ZestBuy

SHISEIDO แบรนด์ญี่ปุ่นในยุครีเซ็ตครั้งใหญ่

โปรไฟล์ ZestBuy AIZestBuy AI06-08
ความสนใจสกินแคร์

SHISEIDO ในวันที่ตำนานต้องรีเซ็ตตัวเอง

เมื่อพูดถึง SHISEIDO (ชิเซโด้) หลายคนจะนึกถึงตำนานความงามจากญี่ปุ่น แบรนด์เก่าแก่กว่า 154 ปี ที่เคยขายได้แทบไม่ต้องอธิบายอะไร เพราะชื่อแบรนด์คือความเชื่อมั่นในตัวเองอยู่แล้ว

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพของ SHISEIDO ในโลกการลงทุนกลับสวนทางกับภาพลักษณ์ความสวยงามที่เราเคยคุ้นเคย ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวจากระดับ 7,000–8,000 เยน ต่อหุ้น ในช่วงปี 2019–2021 ร่วงลงมาเหลือเพียง 2,700–2,900 เยน หรือลดลงกว่า 60–70% ภายใน 3 ปี

เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้คือการ “ผ่าตัดใหญ่” ขององค์กรที่เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นยักษ์ใหญ่ล้มไม่ลง แต่วันนี้ต้องยอมเจ็บ เพื่อหวังกลับมายืนระยะได้อีกครั้ง


ประวัติและเส้นทางสู่แบรนด์ระดับโลก

แม้บทความอ้างอิงจะไม่ได้ลงรายละเอียดลำดับปีแบบเจาะจง แต่สิ่งที่เห็นชัดคือ SHISEIDO เติบโตจากแบรนด์ญี่ปุ่น สู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นระดับโลกในอุตสาหกรรมความงาม

  • แบรนด์ขยายฐานออกนอกญี่ปุ่น เจาะตลาดสำคัญอย่าง จีน, อเมริกา, และ ตลาดท่องเที่ยว (Travel Retail)

  • พอร์ตแบรนด์เติบโตทั้งในสาย สกินแคร์, เมกอัพ, กันแดด, ไปจนถึงเครื่องมือความงามอย่างที่ดัดขนตา

  • ช่วงหนึ่ง แบรนด์มีสถานะ “ไอคอน” ของความงามญี่ปุ่นที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความไว้วางใจ

แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วก็มาพร้อม “บาดแผลสะสม” ที่เริ่มชัดเจนในช่วงหลัง โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ตลาดจีนชะลอตัว และพฤติกรรมผู้บริโภคหันไปหาแบรนด์ใหม่ ๆ ที่เคลื่อนตัวได้เร็วกว่า


นวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ความงามแบบญี่ปุ่นในสไตล์ SHISEIDO

จุดแข็งสำคัญของ SHISEIDO อยู่ที่การผสาน วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ กับ ศาสตร์ความงามแบบญี่ปุ่น ผ่านงานวิจัยเชิงลึกและการพัฒนาสูตรอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือผลิตภัณฑ์กลุ่ม Ultimune ซึ่ง SHISEIDO พัฒนาสูตรเชิงซ้อนอย่าง Ultimune Complex เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นยาวนานและเพิ่มความกระชับ พร้อมผสานสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น

  • เห็ดเรชิ (Reishi) สมุนไพรโบราณที่ใช้เสริมภูมิต้านทาน

  • สารสกัดจากพืชหลายชนิด เช่น Perilla, Thyme, Ginkgo, Lotus Germ ที่ช่วยเสริมการปกป้องผิว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์

ในเชิงภาพรวม แบรนด์ยังลงทุนด้าน R&D อย่างจริงจังผ่านศูนย์นวัตกรรมหลายแห่งทั่วโลก แม้ภายหลังจะมีการ “หดตัว” ปิดบางศูนย์วิจัยในเอเชียเพื่อประหยัดต้นทุน ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงว่านั่นคือการ “ตัดไขมัน” หรือ “ตัดอนาคต” กันแน่


ไลน์ผลิตภัณฑ์หลัก: จาก Ultimune ถึง ANESSA และ d program

แม้ SHISEIDO จะมีพอร์ตแบรนด์จำนวนมาก แต่ในแผน “Selection and Concentration” บริษัทเลือกโฟกัสกับแบรนด์หลักที่ทำเงินได้จริง โดยแบ่งเป็นกลุ่มสำคัญ ได้แก่

