ม จะเห็นภาพชัดว่าดาวเด่นจริง ๆ คือสตรีตฟู้ด

Full Service Restaurants: โดนดอกแรกจากเศรษฐกิจ

ร้านอาหารบริการเต็มรูปแบบ (Full Service) คาดโตเพียง 1.1% มูลค่าราว 209,000 ล้านบาท กลุ่มนี้มักได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจก่อนใคร เพราะลูกค้าเริ่มลดความถี่การกินข้าวนอกบ้าน และมองหาตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่า

อย่างไรก็ตาม ร้านบุฟเฟต์และร้านอะลาคาร์ทที่จับเทรนด์ Contemporary Casual Dining ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี และอาหารไทยแบบสมัยใหม่ ยังมีฐานแฟนเหนียวแน่นเพราะให้ความรู้สึกคุ้มค่าต่อเงินที่จ่าย

Limited Service Restaurants: โตตามการขยายสาขา

ร้านอาหารบริการจำกัด (Limited Service) คาดโตประมาณ 2.7% มูลค่า 92,000 ล้านบาท การเติบโตส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วย

  • การขยายสาขาของแบรนด์ใหญ่ เช่น ไก่ทอด พิซซ่า

  • ร้าน Full Service บางส่วนหันมาทำโมเดล Quick Service มากขึ้น

  • โปรโมชันต่อเนื่องเพื่อดันยอดขาย

Street Food มีหน้าร้าน: โตแรงสุด 4.7%

กลุ่มที่โดดเด่นที่สุดคือ ร้านอาหารข้างทาง (Street Food) ที่มีหน้าร้าน คาดว่าจะโตถึง 4.7% มูลค่าราว 261,000 ล้านบาท

เสน่ห์ของกลุ่มนี้คือ

  • เป็นร้านต้นตำรับ เปิดมานาน มีเอกลักษณ์ชัดเจน

  • เมนูพื้นฐาน เข้าถึงง่าย ราคาไม่สูง

  • ได้รับความนิยมทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

  • การตลาดผ่านโซเชียลช่วยปั้นให้หลายร้านกลายเป็น “ร้านต้องไป” ในลิสต์ของนักเที่ยว

จุดแข็งอย่าง ความเป็นของแท้และเข้าถึงง่าย ทำให้สตรีตฟู้ดยังเติบโตเร็วกว่ากลุ่มอื่นในสนามเดียวกัน

ร้านเครื่องดื่ม: สมรภูมิคาเฟ่-เบเกอรี่ แข่งทั้งแบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ และต่างชาติ

ปี 2568 ตลาดร้านเครื่องดื่ม (รวมเบเกอรี่และไอศกรีม) คาดมีมูลค่าราว 84,200 ล้านบาท โต 1.9% แม้จะไม่ได้โตหวือหวา แต่ก็ยังขยับไปข้างหน้าจาก

  • การขยายสาขาของเชนใหญ่

  • ผู้เล่นรายย่อย (บุคคล) ที่ยังเปิดร้านใหม่ต่อเนื่อง

  • แฟรนไชส์เครื่องดื่มจากต่างชาติที่เริ่มเข้ามาลุยตลาดไทยมากขึ้น

เมนูเครื่องดื่มและเบเกอรี่ใหม่ ๆ จากต่างประเทศช่วยปลุกดีมานด์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ เครื่องดื่มสุขภาพสายพรีเมียม ที่คนรุ่นใหม่เริ่มยอมจ่ายในราคาแพงขึ้น เพื่อแลกกับภาพลักษณ์และคุณภาพ

2 ความเสี่ยงใหญ่ที่ร้านอาหาร-เครื่องดื่มเลี่ยงไม่ได้

แม้เทรนด์หลายด้านจะดูดี แต่ธุรกิจนี้ยังต้องรับมือกับ 2 ความเสี่ยงสำคัญที่อาจบั่นทอนกำไรอย่างต่อเนื่อง

1. ต้นทุนพุ่งรอบด้าน ขึ้นราคาก็ใช่ว่าลูกค้าจะยอม

ต้นทุนการดำเนินธุรกิจมีสัญญาณขยับสูงขึ้น แทบทุกมิติ โดยโครงสร้างต้นทุนคร่าว ๆ ของร้านอาหารมีหน้าตาแบบนี้

