ปี 2569: ปีทองที่ M STUDIO มั่นใจว่าหนังไทยจะกลับมาปัง
M STUDIO ส่งสัญญาณแรงว่า ปี 2569 จะเป็น “ปีทอง” ของอุตสาหกรรมหนังไทย ทั้งในแง่รายได้ การเติบโตของตลาด และศักยภาพการต่อยอดคอนเทนต์สู่เวทีโลก
แม้ต้องเจอทั้งปัจจัยลบและความท้าทายรอบด้าน แต่บริษัทก็ยังเดินหน้าในฐานะผู้นำตลาดหนังไทยแบบเต็มตัว ครองแชมป์ Box Office ต่อเนื่อง 3 ปี และถือส่วนแบ่งตลาดหนังไทยกว่า 60% จากผลงานที่สร้างรายได้ตั้งแต่หลักร้อยล้านไปจนถึงหลายร้อยล้านบาท
ปีนี้ไม่ได้มีดีแค่รายได้ แต่ยังเป็นปีที่ไลน์อัปหนังไทยจากแทบทุกค่ายเริ่มชัดเจน แนวทางการแข่งขันหลากหลายขึ้น และได้รับแรงหนุนจากภาครัฐที่มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และ Soft Power ไทยสู่สายตาทั่วโลก
มุมมองต่ออุตสาหกรรมหนังไทย: โตท่ามกลางแรงกดดัน
อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวมประมาณ 1,518.25 ล้านบาท โดยรายได้จากหนังไทยที่ M STUDIO รับจัดจำหน่ายรวมกว่า 930.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 61% ของตลาดรวม
ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า ผู้ชมยังเชื่อมั่นในคอนเทนต์ไทยอย่างมีนัยสำคัญ และตอกย้ำสถานะการเป็นสตูดิโอผู้ผลิตและจัดจำหน่ายหนังไทยอันดับ 1 ติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน
แต่สำหรับ M STUDIO ความสำเร็จในอดีตไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะสมรภูมิวันนี้ไม่ได้แข่งกันที่จำนวนเรื่องอีกต่อไป
เกมใหม่ของหนังไทยคือการแข่งกันที่ “คุณค่าของคอนเทนต์” และศักยภาพในการต่อยอดระยะยาว ใครสร้างได้มากกว่าแค่รายได้จากโรงภาพยนตร์ คนนั้นจะไปได้ไกลกว่า


จากธุรกิจหนัง สู่ยุค Content & IP เต็มรูปแบบ
หัวใจยุทธศาสตร์ของ M STUDIO ในปี 2569 คือการขยับจากการเป็นแค่สตูดิโอผลิตภาพยนตร์ ไปสู่การเป็น Content & IP Creator อย่างเต็มตัว
แทนที่จะมองหนังเป็นเพียงสินค้า “ฉายแล้วจบ” บริษัทเลือกมองภาพยนตร์เป็น ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ต่อยอดได้ยาว นำไปสร้างรายได้หลากหลายช่องทางทั้งในและนอกโรง
การวางแผนเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ
พัฒนาเรื่องและบทตั้งแต่แรก โดยคิดทั้งตลาดโรงภาพยนตร์ สตรีมมิ่ง และตลาดต่างประเทศไปพร้อมกัน
ออกแบบโครงเรื่องให้มีศักยภาพต่อยอดไปสู่ภาคต่อ สปินออฟ หรือธุรกิจอื่น ๆ ที่ล้อมรอบตัว IP
คิดเรื่องการใช้ประโยชน์ IP แบบระยะยาว ไม่ใช่เน้นแต่รายได้สัปดาห์แรกที่หนังเข้าโรง
หนังหนึ่งเรื่องจึงไม่ได้วัดกันแค่วันเปิดตัว แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า “ไปได้ไกลแค่ไหน” ในเชิงคอนเทนต์และธุรกิจ
เป้าหมายใหญ่ปี 2569: จากตลาดไทย สู่เวทีโลก
ปี 2569 M STUDIO ตั้งเป้าเดินเกมให้ไกลกว่าตลาดในประเทศ เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ “สร้างหนังไทยไว้ฉายที่ไทย” อีกต่อไป
ทิศทางหลักคือ:
เพิ่มน้ำหนักการรุก ตลาดต่างประเทศ อย่างจริงจัง
ดันสัดส่วนรายได้จาก การขายลิขสิทธิ์ และกิจกรรมหลังโรงภาพยนตร์ให้มากขึ้น
วางเป้าผลิตภาพยนตร์ไทย ปีละ 20 เรื่องอย่างต่อเนื่อง พร้อมโฟกัส IP ที่ต่อยอดได้หลายมิติ
หนึ่งในกรณีศึกษาที่ชัดที่สุดคือแฟรนไชส์ “ธี่หยด 1, 2 และ 3”
ขายลิขสิทธิ์ฉายต่างประเทศรวมแล้วมากกว่า 30 ประเทศ
เข้าตลาดสำคัญทั้งอาเซียน นิวซีแลนด์ แม็กซิโก สหรัฐอเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย รัสเซีย และอีกหลายภูมิภาคทั่วโลก
ขยายฉายผ่านแพลตฟอร์มอื่น ๆ รวมกว่า 190 ประเทศ
นอกจากนี้ “ธี่หยด” ยังถูกต่อยอด IP ต่อไปในรูปแบบ “บ้านผีสิง” ร่วมกับ Universal Studios Singapore ซึ่งเป็นการจับมือกับพันธมิตรระดับโลกและได้รับกระแสตอบรับดีมาก
