อีกด้านที่คนไม่ค่อยได้เห็นของแบมแบม
คงแทบไม่มีใครไม่รู้จัก แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล แต่ภาพที่คนส่วนใหญ่จำได้มักเป็นเวอร์ชันไอดอล K-Pop สมาชิกวง GOT7 ที่จัดเต็มทั้งลุคและสเตจโชว์
คราวนี้เขากลับมาในฐานะศิลปิน T-Pop ภาษาไทยเต็มตัว กับอัลบั้มที่เล่าเรื่องเมืองไทยในแบบที่เขาโตมา เห็นมา และรู้สึกจริงๆ เป็นอีกด้านที่ทั้งตรงไปตรงมาและเป็นธรรมชาติที่สุดของแบมแบม
เมืองไทยในแบบแบมแบม: ไม่ต้องมีลายไทยก็รู้ว่าไทย
สำหรับแบมแบม “ความเป็นไทย” ไม่ได้เท่ากับวัด ลายไทย หรือแลนด์มาร์กดังๆ ตามโปสเตอร์ท่องเที่ยว
ภาพจำเมืองไทยของเขากลับเป็นอะไรที่บ้านๆ และคุ้นตาสุดๆ อย่างเช่น
รถเข็นชายสี่หมี่เกี๊ยวหน้าเซเว่น
ถนนเยาวราช สำเพ็งที่วุ่นวายแต่มีเสน่ห์
งานวัดหน้าหมู่บ้านที่เคยไปตั้งแต่เด็ก
ทั้งหมดคือสถานที่ที่เขาเคยไปจริง เป็นเมืองไทยในความทรงจำ ไม่ใช่เมืองไทยที่จัดฉากโชว์ให้ต่างชาติดู
เขาเลือกจะเอาความทรงจำเหล่านี้ใส่ลงในงาน มากกว่าภาพเมืองไทยสูตรสำเร็จที่ทุกคนคุ้นชิน
เมื่อเสียงแฟนๆ บอกว่า “แบมแบมกู้ชาติ”
กระแสตอบรับของอัลบั้มใหม่นี้ไม่ได้มาจากแฟนคลับเท่านั้น แต่ยังมาจากคนที่ไม่เคยเป็นแฟนแบมแบมมาก่อนด้วย ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า ชอบอ่านฟีดแบ็กจากคนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ
สิ่งที่เขาได้ยินบ่อยคือการขอบคุณ ที่ช่วยพา
ความเป็นไทย
วงการบันเทิงไทย
สไตล์เพลง T-Pop และภาษาไทย
ออกไปสู่สายตาระดับนานาชาติให้คนต่างชาติได้เห็นมากขึ้น
อีกคำหนึ่งที่เขาแอบชอบมากคือคำว่า “แบมแบมกู้ชาติ” เพราะมันฟังดูยิ่งใหญ่ เท่ และมีน้ำหนักในฐานะศิลปินคนหนึ่ง
ฟีดแบ็กที่ทำให้เขาดีใจที่สุดคือการได้ยินว่าคนเริ่มมองเขาเป็น ศิลปินเต็มตัว ไม่ใช่แค่ไอดอล จากเดิมที่หลายคนยังเรียกเขาว่า “น้องแบมแบม” หรือมองว่าเป็นเด็ก ตอนนี้คนรอบตัวเริ่มมองเขาโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ทั้งจากงานที่ทำและตัวตนที่ชัดเจนขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา
Louis Vuitton, แรงบันดาลใจ และผู้ชายหน้าเวทีคอนเสิร์ต
ในฐานะแอมบาสเดอร์ของ Louis Vuitton แบมแบมไม่ได้แค่ใส่เสื้อผ้าแบรนด์หรูขึ้นงาน แต่มันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสไตล์และงานสร้างสรรค์ของเขาจริงๆ
เขาเริ่มสังเกตว่ามีผู้ชายแต่งตัวมาคอนเสิร์ต คล้ายกับลุคของเขา
เสื้อยืดตัวเดียว
กางเกงยีนส์ขาม้า
เสื้อตัวในเก็บชายเข้ากางเกง
ใส่เข็มขัดให้ลุคดูเนี้ยบขึ้น