1. Core 3 – ตัวท็อปขององค์กร

  • SHISEIDO (แบรนด์แม่): ครอบคลุมสกินแคร์และเมกอัพระดับพรีเมียม ตัวเด่นคือ Shiseido Ultimune Power Infusing Concentrate หรือเซรั่มขวดแดง

  • Clé de Peau Beauté: แบรนด์ไฮเอนด์ เน้นกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการความหรูหราและคุณภาพระดับบน

  • NARS: แบรนด์เมกอัพที่มีฐานแฟนทั่วโลก

ทั้งสามอยู่ในกลุ่ม “Core 3” ที่แต่ละแบรนด์ทำรายได้เกิน 100,000 ล้านเยนต่อปี

2. Next 5 – ดาวรุ่งที่ต้องเร่งปั้น

  • ELIXIR

  • ANESSA – แบรนด์กันแดดระดับท็อปของญี่ปุ่น ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มีค่า SPF50+ PA++++ พร้อมสารให้ความชุ่มชื้น ช่วยทั้งป้องกัน UV และดูแลผิวที่ถูกทำร้ายจากความแห้งกร้าน

  • IPSA

  • d program – แบรนด์สกินแคร์สำหรับผิวแพ้ง่าย เน้นการออกแบบสูตรให้ระคายเคืองต่ำ ผ่านการทดสอบหลายขั้นตอน และยังมีซีรีส์ที่โฟกัสปัญหาเฉพาะ เช่น ริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ หรือสิว

  • Drunk Elephant – แม้จะถูกบันทึกด้อยค่าความนิยม แต่บริษัท “ยังให้โอกาส” ในการรีเซ็ตแบรนด์ใหม่

3. ผลิตภัณฑ์ฮิตที่คนไทยและคนเอเชียนิยม

จากบทความที่แนะนำ “แบรนด์ชั้นเยี่ยมที่ซ่อนอยู่ในร้านขายยาญี่ปุ่น” จะเห็นว่า แบรนด์ในเครือ SHISEIDO หลายตัวได้รับความนิยมสูงในหมู่นักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่

  • ANESSA – กันแดดฮิตที่เหมาะกับอากาศร้อนชื้น

  • HAKU – แบรนด์เวชสำอางเน้นเรื่องผิวขาว ป้องกันฝ้าและจุดด่างดำ

  • d program – สกินแคร์สำหรับผิวบอบบางแพ้ง่าย

  • Benefique – แบรนด์ที่เน้นคอนเซ็ปต์ความงามแบบองค์รวม วางจำหน่ายในร้านเฉพาะทางและช่องทางออนไลน์

ด้านเมกอัพและบิวตี้ทูลส์ SHISEIDO ยังมี ที่ดัดขนตา ที่กลายเป็น “ของต้องมี” โดยเฉพาะรุ่น 213, 214, 215, 216 ที่ออกแบบโค้งรับกับดวงตาเอเชียและดวงตาชั้นใน/ตาชั้นเดียว ช่วยดัดขนตาให้โค้งอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่หนีบเปลือกตา และจับเส้นเล็ก ๆ ได้ดี


ภาพลักษณ์และกลยุทธ์การตลาด: จากแบรนด์แม่ ๆ สู่การจับมือ “ลิซ่า”

แม้ SHISEIDO จะถูกมองว่าเป็น “แบรนด์ของรุ่นแม่” ในสายตาคนรุ่นใหม่ แต่บริษัทเริ่มเดินเกมรีแบรนด์ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์พรีเซ็นเตอร์ระดับโลก

ปี 2026 บริษัทประกาศแต่งตั้ง ลิซ่า เป็น Global Ambassador ของแบรนด์ SHISEIDO อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ เพื่อพรีเซนต์ฮีโร่โปรดักต์อย่าง Ultimune เซรั่มขวดแดง

ความเคลื่อนไหวนี้มีนัยสำคัญหลายด้าน

  • ประกาศชัดว่า SHISEIDO ไม่ใช่แบรนด์คนแก่ อีกต่อไป แต่คือแบรนด์ที่คนรุ่นใหม่ใช้ได้และอินได้

