ปกติการทดสอบแบตสมาร์ตโฟนมักต่อ Wi-Fi เป็นหลัก ทำให้ภาพที่เห็นอาจไม่สะท้อนการใช้งานจริงทั้งหมด ล่าสุดช่อง YouTube อย่าง PhoneBuff เลยจัดการทดสอบแบบแยกชัด ๆ ระหว่าง iPhone 17 Pro Max ต่อ Wi-Fi ล้วน กับ iPhone 17 Pro Max ต่อ 5G ล้วน เพื่อดูว่าความต่างของเครือข่ายส่งผลกับแบตแค่ไหน
ผลลัพธ์อาจ “ไม่น่าแปลกใจ” สำหรับหลายคน แต่ตัวเลขที่ออกมาก็มีบางช่วงที่น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะตอนใช้งาน FaceTime
เกิดอะไรขึ้น: เอา iPhone 17 Pro Max มาวัดแบตแบบ 5G ล้วน vs Wi-Fi ล้วน
PhoneBuff ได้รับคำแนะนำจากผู้ชมว่าอยากเห็นการทดสอบ แบตเตอรี่บน 5G จริง ๆ ไม่ใช่ต่อ Wi-Fi อย่างเดียว จึงจัดการทดสอบด้วย iPhone 17 Pro Max สองเครื่องที่ปรับเทียบแบต (calibrate) เรียบร้อยแล้ว
เครื่องที่หนึ่ง: ต่อ Wi-Fi อย่างเดียว
เครื่องที่สอง: ต่อ 5G อย่างเดียว
ทั้งสองเครื่องใช้งานแบบเดียวกัน ในสถานที่เดียวกัน เพื่อให้ผลเปรียบเทียบชัดที่สุด
ทำไม 5G ถึงกินแบตมากกว่า Wi-Fi
โดยหลักการแล้ว สมาร์ตโฟนที่ต่อ Wi-Fi มักอยู่ใกล้เราเตอร์ในบ้านแค่ประมาณ 20–25 เมตร
ชิป Wi-Fi จึงไม่ต้องทำงานหนักมาก
แต่ในกรณี 5G สถานการณ์ต่างออกไป:
มือถืออาจไม่ได้อยู่ใกล้เสาสัญญาณ
โมเด็มต้องค้นหาและสลับเสา (cell tower) ตลอดเวลา
อาจใช้หลาย radio พร้อมกัน
ต้องรักษาความเร็วและสัญญาณให้เสถียร
ทั้งหมดนี้ทำให้ การใช้ 5G กินพลังงานมากกว่า Wi-Fi ตามธรรมชาติ

ผลทดสอบแบต iPhone 17 Pro Max: ต่างกันชัดตอนวิดีโอคอล
ช่วงเริ่มต้น ทั้งสองเครื่องแบตลดลงใกล้เคียงกัน
แต่พอเปิด FaceTime ความต่างเริ่มชัดเจน
ตอนใช้ FaceTime
รุ่นต่อ 5G แบตลดลง 42%
รุ่นต่อ Wi-Fi แบตลดลง 25%
เห็นได้ชัดว่า การวิดีโอคอลผ่าน 5G ทำให้โมเด็มทำงานหนักมาก
ตอนเลื่อนโซเชียลและสแตนด์บาย
แบตแทบไม่ต่างกันมาก
แสดงว่า 5G ไม่ได้กินแบตหนักตลอดเวลา แต่จะเห็นผลชัดในงานที่ใช้ดาต้าต่อเนื่องสูง เช่น วิดีโอคอล
ตัวเลขสุดท้ายของการทดสอบ
หลังผ่านการใช้งานทั้งหมด:
iPhone 17 Pro Max (Wi-Fi only)
เหลือแบต 25% หลังใช้งาน 26 ชั่วโมง 22 นาทีiPhone 17 Pro Max (5G only)
ดับพอดีที่เวลา 26 ชั่วโมง 22 นาที
ความต่างคือเครื่อง Wi-Fi ยังเหลือแบตอีกหนึ่งในสี่ ขณะที่เครื่อง 5G ปิดเครื่องไปแล้ว
มีปัจจัยอะไรที่ไม่ได้ถูกนับรวม
แม้การทดสอบนี้จะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น แต่ผู้ทดสอบเองก็ยอมรับว่ามีข้อจำกัด
