รับแอปรับแอป

ชิป Apple M5 Pro และ M5 Max ระบายความร้อนได้ดีขึ้น เปลี่ยนแพ็กเกจใหม่ ลดความร้อน ลดของเสียในการผลิต

Phanuphong.T02-05

แม้ว่า MacBook Pro รุ่นใหม่ขนาด 14 นิ้วและ 16 นิ้ว ที่คาดว่าจะเปิดตัวช่วงเดือนมีนาคมนี้ จะยังคงใช้ระบบระบายความร้อนแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นฮีตไปป์หรือพัดลมชุดเดิม แต่ดูเหมือนว่า Apple จะเลือกแก้ปัญหา “ความร้อน” จากอีกจุดหนึ่งแทน นั่นคือ ระดับการแพ็กเกจชิป

รายงานล่าสุดระบุว่า Apple เตรียมเปลี่ยนวิธีแพ็กเกจของชิป M5 Pro และ M5 Max จากเทคโนโลยี InFO เดิม ไปใช้โครงสร้างแบบ 2.5D ของ TSMC ซึ่งช่วยทั้งเรื่องการระบายความร้อน ลดความต้านทานไฟฟ้า และยังลดอัตราชิปเสียจากกระบวนการผลิตอีกด้วย


InFO เริ่มไม่พอ เมื่อ Apple Silicon ใหญ่และซับซ้อนขึ้น

ที่ผ่านมา Apple ใช้แพ็กเกจชิปแบบ Integrated Fan-Out (InFO) ของ TSMC เป็นหลัก
จุดเด่นคือ

  • ตัวชิปบาง

  • เหมาะกับอุปกรณ์ที่ต้องการความบางและประหยัดพลังงาน

แต่ข้อจำกัดของ InFO เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อ Apple Silicon มีจำนวนคอร์มากขึ้น ขนาดใหญ่ขึ้น และซับซ้อนขึ้น
ทำให้เกิดปัญหาเรื่อง

  • จุดร้อน (hot spot)

  • การกระจายความร้อนที่ไม่สม่ำเสมอ

ซึ่งยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ใน MacBook Pro ที่ยังใช้ ฮีตไปป์เดี่ยว เป็นหลัก


2.5D คืออะไร และช่วยอะไรได้บ้าง

แหล่งข่าวจาก Weibo อย่าง Fixed-focus digital cameras ระบุว่า
Apple จะเปลี่ยนมาใช้ 2.5D packaging แทน InFO

ข้อดีของ 2.5D ได้แก่

  • แยกชิปเป็นหลายบล็อก เช่น CPU และ GPU

  • ลดการรวมทุกอย่างไว้ในไดเดียว (monolithic die)

  • กระจายความร้อนได้ดีกว่า

  • ลดความต้านทานไฟฟ้า

เมื่อความร้อนไม่กระจุกอยู่จุดเดียว
ระบบระบายความร้อนเดิมของ MacBook Pro
ก็สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


SoIC-MH กับ 2.5D ทำงานคนละส่วน แต่เสริมกัน

รายงานยังระบุว่า Apple จะใช้

  • SoIC-MH (Small Outline Integrated Circuit – Molding Horizontal)
    ควบคู่กับ 2.5D

ต้องแยกให้ออกว่า

  • SoIC-MH คือแนวทางการออกแบบ (design approach)

  • 2.5D คือแพ็กเกจชิป (packaging)

การใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน
ช่วยให้ Apple

  • ออกแบบชิปได้ยืดหยุ่นขึ้น

  • เพิ่มอัตราผลผลิต (yield)

  • ลดต้นทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ DRAM ขาดตลาดและมีราคาสูง


ลดต้นทุนได้จริง เพราะ “เสียก็เปลี่ยนเฉพาะส่วน”

หนึ่งในข้อดีที่สำคัญมากของ 2.5D คือ

  • CPU และ GPU สามารถผลิตและทดสอบแยกกันได้

ถ้า

  • บล็อกใดบล็อกหนึ่งมีตำหนิ
    ก็สามารถเปลี่ยนเฉพาะส่วนนั้น
    ไม่ต้องทิ้งทั้งไดเหมือนเดิม

ผลลัพธ์คือ

  • ลดจำนวนชิปที่ต้องทิ้ง

  • ลดต้นทุนการผลิต

  • สำคัญมากสำหรับ Apple ในช่วงต้นทุนชิ้นส่วนผันผวน


ตัวอย่างปัญหาความร้อนจากรุ่นก่อน

รายงานยังยกตัวอย่างจากผู้ใช้ MacBook Pro ที่ใช้ M4 Max
ซึ่งระบุว่า

  • รุ่น CPU 16 คอร์ + GPU 40 คอร์

  • ใช้พลังงานสูงสุดถึง 212W

  • อุณหภูมิพุ่งถึง 110°C ภายใต้โหลดหนัก

แม้แต่ชิป M5 รุ่นปกติ
ก็เคยมีรายงานว่า

  • อุณหภูมิแตะ 99°C เมื่อถูกใช้งานหนัก

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ Apple ต้องหาทาง
กระจายความร้อนให้ดีขึ้นจากระดับโครงสร้างชิป


แนวโน้มเดียวกันอาจไปต่อถึง M6

เมื่อดูจากข้อดีทั้งหมด
มีความเป็นไปได้สูงว่า

  • Apple M6 ซึ่งเป็นชิป 2nm รุ่นแรกสำหรับ Mac
    จะใช้แนวทางเดียวกันทั้ง SoIC-MH และ 2.5D

ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า

  • Apple จะเร่งเปิดตัวชิป 2nm เร็วกว่าที่คาด
    ทำให้การเปลี่ยนแพ็กเกจตั้งแต่ M5
    ดูเป็นการ “ปูทางล่วงหน้า” มากกว่าแค่แก้ปัญหาระยะสั้น


บทสรุป: ไม่เห็นจากภายนอก แต่ส่งผลจริง

แม้ผู้ใช้จะ

  • ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงจากรูปลักษณ์

  • ไม่เห็นระบบระบายความร้อนใหม่ชัดเจน

แต่การเปลี่ยนจาก InFO → 2.5D
ถือเป็นการอัปเกรดเชิงโครงสร้างที่สำคัญมากสำหรับ Apple Silicon

ผลลัพธ์ที่คาดได้คือ

  • เครื่องร้อนน้อยลงเมื่อใช้งานหนัก

  • ประสิทธิภาพคงที่มากขึ้น

  • ต้นทุนการผลิตควบคุมได้ดีขึ้น

ทั้งหมดนี้คือการแก้ปัญหาแบบ “เงียบ ๆ แต่ได้ผล”
ในสไตล์ Apple อย่างแท้จริง