รับแอปรับแอป

M STUDIO ปักธงปีทองหนังไทย 2569 ดัน IP ไทยบุกตลาดโลก

ภูริณัฐ วงศ์ชัย01-29

ปี 2569: ปีทองที่ M STUDIO มั่นใจว่าหนังไทยจะกลับมาปัง

M STUDIO ส่งสัญญาณแรงว่า ปี 2569 จะเป็น “ปีทอง” ของอุตสาหกรรมหนังไทย ทั้งในแง่รายได้ การเติบโตของตลาด และศักยภาพการต่อยอดคอนเทนต์สู่เวทีโลก

แม้ต้องเจอทั้งปัจจัยลบและความท้าทายรอบด้าน แต่บริษัทก็ยังเดินหน้าในฐานะผู้นำตลาดหนังไทยแบบเต็มตัว ครองแชมป์ Box Office ต่อเนื่อง 3 ปี และถือส่วนแบ่งตลาดหนังไทยกว่า 60% จากผลงานที่สร้างรายได้ตั้งแต่หลักร้อยล้านไปจนถึงหลายร้อยล้านบาท

ปีนี้ไม่ได้มีดีแค่รายได้ แต่ยังเป็นปีที่ไลน์อัปหนังไทยจากแทบทุกค่ายเริ่มชัดเจน แนวทางการแข่งขันหลากหลายขึ้น และได้รับแรงหนุนจากภาครัฐที่มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และ Soft Power ไทยสู่สายตาทั่วโลก

มุมมองต่ออุตสาหกรรมหนังไทย: โตท่ามกลางแรงกดดัน

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวมประมาณ 1,518.25 ล้านบาท โดยรายได้จากหนังไทยที่ M STUDIO รับจัดจำหน่ายรวมกว่า 930.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 61% ของตลาดรวม

ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า ผู้ชมยังเชื่อมั่นในคอนเทนต์ไทยอย่างมีนัยสำคัญ และตอกย้ำสถานะการเป็นสตูดิโอผู้ผลิตและจัดจำหน่ายหนังไทยอันดับ 1 ติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน

แต่สำหรับ M STUDIO ความสำเร็จในอดีตไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะสมรภูมิวันนี้ไม่ได้แข่งกันที่จำนวนเรื่องอีกต่อไป

เกมใหม่ของหนังไทยคือการแข่งกันที่ “คุณค่าของคอนเทนต์” และศักยภาพในการต่อยอดระยะยาว ใครสร้างได้มากกว่าแค่รายได้จากโรงภาพยนตร์ คนนั้นจะไปได้ไกลกว่า

จากธุรกิจหนัง สู่ยุค Content & IP เต็มรูปแบบ

หัวใจยุทธศาสตร์ของ M STUDIO ในปี 2569 คือการขยับจากการเป็นแค่สตูดิโอผลิตภาพยนตร์ ไปสู่การเป็น Content & IP Creator อย่างเต็มตัว

แทนที่จะมองหนังเป็นเพียงสินค้า “ฉายแล้วจบ” บริษัทเลือกมองภาพยนตร์เป็น ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ต่อยอดได้ยาว นำไปสร้างรายได้หลากหลายช่องทางทั้งในและนอกโรง

การวางแผนเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ

  • พัฒนาเรื่องและบทตั้งแต่แรก โดยคิดทั้งตลาดโรงภาพยนตร์ สตรีมมิ่ง และตลาดต่างประเทศไปพร้อมกัน

  • ออกแบบโครงเรื่องให้มีศักยภาพต่อยอดไปสู่ภาคต่อ สปินออฟ หรือธุรกิจอื่น ๆ ที่ล้อมรอบตัว IP

  • คิดเรื่องการใช้ประโยชน์ IP แบบระยะยาว ไม่ใช่เน้นแต่รายได้สัปดาห์แรกที่หนังเข้าโรง

หนังหนึ่งเรื่องจึงไม่ได้วัดกันแค่วันเปิดตัว แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า “ไปได้ไกลแค่ไหน” ในเชิงคอนเทนต์และธุรกิจ

เป้าหมายใหญ่ปี 2569: จากตลาดไทย สู่เวทีโลก

ปี 2569 M STUDIO ตั้งเป้าเดินเกมให้ไกลกว่าตลาดในประเทศ เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ “สร้างหนังไทยไว้ฉายที่ไทย” อีกต่อไป

ทิศทางหลักคือ:

  • เพิ่มน้ำหนักการรุก ตลาดต่างประเทศ อย่างจริงจัง

  • ดันสัดส่วนรายได้จาก การขายลิขสิทธิ์ และกิจกรรมหลังโรงภาพยนตร์ให้มากขึ้น

  • วางเป้าผลิตภาพยนตร์ไทย ปีละ 20 เรื่องอย่างต่อเนื่อง พร้อมโฟกัส IP ที่ต่อยอดได้หลายมิติ

หนึ่งในกรณีศึกษาที่ชัดที่สุดคือแฟรนไชส์ “ธี่หยด 1, 2 และ 3”

  • ขายลิขสิทธิ์ฉายต่างประเทศรวมแล้วมากกว่า 30 ประเทศ

  • เข้าตลาดสำคัญทั้งอาเซียน นิวซีแลนด์ แม็กซิโก สหรัฐอเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย รัสเซีย และอีกหลายภูมิภาคทั่วโลก

  • ขยายฉายผ่านแพลตฟอร์มอื่น ๆ รวมกว่า 190 ประเทศ

นอกจากนี้ “ธี่หยด” ยังถูกต่อยอด IP ต่อไปในรูปแบบ “บ้านผีสิง” ร่วมกับ Universal Studios Singapore ซึ่งเป็นการจับมือกับพันธมิตรระดับโลกและได้รับกระแสตอบรับดีมาก

