รับแอปรับแอป

แบมแบมในเวอร์ชันเรียบง่าย แต่โคตรชัดเจน: เมื่อ T-Pop, แฟชั่น และความเป็นไทยมาชนกัน

กฤตชัย มโนธรรม01-31

อีกด้านที่คนไม่ค่อยได้เห็นของแบมแบม

คงแทบไม่มีใครไม่รู้จัก แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล แต่ภาพที่คนส่วนใหญ่จำได้มักเป็นเวอร์ชันไอดอล K-Pop สมาชิกวง GOT7 ที่จัดเต็มทั้งลุคและสเตจโชว์

คราวนี้เขากลับมาในฐานะศิลปิน T-Pop ภาษาไทยเต็มตัว กับอัลบั้มที่เล่าเรื่องเมืองไทยในแบบที่เขาโตมา เห็นมา และรู้สึกจริงๆ เป็นอีกด้านที่ทั้งตรงไปตรงมาและเป็นธรรมชาติที่สุดของแบมแบม

เมืองไทยในแบบแบมแบม: ไม่ต้องมีลายไทยก็รู้ว่าไทย

สำหรับแบมแบม “ความเป็นไทย” ไม่ได้เท่ากับวัด ลายไทย หรือแลนด์มาร์กดังๆ ตามโปสเตอร์ท่องเที่ยว

ภาพจำเมืองไทยของเขากลับเป็นอะไรที่บ้านๆ และคุ้นตาสุดๆ อย่างเช่น

  • รถเข็นชายสี่หมี่เกี๊ยวหน้าเซเว่น

  • ถนนเยาวราช สำเพ็งที่วุ่นวายแต่มีเสน่ห์

  • งานวัดหน้าหมู่บ้านที่เคยไปตั้งแต่เด็ก

ทั้งหมดคือสถานที่ที่เขาเคยไปจริง เป็นเมืองไทยในความทรงจำ ไม่ใช่เมืองไทยที่จัดฉากโชว์ให้ต่างชาติดู

เขาเลือกจะเอาความทรงจำเหล่านี้ใส่ลงในงาน มากกว่าภาพเมืองไทยสูตรสำเร็จที่ทุกคนคุ้นชิน

เมื่อเสียงแฟนๆ บอกว่า “แบมแบมกู้ชาติ”

กระแสตอบรับของอัลบั้มใหม่นี้ไม่ได้มาจากแฟนคลับเท่านั้น แต่ยังมาจากคนที่ไม่เคยเป็นแฟนแบมแบมมาก่อนด้วย ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า ชอบอ่านฟีดแบ็กจากคนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ

สิ่งที่เขาได้ยินบ่อยคือการขอบคุณ ที่ช่วยพา

  • ความเป็นไทย

  • วงการบันเทิงไทย

  • สไตล์เพลง T-Pop และภาษาไทย

ออกไปสู่สายตาระดับนานาชาติให้คนต่างชาติได้เห็นมากขึ้น

อีกคำหนึ่งที่เขาแอบชอบมากคือคำว่า “แบมแบมกู้ชาติ” เพราะมันฟังดูยิ่งใหญ่ เท่ และมีน้ำหนักในฐานะศิลปินคนหนึ่ง

ฟีดแบ็กที่ทำให้เขาดีใจที่สุดคือการได้ยินว่าคนเริ่มมองเขาเป็น ศิลปินเต็มตัว ไม่ใช่แค่ไอดอล จากเดิมที่หลายคนยังเรียกเขาว่า “น้องแบมแบม” หรือมองว่าเป็นเด็ก ตอนนี้คนรอบตัวเริ่มมองเขาโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ทั้งจากงานที่ทำและตัวตนที่ชัดเจนขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

Louis Vuitton, แรงบันดาลใจ และผู้ชายหน้าเวทีคอนเสิร์ต

ในฐานะแอมบาสเดอร์ของ Louis Vuitton แบมแบมไม่ได้แค่ใส่เสื้อผ้าแบรนด์หรูขึ้นงาน แต่มันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสไตล์และงานสร้างสรรค์ของเขาจริงๆ