  • ค่าแรงประมาณ 15% ของต้นทุนรวม

  • ค่าสาธารณูปโภคและค่าเช่ารวมกันราว 20%

  • ราคาวัตถุดิบอาหารราว 35% และยังผันผวนในระดับสูง

ต้นปี 2568 ราคาวัตถุดิบหลายอย่างปรับขึ้นจากทั้งต้นทุนการผลิต สภาพอากาศที่กระทบผลผลิต รวมถึงผลของสงครามการค้าทำให้ราคาสินค้าบางประเภทสูงขึ้น

ฝั่งวัตถุดิบในประเทศ เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมูสด มีการขยับขึ้นหลายช่วง ขณะที่วัตถุดิบนำเข้าอย่าง นมผง เนย ชีส แป้งสาลี โกโก้ และเมล็ดกาแฟ แม้บางช่วงราคาจะอ่อนตัวลงจากต้นปี แต่ก็ยังถือว่าผันผวนสูงอยู่

กลุ่มที่โดนเต็ม ๆ คือ ร้านเครื่องดื่ม ร้านเบเกอรี่ และอาหารตะวันตก ที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นสัดส่วนสูง ต้นทุนขึ้นที ส่งต่อราคาลูกค้าได้ไม่เต็ม ทำให้มาร์จิ้นถูกบีบอย่างหนัก

2. ผู้บริโภคเลือกมากขึ้น แบรนด์ภักดีน้อยลง

อีกโจทย์ใหญ่คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนและเปลี่ยนเร็ว มาตรฐานใหม่ของลูกค้าไม่ได้มีแค่ “อร่อย” แต่ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก

  • ความแปลกใหม่ – เมนูต้องมีอะไรให้ว้าว ไม่ใช่แค่ของเดิมในรูปแบบเดิม

  • ประสบการณ์ – บรรยากาศ บริการ และการเล่าเรื่องสำคัญไม่แพ้รสชาติ

  • คุณภาพ – วัตถุดิบและมาตรฐานการทำต้องไว้ใจได้

  • สุขภาพ – คนเริ่มอ่านฉลาก ดูแคลอรี่ และใส่ใจส่วนผสมมากขึ้น

  • ราคาสมเหตุสมผล – ไม่ใช่แค่ถูก แต่ต้องรู้สึกว่าคุ้มกับสิ่งที่ได้รับ

ในโลกที่เทรนด์เปลี่ยนเร็ว ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ต่ำ และผู้บริโภคพร้อมย้ายร้านตามกระแสเสมอ ผู้ประกอบการจึงต้อง ปรับตัวเร็ว ทดลองไว และกล้าปรับโมเดลทันทีที่เห็นสัญญาณ

ขณะเดียวกัน ตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มเป็นตลาดที่ เข้าไม่ยาก แต่แข่งขันสูงมาก จำนวนผู้เล่นมหาศาล ทำให้การรักษากำไรให้ได้ต่อเนื่องเป็นโจทย์ยากกว่าการสร้างยอดขายเสียอีก

สรุป: ปี 2568 คือปีคัดตัวจริงของวงการร้านอาหาร

ปี 2568 ไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตแบบหวือหวา แต่เป็นปีที่ คนทำร้านอาหาร-คาเฟ่ต้องพิสูจน์ทั้งไอเดียและวินัยทางการเงิน

  • ใครเข้าใจเทรนด์ผู้บริโภคจริง ปรับตัวไว สร้างประสบการณ์ต่างได้ชัด ยังมีโอกาสโต แม้ตัวเลขรวมทั้งตลาดจะดูชะลอ

  • ใครไม่จัดการต้นทุน ไม่เข้าใจกลุ่มลูกค้า หรือยึดติดกับสูตรเดิม ๆ มีโอกาสหลุดจากสนามไปอย่างเงียบ ๆ

ในสมรภูมิที่สตรีตฟู้ดโตแรง ร้านพรีเมียมยังไปต่อได้ และแบรนด์ต่างชาติเริ่มบุกหนัก สิ่งที่เจ้าของร้านต้องถามตัวเองให้ชัดคือ “ร้านเราต่างจากคนอื่นตรงไหน และลูกค้าจะยอมจ่ายเพิ่มให้เราด้วยเหตุผลอะไร”

คำตอบของคำถามนั้น อาจเป็นตัวแบ่งชัด ๆ ว่าใครจะอยู่รอด และใครจะกลายเป็นแค่ร้านหนึ่งที่เคยเปิดในปี 2568 เท่านั้น