อีกหนึ่งก้าวสำคัญคือความร่วมมือกับ SHOWBOX ค่ายหนังรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ในการร่วมทุน (Co-production) ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทยสำหรับตลาดทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนว่าคอนเทนต์ไทยมีศักยภาพจริงในการเติบโตในเวทีโลก

สำหรับ M STUDIO ปี 2569 จึงถูกวางให้เป็น ปีของการบริหารคอนเทนต์เชิงกลยุทธ์ด้วย “จุดยืนของ IP” หนังสายบันเทิงยังคงเป็นฐานรายได้หลัก แต่คอนเทนต์ที่มีรากทางวัฒนธรรมไทยจะถูกผลักดันให้เป็นสินทรัพย์สำคัญในการขยายตลาดระยะยาว

Line up ปี 2569: 17 เรื่อง ปูทางสู่การเติบโตระยะยาว

ยุทธศาสตร์ทั้งหมดถูกสะท้อนผ่านไลน์อัปหนังปี 2569 ที่จัดเต็มกว่า 17 เรื่อง ครอบคลุมทั้งแนวตลาดภายในประเทศและความพร้อมในการต่อยอดออกต่างประเทศ

รายชื่อหนังที่วางฉายในปี 2569 ได้แก่

  • กิ่งแก้ว (ร่วมทุนกับ MI GROUP และแม่เรียงฟิล์ม)

  • ราคี (ร่วมทุนกับ Be On Cloud)

  • GhostBoard กล่องผีสุ่มวิญญาณ (ร่วมทุนกับ สะดวกรัชโยธิน)

  • อ้ายต้าวเอวหวาน (ร่วมทุนกับ MONO Original)

  • ยายสปีด (ร่วมทุนกับ Media Studio ในเครือช่อง 7)

  • เห้งเจีย แจ๊ส (ร่วมทุนกับ MONO Original)

  • เหมรุย 2 (ร่วมทุนกับแม่เรียงฟิล์ม)

  • สาปเมือง (ร่วมทุนกับ KLK Studio)

  • ของแขก 2 (ร่วมทุนกับมณวิจิตร)

  • สุขสุดท้าย (ร่วมทุนกับ ช่อง 3)

  • คำสารภาพของหมอผี (ร่วมทุนกับ MI Group และ The Ghost Radio)

  • God Skin (ร่วมทุนกับ Workpoint ในนามคาร์แมนไลน์)

  • สมิงเขาขวาง (ร่วมทุนกับ ช่อง 3)

  • นาคี 3 (ร่วมทุนกับ MONO Original)

  • EXCHANGE เรียน แลก ผี (ร่วมทุนกับ Plan B Media)

  • อีเรียมซิ่ง

  • Bitbybit (ร่วมทุนกับ Bitkub)

แต่ละโปรเจกต์ไม่ได้ถูกมองเป็นแค่ “หนังหนึ่งเรื่อง” หากถูกออกแบบให้มีโอกาสต่อยอดเป็น IP ที่สร้างมูลค่าได้อีกในอนาคต

Data, ตลาดโลก และ “คน” คือสามเสาหลัก

ในยุคที่คอนเทนต์ล้นตลาด การตัดสินใจบนความรู้สึกอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป M STUDIO จึงนำ Data และ Insight ของผู้ชม เข้ามาใช้ตั้งแต่ขั้นพัฒนาโปรเจกต์

เป้าหมายคือ

  • เพิ่มความแม่นยำในการเลือกและสร้างคอนเทนต์

  • ลดความเสี่ยงของโครงการที่ใช้ทุนสูง

  • เปิดโอกาสสู่โมเดลธุรกิจใหม่ ๆ โดยยังคง ไม่ลดทอนอิสระของความคิดสร้างสรรค์

ด้านการผลิต M STUDIO ยังอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น

  • Visual Studio และเทคโนโลยีหลังการถ่ายทำ

  • การใช้ AI ในกระบวนการทำงานบางส่วน เพื่อให้ทีมสร้างสรรค์โฟกัสกับไอเดียและการเล่าเรื่องได้เต็มที่

ในขณะเดียวกัน ตลาดต่างประเทศในปี 2569 ถูกยกระดับจาก “รายได้เสริม” กลายเป็นหนึ่งใน เสาหลักของการเติบโต ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทุน ผลิต หรือจัดจำหน่าย

แต่แม้เทคโนโลยีและ Data จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้บริหาร M STUDIO ยังย้ำชัดว่า หัวใจของอุตสาหกรรมภาพยนตร์คือ “คน”

ตั้งแต่

  • คนเขียนบท

  • ผู้กำกับ

  • ทีมโปรดักชัน

  • ไปจนถึงบุคลากรรุ่นใหม่ที่ต้องได้รับโอกาสเติบโตและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ปีแห่งการวางรากฐานใหม่ให้หนังไทย

สำหรับ M STUDIO ปี 2569 ไม่ได้ถูกมองเป็นแค่ปีแห่งการแข่งขันใน Box Office เท่านั้น แต่คือ ปีของการวางรากฐานระยะยาวให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย

  • วางยุทธศาสตร์ IP ให้ชัดเจน

  • ใช้ Data และเทคโนโลยีอย่างสมดุล

  • รุกตลาดโลกแบบจริงจัง

  • และไม่ลืมลงทุนกับ “คนทำหนัง” ที่เป็นแกนกลางของทุกอย่าง

ถ้าทุกชิ้นส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกันได้ ปีทองของหนังไทยอาจไม่ได้จบแค่ปี 2569 แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ ยุคใหม่ที่ “คอนเทนต์ไทย” ยืนได้อย่างสง่างามบนเวทีโลก