อีกหนึ่งก้าวสำคัญคือความร่วมมือกับ SHOWBOX ค่ายหนังรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ในการร่วมทุน (Co-production) ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทยสำหรับตลาดทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนว่าคอนเทนต์ไทยมีศักยภาพจริงในการเติบโตในเวทีโลก
สำหรับ M STUDIO ปี 2569 จึงถูกวางให้เป็น ปีของการบริหารคอนเทนต์เชิงกลยุทธ์ด้วย “จุดยืนของ IP” หนังสายบันเทิงยังคงเป็นฐานรายได้หลัก แต่คอนเทนต์ที่มีรากทางวัฒนธรรมไทยจะถูกผลักดันให้เป็นสินทรัพย์สำคัญในการขยายตลาดระยะยาว
Line up ปี 2569: 17 เรื่อง ปูทางสู่การเติบโตระยะยาว
ยุทธศาสตร์ทั้งหมดถูกสะท้อนผ่านไลน์อัปหนังปี 2569 ที่จัดเต็มกว่า 17 เรื่อง ครอบคลุมทั้งแนวตลาดภายในประเทศและความพร้อมในการต่อยอดออกต่างประเทศ
รายชื่อหนังที่วางฉายในปี 2569 ได้แก่
กิ่งแก้ว (ร่วมทุนกับ MI GROUP และแม่เรียงฟิล์ม)
ราคี (ร่วมทุนกับ Be On Cloud)
GhostBoard กล่องผีสุ่มวิญญาณ (ร่วมทุนกับ สะดวกรัชโยธิน)
อ้ายต้าวเอวหวาน (ร่วมทุนกับ MONO Original)
ยายสปีด (ร่วมทุนกับ Media Studio ในเครือช่อง 7)
เห้งเจีย แจ๊ส (ร่วมทุนกับ MONO Original)
เหมรุย 2 (ร่วมทุนกับแม่เรียงฟิล์ม)
สาปเมือง (ร่วมทุนกับ KLK Studio)
ของแขก 2 (ร่วมทุนกับมณวิจิตร)
สุขสุดท้าย (ร่วมทุนกับ ช่อง 3)
คำสารภาพของหมอผี (ร่วมทุนกับ MI Group และ The Ghost Radio)
God Skin (ร่วมทุนกับ Workpoint ในนามคาร์แมนไลน์)
สมิงเขาขวาง (ร่วมทุนกับ ช่อง 3)
นาคี 3 (ร่วมทุนกับ MONO Original)
EXCHANGE เรียน แลก ผี (ร่วมทุนกับ Plan B Media)
อีเรียมซิ่ง
Bitbybit (ร่วมทุนกับ Bitkub)
แต่ละโปรเจกต์ไม่ได้ถูกมองเป็นแค่ “หนังหนึ่งเรื่อง” หากถูกออกแบบให้มีโอกาสต่อยอดเป็น IP ที่สร้างมูลค่าได้อีกในอนาคต
Data, ตลาดโลก และ “คน” คือสามเสาหลัก
ในยุคที่คอนเทนต์ล้นตลาด การตัดสินใจบนความรู้สึกอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป M STUDIO จึงนำ Data และ Insight ของผู้ชม เข้ามาใช้ตั้งแต่ขั้นพัฒนาโปรเจกต์
เป้าหมายคือ
เพิ่มความแม่นยำในการเลือกและสร้างคอนเทนต์
ลดความเสี่ยงของโครงการที่ใช้ทุนสูง
เปิดโอกาสสู่โมเดลธุรกิจใหม่ ๆ โดยยังคง ไม่ลดทอนอิสระของความคิดสร้างสรรค์
ด้านการผลิต M STUDIO ยังอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น
Visual Studio และเทคโนโลยีหลังการถ่ายทำ
การใช้ AI ในกระบวนการทำงานบางส่วน เพื่อให้ทีมสร้างสรรค์โฟกัสกับไอเดียและการเล่าเรื่องได้เต็มที่
ในขณะเดียวกัน ตลาดต่างประเทศในปี 2569 ถูกยกระดับจาก “รายได้เสริม” กลายเป็นหนึ่งใน เสาหลักของการเติบโต ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทุน ผลิต หรือจัดจำหน่าย
แต่แม้เทคโนโลยีและ Data จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้บริหาร M STUDIO ยังย้ำชัดว่า หัวใจของอุตสาหกรรมภาพยนตร์คือ “คน”
ตั้งแต่
คนเขียนบท
ผู้กำกับ
ทีมโปรดักชัน
ไปจนถึงบุคลากรรุ่นใหม่ที่ต้องได้รับโอกาสเติบโตและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
ปีแห่งการวางรากฐานใหม่ให้หนังไทย
สำหรับ M STUDIO ปี 2569 ไม่ได้ถูกมองเป็นแค่ปีแห่งการแข่งขันใน Box Office เท่านั้น แต่คือ ปีของการวางรากฐานระยะยาวให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย
วางยุทธศาสตร์ IP ให้ชัดเจน
ใช้ Data และเทคโนโลยีอย่างสมดุล
รุกตลาดโลกแบบจริงจัง
และไม่ลืมลงทุนกับ “คนทำหนัง” ที่เป็นแกนกลางของทุกอย่าง
ถ้าทุกชิ้นส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกันได้ ปีทองของหนังไทยอาจไม่ได้จบแค่ปี 2569 แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ ยุคใหม่ที่ “คอนเทนต์ไทย” ยืนได้อย่างสง่างามบนเวทีโลก