1. ไม่มีการเคลื่อนที่ไปหลายพื้นที่
ถ้าใช้งานจริง เช่น ขึ้นรถไฟ หรือขับรถ
มือถือจะต้องสลับเสาสัญญาณบ่อยมาก ซึ่งกินแบตเพิ่มอีก
2. ทดสอบในสถานที่เดียว
ถ้าพื้นที่ที่มีสัญญาณ 5G อ่อน
แบตอาจหมดเร็วกว่านี้อีก
ดังนั้น ตัวเลขที่เห็นไม่ได้สะท้อนผู้ใช้ทุกคน 100% เพราะพฤติกรรมและพื้นที่ใช้งานต่างกัน
อีกจุดที่น่าสนใจ: เทียบกับ Xiaomi 17 Pro Max
สิ่งที่น่าประหลาดใจกว่าคือ
Xiaomi 17 Pro Max ซึ่งใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 7,500mAh แบบ silicon-carbon
กลับใช้งานได้นานกว่า iPhone 17 Pro Max แค่ 5 นาทีเท่านั้น
ถือว่า iPhone 17 Pro Max ทำผลงานด้านแบตได้แข็งแรงมาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีแบตใหญ่กว่าชัดเจน
ทำไม iPhone 17 Pro Max ถึงอึดได้ขนาดนี้
แม้ข่าวไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงเทคนิคเพิ่มเติม แต่จากภาพรวมสามารถมองได้ว่า:
การจัดการพลังงานของ iOS ยังทำได้ดี
ชิปและโมเด็มทำงานค่อนข้างมีประสิทธิภาพ
การปรับจูนซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์เข้ากันดี
ทั้งหมดช่วยให้ iPhone 17 Pro Max ยังคงเป็นหนึ่งในสมาร์ตโฟนที่แบตอึดที่สุดในตลาดระดับเรือธง
แล้ว iPhone 18 Pro Max จะไปไกลกว่านี้ไหม
มีข่าวลือว่า iPhone 18 Pro Max อาจมาพร้อมแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาสมาร์ตโฟนจอปกติ (ไม่พับ) ของ Apple
ถ้ารวมกับการพัฒนาโมเด็มและชิปเจเนอเรชันใหม่
มีโอกาสที่อายุการใช้งานแบตจะยิ่งดีขึ้นอีก
สรุป: ผลไม่พลิกล็อก แต่ตอกย้ำข้อเท็จจริงเรื่อง 5G
การทดสอบครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนโลก แต่ช่วยตอกย้ำสิ่งที่หลายคนรู้อยู่แล้วว่า:
5G กินแบตมากกว่า Wi-Fi
งานที่ใช้ดาต้าหนัก ๆ เช่น วิดีโอคอล จะเห็นความต่างชัด
iPhone 17 Pro Max ยังทำผลงานแบตได้ยอดเยี่ยม
ที่น่าสนใจคือ แม้ใช้งาน 5G ตลอดเวลา ก็ยังอยู่ได้เกิน 26 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าแข็งแรงมากในระดับเรือธง
สำหรับคนที่ใช้งานส่วนใหญ่ผ่าน Wi-Fi ในบ้านหรือออฟฟิศ
ตัวเลขแบตที่เห็นในชีวิตจริงอาจใกล้เคียงรุ่น Wi-Fi มากกว่า
สุดท้าย การเลือกเครือข่ายใช้งานก็มีผลต่อแบตอย่างชัดเจน และถ้าใครอยากยืดอายุการใช้งานให้ยาวที่สุด การใช้ Wi-Fi เมื่อมีโอกาสก็ยังเป็นวิธีที่ได้ผลเสมอ

