เปิดเกมปีใหม่ 2569 ด้วยคอนเทนต์ที่ยิงตรงใจผู้บริโภค
ช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงปีใหม่ 2569 ผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจจากราคาอย่างเดียวอีกต่อไป แต่หันมาเลือกแบรนด์ที่ให้ ประสบการณ์ ความหมาย และความรู้สึกดี ๆ แทน
คนไทยยังอยากเฉลิมฉลอง แม้จะมีแรงกดดันด้านการเงิน เพราะเทศกาลคือช่วงพักใจ แบรนด์ที่ยังเน้นลดราคาอย่างเดียวจึงอาจตามไม่ทัน ใครเล่าเรื่องได้ “ใช่” กว่า คนนั้นชนะ
ปีใหม่นี้จึงเป็นจังหวะทองของแบรนด์ที่วางคอนเทนต์แบบมีแผน ใช้อินไซต์และความเข้าใจแพลตฟอร์มมาช่วยออกแบบประสบการณ์ครบทั้งอารมณ์และยอดขาย
แพลตฟอร์มหลักที่ต้องให้ความสำคัญ
ในยุคที่ทุกอย่างแข่งกันบนหน้าจอ แพลตฟอร์มแต่ละแห่งมีบทบาทต่างกันอย่างชัดเจน ถ้าใช้ให้ถูกทาง คอนเทนต์ปีใหม่ของคุณจะยิ่งทรงพลัง
TikTok: ศูนย์กลางของ Shoppertainment คนดูสนุกไปกับคอนเทนต์ แล้วกดซื้อแทบจะทันที คอนเทนต์ต้อง สั้น กระชับ และดึงสายตาตั้งแต่ไม่กี่วินาทีแรก
Meta (Facebook/IG): ภาพนิ่งและวิดีโอ Reels ยังทำผลงานได้ดีมาก โดยเฉพาะโพสต์ที่ใช้ภาพซึ่งช่วยดัน Engagement ได้มหาศาล
LINE OA: การส่งข้อความแบบเจาะกลุ่มทำให้ทั้งอัตราเปิดอ่านและคลิกสูงขึ้น ช่วยสื่อสารกับลูกค้าเก่าและคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ได้อย่างตรงใจ รู้จักลูกค้ายิ่งชัด ยิ่งสร้าง Conversion ได้ดีกว่าการยิงแบบหว่าน
AI กับการทำคอนเทนต์แบบเจาะจง
AI กลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในการทำคอนเทนต์ปีใหม่ ทั้งช่วยประหยัดเวลา และช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น
โดยเฉพาะคอนเทนต์แบบ Personalization ที่ปรับตามความสนใจเฉพาะคน ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจเขาจริง ๆ
แต่สิ่งที่ห้ามลืมคือ คอนเทนต์ที่ดีต้องยัง ดูเป็นธรรมชาติ มีความเป็นมนุษย์ และเล่าเรื่องได้อย่างจริงใจ ถ้าทุกอย่างดูเหมือนผลิตจาก AI ล้วน ๆ ความน่าเชื่อถือและความรู้สึกผูกพันจะลดลงทันที
ดังนั้น การใช้ AI ที่ฉลาดคือใช้เป็นตัวช่วยในการคิด สร้างไอเดีย และแตกเวอร์ชันคอนเทนต์ ไม่ใช่ดึงมาแทนที่มนุษย์ในการเล่าเรื่องทั้งหมด
10 แนวคอนเทนต์ปีใหม่ที่แบรนด์ใหญ่ใช้จริง
1. Relatable Storytelling: เรื่องเล่าที่คนดู “อินจริง”
เล่าเรื่องในแบบที่คนดูรู้สึกว่า “นี่มันเรื่องเราเลย” ไม่ว่าจะเป็น
ความผูกพันในครอบครัว
ความหวังสำหรับปีใหม่
บทเรียนที่ได้จากปีที่ผ่านมา