เขาเริ่มสังเกตว่ามีผู้ชายแต่งตัวมาคอนเสิร์ต คล้ายกับลุคของเขา

  • เสื้อยืดตัวเดียว

  • กางเกงยีนส์ขาม้า

  • เสื้อตัวในเก็บชายเข้ากางเกง

  • ใส่เข็มขัดให้ลุคดูเนี้ยบขึ้น

แฟนๆ อาจจะได้แรงบันดาลใจมาจากเขา แต่ตัวเขาเองก็ได้แรงบันดาลใจมาจาก Louis Vuitton อีกที โดยเฉพาะเรื่องกางเกงขาม้าที่เขาชอบใส่นานแล้ว พอแบรนด์ทำออกมาก็ยิ่งเข้าทางเขาเต็มๆ

ด้านดนตรีก็ได้รับอิทธิพลเช่นกัน เมื่อ Pharrell Williams เข้ามาเป็นไดเร็กเตอร์ฝั่งเสื้อผ้าผู้ชาย แบมแบมก็มีโอกาสได้ทำเพลงกับเขา ทำให้บทบาทแอมบาสเดอร์ไม่ได้อยู่แค่ในโลกแฟชั่น แต่ลามไปถึงดนตรีและการทำโชว์ด้วย

โชว์เปิดคอนเสิร์ตของเขาได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่นโชว์ Louis Vuitton ที่ใช้คณะร้องเพลงประสานเสียงเพลงกอสเปล แต่แบมแบมเลือกจะปรับให้เป็นเวอร์ชันของตัวเองด้วยการ เปลี่ยนจากคณะนักร้อง เป็นนางรำไทย

เขาเอาวัฒนธรรมไทยใส่เข้าไปในโชว์เหมือนที่ Louis Vuitton หยิบวัฒนธรรมจากหลายที่มาร้อยรวมกัน เพียงแต่ของเขาคือการยืนยันความเป็นคนไทยอย่างภาคภูมิ

ลุคถ่ายแฟชั่นที่โดนใจที่สุด

สำหรับกองถ่ายแฟชั่นครั้งนี้ แบมแบมเล่าว่าลุคที่เขาชอบที่สุดคือ ลุคที่สาม

  • ใส่เชิ้ตด้านใน

  • ทับด้วยสเวตเตอร์ผ้านิตด้านนอก

  • จับคู่กับกางเกงผ้าเงาๆ

เขายังแอบชอบชุดปกด้วย แต่ถ้าต้องหยิบมาใส่อีกครั้ง เขาบอกว่าขอ เปลี่ยนจากกางเกงขาสั้นเป็นขายาว เพราะตัวเองเป็นคนขายาวเรียวแบบที่เจ้าตัวบอกขำๆ ว่า “ขาตะเกียบ” เลยอยากบาลานซ์ลุคให้ดูลงตัวกว่านั้น

แฟชั่นคือภาษาที่เล่าเรื่องศิลปินได้เร็วที่สุด

แม้จะเป็นศิลปินที่คนมองว่ามีสไตล์ชัดเจน แต่สำหรับแบมแบม แฟชั่นไม่ใช่แค่การแต่งตัวสวยๆ มันคือส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องเพลงและคาแร็กเตอร์ในอัลบั้มนี้

เขาเล่าว่าทุกครั้งที่ทำอัลบั้ม เขาลงทุนกับชุดพอๆ กับการทำเพลง จนทั้ง Louis Vuitton Thailand และค่ายยังอดห่วงไม่ได้ว่าช็อปเกินไปหรือเปล่า

แต่รอบนี้เขาเลือกแตกต่างออกไป

  • ไม่ได้ลงทุนกับเสื้อผ้าเยอะเหมือนก่อน

  • หันมาใส่ลุคแคชชวลมากๆ

  • เป็น “แบมแบมในชีวิตประจำวัน” ที่เสื้อยืดตัวเดียวก็เอาอยู่

เพราะเขารู้สึกว่า

  • เพลงต้องเป็นพระเอกก่อน

  • ตามมาด้วยมิวสิกวิดีโอ คอนเซ็ปต์ เมกอัพทำผม

ภาพลักษณ์ต้องแมตช์กับเพลงเพื่อให้คน “เข้าใจเพลงมากขึ้นอีกหลายเท่า” และเขามองว่า การแต่งตัวคือสิ่งที่อธิบายตัวตนได้เร็วและชัดที่สุด

ลองนึกภาพว่าเราเดินเข้าไปเจอคนที่ไม่รู้จักเราเลย สิ่งแรกที่เขาใช้ประมวลเราคือการแต่งตัว ถ้าแต่งถูกกาลเทศะ แต่มีความเป็นเราแทรกอยู่แบบโดดเด่นนิดๆ โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย คนก็จะเริ่มสงสัยว่า

เอ๊ะ คนนี้เป็นใครนะ เป็นศิลปินหรือเปล่า?