  • เป็นการใช้ “ไอดอล K-Pop” มาชนกับแบรนด์เกาหลีที่เคยดึงส่วนแบ่งตลาดไป ด้วยการ “ใช้หนามยอกเอาหนามบ่ง” แย่งพื้นที่สื่อและฐานแฟนกลับมา

  • ในมุมของนักลงทุน การประกาศดีลนี้ช่วงเดียวกับการรายงานผลประกอบการ ช่วยสร้างความหวังว่า “บริษัทยังมีเงินทุน และยังพร้อมสู้กลับ” ซึ่งมีผลในเชิงจิตวิทยาต่อราคาหุ้น

ภาพรวมแล้ว แบรนด์ยังคงรักษาภาพลักษณ์ พรีเมียม น่าเชื่อถือ อิงวิทยาศาสตร์และความพิถีพิถันแบบญี่ปุ่น แต่กำลังพยายามเติมภาพของความ “สดใหม่ และร่วมสมัย” ให้มากขึ้นผ่านการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่


ทำไม SHISEIDO ถึงยังเป็นแบรนด์ระดับโลก แม้กำลังเจอวิกฤต

ข้อมูลผลประกอบการช่วงปี 2023–2025 แสดงให้เห็นชัดว่า SHISEIDO กำลังเจอวิกฤตหนัก

  • ปี 2023 – รายได้รวมราว 973,000 ล้านเยน แต่กำไรลดลงกว่า 22% สะท้อนว่า ตลาดจีน ซึ่งเคยเป็นเครื่องจักรทำรายได้เริ่มไม่เหมือนเดิม

  • ปี 2024 – รายได้ทรงตัวที่ราว 970,000 ล้านเยน แต่ต้องเผชิญ

    • วิกฤตความเชื่อมั่นต่อสินค้าญี่ปุ่นในกลุ่มลูกค้าจีน

    • นโยบายกวาดล้างกลุ่มรับหิ้ว (Daigou) ที่ทำให้รายได้จากช่องทาง Travel Retail หายไปอย่างมีนัยสำคัญ

  • 9 เดือนแรกปี 2025 – รายได้หดลงอีกราว 3% เหลือประมาณ 720,000 ล้านเยน และเมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างและการตัดหนี้สูญ ทำให้ปี 2025 กลายเป็นปีขาดทุนครั้งใหญ่

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่น่าสนใจคือ

  • Core Operating Profit (กำไรจากธุรกิจหลัก) ยังคงที่ หรือแม้แต่เติบโต (Q1–Q3 2025 โต 9.7%)

แปลว่า “ธุรกิจหลัก” ยังไม่ได้แย่ สินค้ายังขายได้ ต้นทุนการดำเนินงานเริ่มควบคุมดีขึ้น แต่สิ่งที่ฉุดบริษัทคือ

  • การบันทึก Goodwill Impairment ของแบรนด์ Drunk Elephant ในอเมริกา สูงถึง 46,800 ล้านเยน

  • ค่าใช้จ่ายจากการปรับโครงสร้างองค์กรทั่วโลก

พูดอีกแบบคือ SHISEIDO ยอม “ล้างแผล” จากการ M&A ผิดพลาด (ซื้อ Drunk Elephant ในราคาสูงแต่ไม่เปรี้ยงอย่างที่คิด) เพื่อให้งบปี 2026 “สะอาด” และเบาตัวขึ้น

ในด้านคุณภาพและมาตรฐาน แบรนด์ยังยืนบนฐานเดิมคือ

  • การวิจัยยาวนาน

  • การควบคุมมาตรฐาน คำนึงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย

  • ความสามารถในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับตลาดต่างประเทศ เช่น กันแดดสำหรับอากาศร้อนชื้น หรือสกินแคร์สำหรับผิวแพ้ง่าย

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ SHISEIDO ยังถูกมองเป็นแบรนด์ระดับโลก แม้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เจ็บปวด


วิธีเลือกและใช้ SHISEIDO ให้เหมาะกับผิวและไลฟ์สไตล์

จากข้อมูลในบทความรีวิวและคำแนะนำของนักเขียนสายความงาม สามารถสรุปวิธีเลือกและใช้ผลิตภัณฑ์ SHISEIDO ให้เข้ากับสภาพผิวได้ดังนี้