ใช้เรื่องจริงหรือประสบการณ์ที่มีเค้าโครงจากชีวิตจริง ถ่ายทอดผ่านวิดีโอหรือบทความที่มี อารมณ์ร่วมชัด ๆ ให้คนดูยิ้ม น้ำตาซึม หรืออยากแชร์ต่อ เพราะรู้สึกว่าโดนใจแบบไม่ต้องพยายามขายของตรง ๆ
2. Nano & Micro-Influencer: เล็กแต่แม่น แรงกว่ายิงหว่าน
ในช่วงเทศกาล การเลือก Influencer ที่เหมาะสมส่งผลต่อคุณภาพของ Conversion แบบเห็นได้ชัด
แบรนด์ที่มองไกลมักเลือกใช้ Nano และ Micro Influencer ที่มีกลุ่มผู้ติดตามตรงกับลูกค้าเป้าหมาย เพราะแม้ตัวเลขผู้ติดตามจะไม่สูงลิ่ว แต่ความเชื่อใจและความใกล้ชิดกับผู้ติดตามกลับสูงมาก
จุดสำคัญคือ:
เลือก Influencer ที่ใช้สินค้าจริงหรือมีประสบการณ์จริง
ผูกกับระบบ Affiliate เพื่อวัดผลแบบชัด ๆ ว่าคนที่เข้ามาซื้อเกิดจากใคร
วิธีนี้ทำให้แคมเปญเทศกาลไม่ได้จบแค่ยอดวิวหรือไลก์ แต่ได้ ยอดขายและข้อมูลที่นำไปต่อยอดได้จริง
3. Shoppertainment & Live Commerce: ดูเพลินแล้วกดซื้อทันที
คอนเทนต์แบบ ไลฟ์ขายของและวิดีโอสั้นที่มี Call-to-Action ชัดเจน ยังคงเป็นหมัดเด็ดของเทศกาลปีใหม่
หัวใจของการออกแบบคือทำให้ตรงกับพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย:
วิดีโอสั้นต้องสนุก เข้าใจง่าย และจับประเด็นขายได้ภายในไม่กี่วินาที
ไลฟ์ต้องมีจังหวะการเล่า การโชว์สินค้า และการปิดการขายที่ลื่นไหล
อย่าลืมแปะ Call-to-Action ที่ใช้งานง่าย เช่น ปุ่มกดซื้อทันที หรือปัดขึ้นดูรายละเอียด เมื่อคอนเทนต์เชื่อมต่อกับฟีเจอร์บนแพลตฟอร์มที่ลูกค้าใช้อยู่เป็นประจำ จะช่วย เร่งการตัดสินใจซื้อแบบแทบไม่ต้องคิดนาน
4. Cultural Immersion & Omnichannel Experience: ผูกวัฒนธรรมกับประสบการณ์ครบทุกช่องทาง
การหยิบวัฒนธรรมไทยมาเล่าให้ร่วมสมัย เป็นอีกหนึ่งทางลัดเข้าสู่ใจผู้บริโภค เช่น
เทศกาลโคมไฟ กิจกรรมท้องถิ่น หรือการแสดงประจำจังหวัด
ผสมกับเทคโนโลยีอย่าง AR หรือกิจกรรมในห้าง
แนวทางนี้ช่วยสร้าง ประสบการณ์ต่อเนื่องระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ ให้คนรู้สึกว่าแบรนด์อยู่กับเขาทุกที่ ทุกช่องทาง ไม่ใช่แค่บนหน้าจอ
5. Gamification & Interactive Campaigns: เล่นสนุก แต่เก็บข้อมูลแนบเนียน
คอนเทนต์แบบเกมและกิจกรรมตอบโต้ เป็นเครื่องมือสร้าง Engagement ที่ทั้งสนุกและได้ประโยชน์ เช่น
เขย่าชิงโชครับของขวัญปีใหม่
สแกน QR Code ลุ้นรับของรางวัล
ภารกิจเก็บแต้ม หรือภารกิจประจำวันในช่วงเทศกาล
แคมเปญเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างสีสัน แต่ยังช่วยให้แบรนด์ เก็บข้อมูลลูกค้าได้อย่างแนบเนียน เพื่อนำไปใช้ต่อในคอนเทนต์แบบเจาะจงในอนาคต
6. Hyper-Personalized Content: คอนเทนต์ถูกคน ถูกเวลา ถูกความต้องการ