แฟนๆ อาจจะได้แรงบันดาลใจมาจากเขา แต่ตัวเขาเองก็ได้แรงบันดาลใจมาจาก Louis Vuitton อีกที โดยเฉพาะเรื่องกางเกงขาม้าที่เขาชอบใส่นานแล้ว พอแบรนด์ทำออกมาก็ยิ่งเข้าทางเขาเต็มๆ
ด้านดนตรีก็ได้รับอิทธิพลเช่นกัน เมื่อ Pharrell Williams เข้ามาเป็นไดเร็กเตอร์ฝั่งเสื้อผ้าผู้ชาย แบมแบมก็มีโอกาสได้ทำเพลงกับเขา ทำให้บทบาทแอมบาสเดอร์ไม่ได้อยู่แค่ในโลกแฟชั่น แต่ลามไปถึงดนตรีและการทำโชว์ด้วย
โชว์เปิดคอนเสิร์ตของเขาได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่นโชว์ Louis Vuitton ที่ใช้คณะร้องเพลงประสานเสียงเพลงกอสเปล แต่แบมแบมเลือกจะปรับให้เป็นเวอร์ชันของตัวเองด้วยการ เปลี่ยนจากคณะนักร้อง เป็นนางรำไทย
เขาเอาวัฒนธรรมไทยใส่เข้าไปในโชว์เหมือนที่ Louis Vuitton หยิบวัฒนธรรมจากหลายที่มาร้อยรวมกัน เพียงแต่ของเขาคือการยืนยันความเป็นคนไทยอย่างภาคภูมิ
ลุคถ่ายแฟชั่นที่โดนใจที่สุด
สำหรับกองถ่ายแฟชั่นครั้งนี้ แบมแบมเล่าว่าลุคที่เขาชอบที่สุดคือ ลุคที่สาม
ใส่เชิ้ตด้านใน
ทับด้วยสเวตเตอร์ผ้านิตด้านนอก
จับคู่กับกางเกงผ้าเงาๆ
เขายังแอบชอบชุดปกด้วย แต่ถ้าต้องหยิบมาใส่อีกครั้ง เขาบอกว่าขอ เปลี่ยนจากกางเกงขาสั้นเป็นขายาว เพราะตัวเองเป็นคนขายาวเรียวแบบที่เจ้าตัวบอกขำๆ ว่า “ขาตะเกียบ” เลยอยากบาลานซ์ลุคให้ดูลงตัวกว่านั้น
แฟชั่นคือภาษาที่เล่าเรื่องศิลปินได้เร็วที่สุด
แม้จะเป็นศิลปินที่คนมองว่ามีสไตล์ชัดเจน แต่สำหรับแบมแบม แฟชั่นไม่ใช่แค่การแต่งตัวสวยๆ มันคือส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องเพลงและคาแร็กเตอร์ในอัลบั้มนี้
เขาเล่าว่าทุกครั้งที่ทำอัลบั้ม เขาลงทุนกับชุดพอๆ กับการทำเพลง จนทั้ง Louis Vuitton Thailand และค่ายยังอดห่วงไม่ได้ว่าช็อปเกินไปหรือเปล่า
แต่รอบนี้เขาเลือกแตกต่างออกไป
ไม่ได้ลงทุนกับเสื้อผ้าเยอะเหมือนก่อน
หันมาใส่ลุคแคชชวลมากๆ
เป็น “แบมแบมในชีวิตประจำวัน” ที่เสื้อยืดตัวเดียวก็เอาอยู่
เพราะเขารู้สึกว่า
เพลงต้องเป็นพระเอกก่อน
ตามมาด้วยมิวสิกวิดีโอ คอนเซ็ปต์ เมกอัพทำผม
ภาพลักษณ์ต้องแมตช์กับเพลงเพื่อให้คน “เข้าใจเพลงมากขึ้นอีกหลายเท่า” และเขามองว่า การแต่งตัวคือสิ่งที่อธิบายตัวตนได้เร็วและชัดที่สุด
ลองนึกภาพว่าเราเดินเข้าไปเจอคนที่ไม่รู้จักเราเลย สิ่งแรกที่เขาใช้ประมวลเราคือการแต่งตัว ถ้าแต่งถูกกาลเทศะ แต่มีความเป็นเราแทรกอยู่แบบโดดเด่นนิดๆ โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย คนก็จะเริ่มสงสัยว่า
เอ๊ะ คนนี้เป็นใครนะ เป็นศิลปินหรือเปล่า?
