รับแอปรับแอป

ทดสอบแบต iPhone 17 Pro Max บน Wi-Fi vs 5G ผลออกมาตามคาด แต่มีจุดน่าสนใจ

Phanuphong.T02-11

ปกติการทดสอบแบตสมาร์ตโฟนมักต่อ Wi-Fi เป็นหลัก ทำให้ภาพที่เห็นอาจไม่สะท้อนการใช้งานจริงทั้งหมด ล่าสุดช่อง YouTube อย่าง PhoneBuff เลยจัดการทดสอบแบบแยกชัด ๆ ระหว่าง iPhone 17 Pro Max ต่อ Wi-Fi ล้วน กับ iPhone 17 Pro Max ต่อ 5G ล้วน เพื่อดูว่าความต่างของเครือข่ายส่งผลกับแบตแค่ไหน

ผลลัพธ์อาจ “ไม่น่าแปลกใจ” สำหรับหลายคน แต่ตัวเลขที่ออกมาก็มีบางช่วงที่น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะตอนใช้งาน FaceTime


เกิดอะไรขึ้น: เอา iPhone 17 Pro Max มาวัดแบตแบบ 5G ล้วน vs Wi-Fi ล้วน

PhoneBuff ได้รับคำแนะนำจากผู้ชมว่าอยากเห็นการทดสอบ แบตเตอรี่บน 5G จริง ๆ ไม่ใช่ต่อ Wi-Fi อย่างเดียว จึงจัดการทดสอบด้วย iPhone 17 Pro Max สองเครื่องที่ปรับเทียบแบต (calibrate) เรียบร้อยแล้ว

  • เครื่องที่หนึ่ง: ต่อ Wi-Fi อย่างเดียว

  • เครื่องที่สอง: ต่อ 5G อย่างเดียว

ทั้งสองเครื่องใช้งานแบบเดียวกัน ในสถานที่เดียวกัน เพื่อให้ผลเปรียบเทียบชัดที่สุด


ทำไม 5G ถึงกินแบตมากกว่า Wi-Fi

โดยหลักการแล้ว สมาร์ตโฟนที่ต่อ Wi-Fi มักอยู่ใกล้เราเตอร์ในบ้านแค่ประมาณ 20–25 เมตร

ชิป Wi-Fi จึงไม่ต้องทำงานหนักมาก

แต่ในกรณี 5G สถานการณ์ต่างออกไป:

  • มือถืออาจไม่ได้อยู่ใกล้เสาสัญญาณ

  • โมเด็มต้องค้นหาและสลับเสา (cell tower) ตลอดเวลา

  • อาจใช้หลาย radio พร้อมกัน

  • ต้องรักษาความเร็วและสัญญาณให้เสถียร

ทั้งหมดนี้ทำให้ การใช้ 5G กินพลังงานมากกว่า Wi-Fi ตามธรรมชาติ


ผลทดสอบแบต iPhone 17 Pro Max: ต่างกันชัดตอนวิดีโอคอล

ช่วงเริ่มต้น ทั้งสองเครื่องแบตลดลงใกล้เคียงกัน

แต่พอเปิด FaceTime ความต่างเริ่มชัดเจน

ตอนใช้ FaceTime

  • รุ่นต่อ 5G แบตลดลง 42%

  • รุ่นต่อ Wi-Fi แบตลดลง 25%

เห็นได้ชัดว่า การวิดีโอคอลผ่าน 5G ทำให้โมเด็มทำงานหนักมาก

ตอนเลื่อนโซเชียลและสแตนด์บาย

แบตแทบไม่ต่างกันมาก
แสดงว่า 5G ไม่ได้กินแบตหนักตลอดเวลา แต่จะเห็นผลชัดในงานที่ใช้ดาต้าต่อเนื่องสูง เช่น วิดีโอคอล


ตัวเลขสุดท้ายของการทดสอบ

หลังผ่านการใช้งานทั้งหมด:

  • iPhone 17 Pro Max (Wi-Fi only)
    เหลือแบต 25% หลังใช้งาน 26 ชั่วโมง 22 นาที

  • iPhone 17 Pro Max (5G only)
    ดับพอดีที่เวลา 26 ชั่วโมง 22 นาที

ความต่างคือเครื่อง Wi-Fi ยังเหลือแบตอีกหนึ่งในสี่ ขณะที่เครื่อง 5G ปิดเครื่องไปแล้ว


มีปัจจัยอะไรที่ไม่ได้ถูกนับรวม

แม้การทดสอบนี้จะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น แต่ผู้ทดสอบเองก็ยอมรับว่ามีข้อจำกัด

1. ไม่มีการเคลื่อนที่ไปหลายพื้นที่

ถ้าใช้งานจริง เช่น ขึ้นรถไฟ หรือขับรถ
มือถือจะต้องสลับเสาสัญญาณบ่อยมาก ซึ่งกินแบตเพิ่มอีก

2. ทดสอบในสถานที่เดียว

ถ้าพื้นที่ที่มีสัญญาณ 5G อ่อน
แบตอาจหมดเร็วกว่านี้อีก

ดังนั้น ตัวเลขที่เห็นไม่ได้สะท้อนผู้ใช้ทุกคน 100% เพราะพฤติกรรมและพื้นที่ใช้งานต่างกัน


อีกจุดที่น่าสนใจ: เทียบกับ Xiaomi 17 Pro Max

สิ่งที่น่าประหลาดใจกว่าคือ

Xiaomi 17 Pro Max ซึ่งใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 7,500mAh แบบ silicon-carbon

กลับใช้งานได้นานกว่า iPhone 17 Pro Max แค่ 5 นาทีเท่านั้น

ถือว่า iPhone 17 Pro Max ทำผลงานด้านแบตได้แข็งแรงมาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีแบตใหญ่กว่าชัดเจน


ทำไม iPhone 17 Pro Max ถึงอึดได้ขนาดนี้

แม้ข่าวไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงเทคนิคเพิ่มเติม แต่จากภาพรวมสามารถมองได้ว่า:

  • การจัดการพลังงานของ iOS ยังทำได้ดี

  • ชิปและโมเด็มทำงานค่อนข้างมีประสิทธิภาพ

  • การปรับจูนซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์เข้ากันดี

ทั้งหมดช่วยให้ iPhone 17 Pro Max ยังคงเป็นหนึ่งในสมาร์ตโฟนที่แบตอึดที่สุดในตลาดระดับเรือธง


แล้ว iPhone 18 Pro Max จะไปไกลกว่านี้ไหม

มีข่าวลือว่า iPhone 18 Pro Max อาจมาพร้อมแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาสมาร์ตโฟนจอปกติ (ไม่พับ) ของ Apple

ถ้ารวมกับการพัฒนาโมเด็มและชิปเจเนอเรชันใหม่
มีโอกาสที่อายุการใช้งานแบตจะยิ่งดีขึ้นอีก


สรุป: ผลไม่พลิกล็อก แต่ตอกย้ำข้อเท็จจริงเรื่อง 5G

การทดสอบครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนโลก แต่ช่วยตอกย้ำสิ่งที่หลายคนรู้อยู่แล้วว่า:

  • 5G กินแบตมากกว่า Wi-Fi

  • งานที่ใช้ดาต้าหนัก ๆ เช่น วิดีโอคอล จะเห็นความต่างชัด

  • iPhone 17 Pro Max ยังทำผลงานแบตได้ยอดเยี่ยม

ที่น่าสนใจคือ แม้ใช้งาน 5G ตลอดเวลา ก็ยังอยู่ได้เกิน 26 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าแข็งแรงมากในระดับเรือธง

สำหรับคนที่ใช้งานส่วนใหญ่ผ่าน Wi-Fi ในบ้านหรือออฟฟิศ
ตัวเลขแบตที่เห็นในชีวิตจริงอาจใกล้เคียงรุ่น Wi-Fi มากกว่า

สุดท้าย การเลือกเครือข่ายใช้งานก็มีผลต่อแบตอย่างชัดเจน และถ้าใครอยากยืดอายุการใช้งานให้ยาวที่สุด การใช้ Wi-Fi เมื่อมีโอกาสก็ยังเป็นวิธีที่ได้ผลเสมอ