เมื่อแบรนด์ใช้ข้อมูลลูกค้ามาช่วยกำหนดคอนเทนต์เฉพาะบุคคล การยิงโฆษณาแบบเจาะกลุ่มจะยิ่งทรงพลังมากขึ้น
ตัวอย่างการนำไปใช้:
ส่งข้อเสนอเฉพาะบุคคลผ่าน LINE OA หรือ Email ตามประวัติการซื้อและสิ่งที่เขาเคยสนใจ
ใช้ AI ช่วยสร้างคอนเทนต์หลายเวอร์ชัน เพื่อให้ตรงกับแต่ละเซกเมนต์ ไม่ใช้คอนเทนต์ชุดเดียวหว่านใส่ทุกคน
ยิ่งรู้จักลูกค้าลึกเท่าไหร่ คอนเทนต์ยิ่งตรงจุดและสร้าง Conversion ได้มากขึ้นเท่านั้น
7. Value-Added Promotions & Incentive: ให้มากกว่าการลดราคา
โปรโมชั่นปีใหม่ที่สร้างคุณค่าได้มากกว่าตัวเลขส่วนลด มักได้ใจลูกค้ายาว ๆ เช่น
ส่ง E-Voucher ให้ลูกค้าเก่าหรือคนที่เคยซื้อซ้ำ เพื่อขอบคุณและชวนกลับมาซื้ออีกครั้ง
- ให้แลกแต้มสะสมกับบริการที่มีประโยชน์จริงช่วงปีใหม่ เช่น
ประกันภัยการเดินทาง
ตรวจเช็กสภาพรถก่อนเดินทาง
บริการทำความสะอาดบ้านรับปีใหม่
แบรนด์ที่ออกข้อเสนอเฉพาะกลุ่ม เช่น สิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าที่มีประวัติดี หรือสมาชิกเดิมในช่วงเวลาจำกัด จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ฉันสำคัญสำหรับแบรนด์นี้” มากกว่าการเห็นป้ายลดราคาทั่วไป
8. Localized Content & Regional Strategy: พูดให้ถูก “ภาษาพื้นที่”
ผู้บริโภคในแต่ละจังหวัด แต่ละภูมิภาค มีบริบทและไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน การทำคอนเทนต์แบบ Local จึงสำคัญมากในช่วงเทศกาล
แนวทางที่น่าสนใจ ได้แก่
ใช้ครีเอเตอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่นมาช่วยเล่าเรื่อง
สร้างคอนเทนต์ที่สะท้อนวิถีชีวิตในแต่ละพื้นที่จริง ๆ
เมื่อคนดูรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจพื้นที่ของเขา คอนเทนต์จะ ไม่ใช่แค่โฆษณา แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
9. Year-End Recap & Future Commitment: ทบทวนอดีต แล้วพาแบรนด์ไปข้างหน้า
ช่วงปีใหม่เป็นเวลาแห่งการมองย้อนและมองไปข้างหน้า แบรนด์สามารถใช้จังหวะนี้ในการสื่อสารความจริงใจและวิสัยทัศน์ได้ดีมาก เช่น
สรุปสิ่งที่แบรนด์ทำมาตลอดทั้งปี
เล่าความสำเร็จ เป้าหมาย หรือแผนปีหน้า
ทำวิดีโอจากผู้บริหารหรือทีมงานจริง
คอนเทนต์แบบนี้ช่วยสร้างความ มั่นใจ โปร่งใส และทำให้คนรู้สึกว่าแบรนด์มีทิศทางที่น่าติดตาม ไม่ใช่แค่ขายของไปวัน ๆ
10. Utility & Knowledge-Sharing: คอนเทนต์มีประโยชน์ ใช้จริงได้ทันที
ในยุคที่คนชอบอะไรสั้น กระชับ และนำไปใช้ได้เลย คอนเทนต์ปีใหม่แบบให้ความรู้หรือให้ไอเดียจึงมาแรงมาก เช่น
ทริปท่องเที่ยวปีใหม่
เพลย์ลิสต์เพลงช่วงเทศกาล