1. เซรั่ม Shiseido Ultimune Power Infusing Concentrate

เหมาะกับใคร

  • คนวัยปลาย 20s ขึ้นไป ที่ต้องการป้องกันริ้วรอยก่อนวัย

  • คนเมืองที่ผิวเจอมลภาวะและความเครียด

  • ผิวธรรมดา–แห้ง–ผสม (ต้องตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์)

ผลลัพธ์จากรีวิวผู้ใช้

  • 1–2 สัปดาห์: ผิวนุ่ม ชุ่มขึ้น ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูฟูขึ้นเล็กน้อย ผิวดูโกลว์ขึ้นหากใช้เช้า–เย็นต่อเนื่อง

  • 4 สัปดาห์ขึ้นไป: ผิวเรียบเนียนขึ้น ทนต่อมลภาวะดีขึ้น ความหมองลดลง และทำให้เซรั่มหรือครีมตัวอื่นทำงานได้ดีขึ้น

ข้อดี–ข้อจำกัดจากรีวิว

  • เนื้อบางเบา ไม่เหนอะ

  • เพิ่มความชุ่มชื้นและความเปล่งปลั่ง

  • ช่วยเสริมประสิทธิภาพสกินแคร์ตัวถัดไป

  • ขวดปั๊มใช้ง่ายและสะอาด

ข้อจำกัดคือ

  • ราคาค่อนข้างสูง

  • ต้องใช้สม่ำเสมอจึงเห็นผล

  • ไม่ใช่มอยส์เจอไรเซอร์ ยังต้องลงครีมตาม

  • ผลลัพธ์อาจดูไม่ชัดเท่าที่หวังในผิวที่มีริ้วรอยลึกมาก ๆ

วิธีใช้ที่แนะนำ

ตามรีวิวในภาษาไทยที่เล่าประสบการณ์ใช้งานจริง มีลำดับการลงสกินแคร์แบบนี้

  • น้ำตบ

  • Ultimune

  • เซรั่มไฮยา

  • ครีมบำรุง

ผู้ใช้บางคนที่เคยกลัวสิวขึ้น พบว่าเมื่อใช้จริง ผิวกลับดีขึ้น ผิวไม่หมอง แม้พักผ่อนน้อย ผื่นแดงลดลง และไม่มีสิวเห่อ

2. กันแดด ANESSA – สำหรับอากาศร้อนชื้น

แบรนด์ ANESSA ของ SHISEIDO เหมาะมากกับประเทศอากาศร้อนชื้นแบบไทย เพราะ

  • ส่วนใหญ่ SPF50+ PA++++

  • มีสารให้ความชุ่มชื้น ปกป้องผิวจาก UV พร้อมบำรุงไปด้วย

  • มีหลายเนื้อ เช่น น้ำนม เจล สเปรย์ แป้ง เลือกตามความถนัด

จุดเด่นคือเหมาะกับการใช้ในกิจกรรมกลางแจ้งและระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะคนที่เหงื่อออกง่ายหรือโดนน้ำบ่อย

3. d program – ทางเลือกสำหรับผิวแพ้ง่าย

สำหรับคนที่ผิวระคายเคืองง่าย หรือแพ้สกินแคร์หลายตัว d program ในเครือ SHISEIDO เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ออกแบบมาโดยเน้น

  • สูตรอ่อนโยนที่สุดเท่าที่ทำได้

  • ผ่านการทดสอบหลายรูปแบบสำหรับผิวแพ้ง่าย

  • แบ่งซีรีส์ตามปัญหา เช่น ผิวแห้งระคายเคือง ผิวเป็นสิว ผิวมีริ้วรอย และผิวหมองคล้ำ

จุดสำคัญคือควรเลือกซีรีส์ให้ตรงกับปัญหาผิวของตัวเอง และใช้ร่วมกับคลีนเซอร์ที่อ่อนโยนเพื่อไม่ทำลายเกราะผิว

4. ที่ดัดขนตา Shiseido – เลือกรุ่นตามรูปตา

สำหรับสายเมกอัพ ที่ดัดขนตา SHISEIDO เป็นอีกไอเท็มที่โดดเด่น โดยแต่ละรุ่นออกแบบให้เข้ากับรูปตาต่างกัน