และตรงนี้เองที่แฟชั่นช่วยนิยามคาแร็กเตอร์ของแบมแบมได้ชัดเจนมาก
เมื่อกลับมาเล่าเรื่องเมืองไทย แล้วได้เจอตัวเองชัดขึ้น
การกลับมาทำเพลงที่เล่าเรื่องเมืองไทย ทำให้แบมแบม ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นในหลายด้าน รวมถึงได้มองภาพอนาคตของตัวเองชัดกว่าเดิม
ครั้งนี้เขาไม่ได้เขียนเนื้อเพลงจากเรื่องแต่งหรือสถานการณ์สมมติ แต่เขียนจากตัวเอง ด้วยภาษาของตัวเอง
พร้อมกับเลือกจะ
แต่งตัวแบบไม่จัดเต็ม
แต่งหน้าเบามากหรือแทบไม่แต่ง
ไม่ทำสีผมให้หวือหวา
เป็นแบมแบมเวอร์ชันเรียบง่ายที่เขาบอกว่าตัวเองก็ชอบมาก เพราะมันคือ ตัวตนจริงๆ แบบไม่มีฟิลเตอร์
ที่ผ่านมาเราเคยเห็นเขาในลุคแต่งหน้าเต็ม ผมสีดำแดง ใส่ชุดจัดเต็มดูเหมือน “เทพเจ้าอีกา” ซึ่งก็เป็นคาแร็กเตอร์ที่ทรงพลัง แต่สำหรับอัลบั้มนี้ เขาตั้งใจจะเป็น แบมแบมที่เป็นแบมแบมจริงๆ ถ้าใครชอบเขาในเวอร์ชันนี้ เขาจะยิ่งแฮปปี้เป็นพิเศษ เพราะเหมือนถูกชอบที่ตัวตนไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์
ดนตรี x แฟชั่น: สองโลกสร้างสรรค์ที่ช่วยให้ภาพตัวเองชัดขึ้น
สำหรับปีนี้ แบมแบมมองว่าเขาไม่ได้เจอความท้าทายแบบหวือหวาอะไรใหม่มากนักในโลกดนตรีและแฟชั่น ทั้งสองอย่างยังเป็นงานสร้างสรรค์ที่เขาคุ้นเคยอยู่แล้ว
สิ่งที่ท้าทายจริงๆ กลับเป็นการ
ลองร้องเพลงภาษาไทยอย่างจริงจัง
ลองแต่งเพลงเป็นภาษาไทย
เวลาทำเพลง เขาไม่ได้คิดว่าดนตรีต้องมีสังกัดประเทศหรือภาษาอะไรชัดเจน เพราะเชื่อว่า เพลงฟังได้ทุกคน แต่การใช้ภาษาไทยในงานของตัวเองทำให้เขา เห็นตัวเองชัดขึ้นกว่าที่เคย
ปีนี้สำหรับเขาเลยไม่ใช่ปีแห่งการพิชิตอะไรใหม่ แต่มากกว่าเป็นปีที่
ภาพตัวเองชัดเจนขึ้น
ตัวตนในฐานะศิลปินนิ่งและมั่นคงขึ้น
รู้แล้วว่า “เราเป็นใคร” และอยากเดินไปทางไหนต่อ
สรุป: อีกด้านที่ไม่ต้องพยายาม แต่กลับทรงพลังที่สุด
แบมแบมในอัลบั้มภาษาไทยครั้งนี้คือการถอยจากความจัดเต็ม แล้วเดินเข้าใกล้ ความเป็นตัวเอง แบบไม่ประดิษฐ์
เมืองไทยในความทรงจำ
แฟชั่นที่ใช้อธิบายตัวตน
ดนตรีที่ไม่ติดกรอบภาษา
และภาพศิลปินที่โตเต็มวัยมากขึ้น
ทั้งหมดรวมกันกลายเป็นอีกด้านหนึ่งของ “แบมแบม” ที่อาจไม่ได้ตะโกนดัง แต่กลับชัดเจนในแบบที่ คนดูแล้วเชื่อ คนฟังแล้วอิน มากกว่าเดิมหลายเท่า

