รับแอปรับแอป

สหรัฐจ่อเก็บภาษีชิปความจำ 100% ใครไม่ผลิตในอเมริกาอาจโดนเต็ม ๆ เขย่าวงการ DRAM โลก

ศุภกร วงศ์ทอง01-19

เกมใหม่ของสหรัฐ ที่ทำให้วงการชิปความจำต้องจับตา

ท่ามกลางปัญหาชิปขาดตลาดและราคาหน่วยความจำที่พุ่งสูงจากกระแส AI ล่าสุด ผู้ผลิตชิปความจำรายใหญ่ของโลกอย่าง Samsung และ SK hynix อาจต้องเผชิญแรงกดดันครั้งใหม่จากฝั่งสหรัฐ เมื่อรัฐบาลอเมริกันส่งสัญญาณชัดว่า หากยังไม่ย้ายการผลิต DRAM เข้ามาในประเทศ อาจต้องเจอกำแพงภาษีนำเข้าสูงถึง 100%

นี่ไม่ใช่แค่ข่าวการเมืองหรือเศรษฐกิจธรรมดา แต่เป็นความเคลื่อนไหวที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมหน่วยความจำโลก และกระทบตั้งแต่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ไปจนถึงผู้บริโภคทั่วไป


เกิดอะไรขึ้น: สหรัฐส่งสัญญาณ “ภาษีชิปความจำ”

ประเด็นนี้ถูกเปิดเผยโดย Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ระหว่างพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานใหม่ของ Micron ในนิวยอร์ก โดยเขาระบุชัดว่า

ผู้ผลิตชิปความจำที่ไม่ผลิตในสหรัฐ อาจถูกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 100%

แม้จะยังไม่มีการประกาศรายชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการ แต่ถือเป็นครั้งแรกที่สหรัฐส่งสัญญาณเล็งเป้าไปที่ ผู้ผลิต DRAM โดยตรง ซึ่งแตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่เน้นไปยังชิปขั้นสูงหรือการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ทั่วไป


ใครเกี่ยวข้องบ้าง: ยักษ์ใหญ่ DRAM อาจไม่รอด

เมื่อมองไปที่ผู้ผลิต DRAM รายหลักของโลก ภาพเริ่มชัดขึ้นว่าใครบ้างที่อาจเข้าข่ายนโยบายนี้

● Samsung

แม้ Samsung จะมีแผนลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐ ทั้งส่วนหน้า (frontend) และส่วนหลัง (backend) ของกระบวนการผลิต แต่ ยังไม่มีแผนสร้างโรงงานผลิต DRAM โดยตรง ในอเมริกา

● SK hynix

SK hynix เพิ่งประกาศลงทุนราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในรัฐอินเดียนา แต่โครงการดังกล่าวเน้นไปที่

  • งานวิจัยและพัฒนา (R&D)

  • เทคโนโลยีแพ็กเกจชิปแบบ 2.5D

ซึ่ง ไม่ใช่สายการผลิต DRAM โดยตรง เช่นกัน

● Micron

Micron กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่รายเดียวที่ มีการผลิต DRAM ในสหรัฐ หรืออย่างน้อยมีแผนชัดเจน ทำให้บริษัทอเมริกันรายนี้อาจได้เปรียบอย่างมาก หากนโยบายภาษีถูกบังคับใช้จริง

● ผู้ผลิตจากไต้หวัน

บริษัทอย่าง Nanya Technology และ Winbond Electronics ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของซัพพลายเชน DRAM โลก ก็อาจได้รับผลกระทบจาก “memory tariffs” เช่นเดียวกัน


ทำไมเรื่องนี้สำคัญ: DRAM คือหัวใจของยุค AI

ในยุคที่ AI เติบโตแบบก้าวกระโดด ชิปความจำอย่าง DRAM ไม่ได้เป็นแค่ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ธรรมดาอีกต่อไป แต่กลายเป็น ทรัพยากรเชิงกลยุทธ์

  • เซิร์ฟเวอร์ AI ต้องใช้ DRAM ปริมาณมหาศาล

  • ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ขาด DRAM ไม่ได้

  • ความต้องการสูง ทำให้ราคาพุ่งแตะระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

การที่สหรัฐเลือกใช้มาตรการภาษีแรงถึง 100% สะท้อนว่า DRAM ถูกยกระดับเป็นเรื่อง ความมั่นคงทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ไม่ต่างจากชิปขั้นสูงอื่น ๆ


ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น: ไม่ใช่แค่บริษัท แต่ทั้งอุตสาหกรรม

หากนโยบายนี้เกิดขึ้นจริง ผลกระทบอาจขยายเป็นวงกว้าง

1. ต้นทุนผู้ผลิตพุ่ง

ภาษี 100% แทบเท่ากับการ “ปิดประตูตลาดสหรัฐ” สำหรับ DRAM ที่ผลิตนอกประเทศ ทำให้บริษัทต้องเลือก

  • ย้ายฐานการผลิต (ซึ่งใช้เงินและเวลามหาศาล)

  • หรือยอมเสียตลาดสำคัญ

2. ราคาชิปและอุปกรณ์อาจแพงขึ้น

เมื่อ DRAM ขาดแคลนหรือมีต้นทุนสูงขึ้น

  • เซิร์ฟเวอร์

  • การ์ดจอ

  • อุปกรณ์ AI
    อาจมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

3. ซัพพลายเชนโลกปั่นป่วน

อุตสาหกรรม DRAM ตอนนี้ก็เผชิญปัญหา กำลังการผลิตไม่ทันความต้องการ อยู่แล้ว การเพิ่มภาษีอาจซ้ำเติมให้สถานการณ์ตึงตัวมากขึ้น


บริบททางการเมือง: “Made in USA” ยังมาแรง

แนวคิด Made in USA เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลสหรัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงอย่าง

  • เซมิคอนดักเตอร์

  • AI

  • เทคโนโลยีขั้นสูง

ก่อนหน้านี้ เราได้เห็นการลงทุนจาก TSMC, Samsung และผู้เล่นรายอื่นในห่วงโซ่อุปทาน แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่า DRAM จะเป็นเป้าหมายลำดับถัดไป


บทสรุป: สงครามชิปความจำอาจเพิ่งเริ่ม

แม้ตอนนี้นโยบายภาษี 100% สำหรับ DRAM ยังอยู่ในขั้นส่งสัญญาณ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ทั้งอุตสาหกรรมต้องขยับตัว

  • ผู้ผลิตนอกสหรัฐอาจต้องเร่งทบทวนแผนลงทุน

  • ผู้เล่นที่มีฐานการผลิตในอเมริกาอย่าง Micron อาจได้เปรียบอย่างมาก

  • ตลาด DRAM โลกอาจเข้าสู่ช่วงผันผวนรอบใหม่

ในยุคที่ AI คือเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจโลก ชิปความจำไม่ได้เป็นแค่สินค้า แต่คือ “อำนาจต่อรอง” ทางเทคโนโลยี และเกมนี้ดูเหมือนว่าสหรัฐกำลังเดินหมากอย่างจริงจัง

ที่มา wccftech