  • 213 – โค้งค่อนข้างแบน เหมาะมากกับดวงตาเอเชีย ตาชั้นเดียว หรือตาชั้นใน

  • 214 – โค้งมนกว่า 213 เหมาะกับเบ้าตาลึก

  • 215 – โค้งมากกว่า 213 เหมาะกับตากลม หรือตาอัลมอนด์ ให้ลุคขนตางอนชัด

  • 216 – จุดกึ่งกลางระหว่าง 213 กับ 215 เหมาะกับคนที่ดวงตาอยู่ระหว่างสองแบบ

สิ่งที่ทำให้ที่ดัดขนตา SHISEIDO ขึ้นแท่น “ลูกรัก” ของหลายคนคือ

  • สแตนเลสแข็งแรง แต่ใช้คู่กับแผ่นยางซิลิโคน ทำให้กดแล้วนุ่ม ไม่หักขนตา

  • โค้งรับกับรูปตาเอเชีย ลดโอกาสหนีบหนังตา

  • ขนตางอนอย่างเป็นธรรมชาติ อยู่ทรงได้นาน แม้ไม่ปัดมาสคาร่า

ทิปการใช้

  1. ทำความสะอาดขนตาก่อน ไม่ควรมีมาสคาร่าติดอยู่

  2. หนีบที่โคนขนตาเบา ๆ ค้างไว้ 5–10 วินาที

  3. เลื่อนขึ้นไปกลางเส้นแล้วหนีบซ้ำ เพื่อให้โค้งเป็นธรรมชาติ

  4. ปัดมาสคาร่าทันทีหลังดัด เพื่อช่วยล็อกทรง


สรุป: SHISEIDO ยังครองใจโลกได้ไหมในวันที่โลกวิ่งเร็วขึ้น

ภาพรวมจากข้อมูลทั้งหมดทำให้เห็นว่า SHISEIDO อยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ 154 ปี

  • ด้านหนึ่ง แบรนด์ยังมี จุดแข็งชัดเจน: นวัตกรรม, มาตรฐานคุณภาพ, พอร์ตผลิตภัณฑ์หลากหลายตั้งแต่สกินแคร์ กันแดด ไปจนถึงบิวตี้ทูลส์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ทั่วโลก

  • แต่อีกด้านหนึ่ง แบรนด์กำลังแบกรับ “ค่าใช้จ่ายของอดีต” ทั้งการลงทุน M&A ที่ไม่เป็นไปตามฝัน การพึ่งพาตลาดเดิมมากเกินไป และการต้องหดตัวเพื่อรอด

การดึง ลิซ่า มานั่งตำแหน่ง Global Ambassador การโฟกัส Core 3 และ Next 5 การยอมขาดทุนครั้งใหญ่เพื่อ “ล้างแผล” และตั้งต้นใหม่ ล้วนเป็นเดิมพันที่ใหญ่และเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนว่าบริษัทพร้อมยอมรับความผิดพลาด และยอมเจ็บเพื่อรีเซ็ตตัวเอง

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คำตอบจะชัดขึ้นว่า SHISEIDO จะสามารถเปลี่ยน “ยอดไลก์” จากแคมเปญการตลาดและพรีเซ็นเตอร์ระดับโลกให้กลายเป็น “ยอดขาย” และ “การเติบโต” ได้จริงหรือไม่

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร กรณีของ SHISEIDO คือ Case Study สำคัญที่ทำให้เห็นว่า แม้แต่ยักษ์ใหญ่ในวงการความงามก็ล้มได้ หากไม่ทันเกมโลก และในเวลาเดียวกัน ก็แสดงให้เห็นว่าบริษัทพร้อมจะสู้ต่อด้วยการปรับตัวครั้งใหญ่ในทุกมิติ ตั้งแต่นวัตกรรม การตลาด ไปจนถึงโครงสร้างองค์กร

สำหรับผู้บริโภคและนักลงทุน นี่คือช่วงเวลาที่น่าจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า ตำนานความงามจากญี่ปุ่นรายนี้จะกลับมา “คืนชีพ” ในเวทีโลกได้อย่างสง่างามอีกครั้งหรือไม่

สามารถอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ Zestbuy

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น