How-to ใช้สินค้าแบบสั้น ๆ บน TikTok
อีกแนวที่ได้รับความนิยมสูงคือคอนเทนต์แนว New Year’s Resolution เช่น
“เป้าหมาย 3 ข้อของฉันในปี 2569”
“เริ่มต้นปีใหม่ด้วยนิสัยดี ๆ”
คอนเทนต์แนวนี้กระตุ้นให้คน คอมเมนต์ แชร์ และเซฟเก็บไว้ แบรนด์สามารถใช้โอกาสนี้เสนอสินค้า/บริการที่สอดคล้องกับเป้าหมายของผู้บริโภค เช่น อุปกรณ์ออกกำลังกาย แพลนเนอร์ หรือคอร์สพัฒนาตัวเอง โดยไม่ต้องขายตรง แต่ทำให้แบรนด์อยู่ในหัวเขาเวลาวางแผนชีวิต
3 เรื่องใหญ่ที่ต้องโฟกัสเวลาออกแบบคอนเทนต์
นอกจากไอเดียคอนเทนต์แล้ว การจะทำให้ทุกอย่าง “เวิร์กจริง” ต้องให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลักต่อไปนี้
1) ปรับให้เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์ม
แต่ละแพลตฟอร์มมีธรรมชาติไม่เหมือนกัน ถ้าเอาคอนเทนต์ชุดเดียวไปลงทุกที่แบบไม่ปรับ ก็เหมือนพูดประโยคเดียวกันใส่คนละห้องโดยไม่ดูว่าใครยืนอยู่ตรงหน้า
TikTok เหมาะกับวิดีโอเร็ว ดูแล้วอยากซื้อทันที
LINE เหมาะกับการส่งข้อเสนอเฉพาะบุคคลแบบเจาะจง
ใครปรับคอนเทนต์ให้ตรงแพลตฟอร์มก่อน คนนั้นได้เปรียบทั้งเรื่องยอดเข้าถึงและยอดขาย
2) เลือก Influencer แบบวัดผลได้จริง
ยุคนี้การทำแคมเปญกับ Influencer ไม่ควรจบที่ยอดวิวหรือยอดไลก์ แต่ต้องมองไปถึง Conversion จริง
ตัวอย่างวิธีคิด:
ใช้ Micro Influencer ที่กลุ่มติดตามตรงกับสินค้าและบริการ
ให้ลิงก์หรือโค้ดเฉพาะแต่ละคน เพื่อวัดยอดขายหรือการลงทะเบียนที่มาจากเขาโดยตรง
เมื่อวัดผลได้ แบรนด์จะรู้ทันทีว่า เงินที่ลงไปสร้างผลลัพธ์จริงแค่ไหน และควรต่อยอดกับใครในระยะยาว
3) ใช้ Insight เป็นหัวใจของการวางแผน
Insight ที่ดีทำให้คอนเทนต์พูดในสิ่งที่คนอยากฟัง ไม่ใช่สิ่งที่แบรนด์อยากพูด เช่น ถ้าข้อมูลบอกว่ากลุ่มลูกค้าเริ่มหันมาสนใจสุขภาพช่วงต้นปี แบรนด์อาจ
วางคอนเทนต์ New Year’s Resolution ที่เกี่ยวกับสุขภาพ
ผูกกับสินค้าสุขภาพหรือบริการฟิตเนส
ไม่จำเป็นต้องโฆษณาแบบตรงตัว แต่ทำให้คนรู้สึกว่า “แบรนด์นี้เข้าใจชีวิตฉัน” แล้วการตัดสินใจเลือกก็จะตามมาเอง
สรุป: ปีใหม่ 2569 เป็นปีทองของคอนเทนต์ที่ “เข้าใจคน” มากกว่าขายของ
คอนเทนต์ปีใหม่ที่เวิร์กในปี 2569 ไม่ใช่คอนเทนต์ที่ตะโกนขายเสียงดังที่สุด แต่คือคอนเทนต์ที่ เข้าใจผู้บริโภคที่สุด
เมื่อคุณผสมผสาน 10 แนวคอนเทนต์ด้านบน เข้ากับการโฟกัส 3 เรื่องหลัก คือ แพลตฟอร์มที่ใช่ Influencer ที่วัดผลได้ และ Insight ที่ชัดเจน แบรนด์ของคุณก็พร้อมจะเปลี่ยนช่วงเทศกาลปีใหม่ ให้กลายเป็นช่วงเวลาที่ทั้งยอดขายดีขึ้น และความสัมพันธ์กับลูกค้าลึกขึ้นไปอีกขั้น