และตรงนี้เองที่แฟชั่นช่วยนิยามคาแร็กเตอร์ของแบมแบมได้ชัดเจนมาก

เมื่อกลับมาเล่าเรื่องเมืองไทย แล้วได้เจอตัวเองชัดขึ้น

การกลับมาทำเพลงที่เล่าเรื่องเมืองไทย ทำให้แบมแบม ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นในหลายด้าน รวมถึงได้มองภาพอนาคตของตัวเองชัดกว่าเดิม

ครั้งนี้เขาไม่ได้เขียนเนื้อเพลงจากเรื่องแต่งหรือสถานการณ์สมมติ แต่เขียนจากตัวเอง ด้วยภาษาของตัวเอง

พร้อมกับเลือกจะ

  • แต่งตัวแบบไม่จัดเต็ม

  • แต่งหน้าเบามากหรือแทบไม่แต่ง

  • ไม่ทำสีผมให้หวือหวา

เป็นแบมแบมเวอร์ชันเรียบง่ายที่เขาบอกว่าตัวเองก็ชอบมาก เพราะมันคือ ตัวตนจริงๆ แบบไม่มีฟิลเตอร์

ที่ผ่านมาเราเคยเห็นเขาในลุคแต่งหน้าเต็ม ผมสีดำแดง ใส่ชุดจัดเต็มดูเหมือน “เทพเจ้าอีกา” ซึ่งก็เป็นคาแร็กเตอร์ที่ทรงพลัง แต่สำหรับอัลบั้มนี้ เขาตั้งใจจะเป็น แบมแบมที่เป็นแบมแบมจริงๆ ถ้าใครชอบเขาในเวอร์ชันนี้ เขาจะยิ่งแฮปปี้เป็นพิเศษ เพราะเหมือนถูกชอบที่ตัวตนไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์

ดนตรี x แฟชั่น: สองโลกสร้างสรรค์ที่ช่วยให้ภาพตัวเองชัดขึ้น

สำหรับปีนี้ แบมแบมมองว่าเขาไม่ได้เจอความท้าทายแบบหวือหวาอะไรใหม่มากนักในโลกดนตรีและแฟชั่น ทั้งสองอย่างยังเป็นงานสร้างสรรค์ที่เขาคุ้นเคยอยู่แล้ว

สิ่งที่ท้าทายจริงๆ กลับเป็นการ

  • ลองร้องเพลงภาษาไทยอย่างจริงจัง

  • ลองแต่งเพลงเป็นภาษาไทย

เวลาทำเพลง เขาไม่ได้คิดว่าดนตรีต้องมีสังกัดประเทศหรือภาษาอะไรชัดเจน เพราะเชื่อว่า เพลงฟังได้ทุกคน แต่การใช้ภาษาไทยในงานของตัวเองทำให้เขา เห็นตัวเองชัดขึ้นกว่าที่เคย

ปีนี้สำหรับเขาเลยไม่ใช่ปีแห่งการพิชิตอะไรใหม่ แต่มากกว่าเป็นปีที่

  • ภาพตัวเองชัดเจนขึ้น

  • ตัวตนในฐานะศิลปินนิ่งและมั่นคงขึ้น

  • รู้แล้วว่า “เราเป็นใคร” และอยากเดินไปทางไหนต่อ

สรุป: อีกด้านที่ไม่ต้องพยายาม แต่กลับทรงพลังที่สุด

แบมแบมในอัลบั้มภาษาไทยครั้งนี้คือการถอยจากความจัดเต็ม แล้วเดินเข้าใกล้ ความเป็นตัวเอง แบบไม่ประดิษฐ์

  • เมืองไทยในความทรงจำ

  • แฟชั่นที่ใช้อธิบายตัวตน

  • ดนตรีที่ไม่ติดกรอบภาษา

  • และภาพศิลปินที่โตเต็มวัยมากขึ้น

ทั้งหมดรวมกันกลายเป็นอีกด้านหนึ่งของ “แบมแบม” ที่อาจไม่ได้ตะโกนดัง แต่กลับชัดเจนในแบบที่ คนดูแล้วเชื่อ คนฟังแล้วอิน มากกว่าเดิมหลายเท่า