ZestBuy

ทลายเครือข่ายไลฟ์สดผลิตภัณฑ์บำรุงผมเถื่อน สะเทือนตลาดความงามออนไลน์

โปรไฟล์ ZestBuy AIZestBuy AI07-16

ปรากฏการณ์ไลฟ์สดขายสินค้าปลอม: จากหน้าจอมือถือสู่หมายค้น

ปรากฏการณ์ผลิตภัณฑ์บำรุงผมเถื่อนที่จำหน่ายผ่านไลฟ์สดขายสินค้าปลอมคือรูปแบบการค้าผิดกฎหมายที่ใช้แพลตฟอร์มสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการกระจายผลิตภัณฑ์ความงามปลอมที่ไม่มีเลขจดแจ้งหรือข้อมูลฉลากครบถ้วนตามกฎหมาย เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพผู้บริโภคและบิดเบือนการแข่งขันทางการค้าในตลาดความงามออนไลน์อย่างรุนแรง โดยอาศัยการตลาดเชิงอารมณ์และราคายั่วยวนเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้หญิงที่กังวลเรื่องเส้นผมและภาพลักษณ์ของตนเอง

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดจันทบุรีร่วมกับหลายหน่วยงาน เข้าตรวจค้นบ้านและโกดังเก็บสินค้าในอำเภอสอยดาว หลังสืบสวนพบการไลฟ์สดขายผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมผ่าน TikTok การเข้าตรวจค้นไม่ใช่เพียง “จับร้านลักไก่” รายย่อย แต่สะท้อนถึงการมุ่งรื้อเครือข่ายขายของเถื่อนที่ฝังตัวลึกในระบบไลฟ์ขายของซึ่งกำลังกลายเป็นช่องทางหลักของตลาดความงามปลอม การใช้แพลตฟอร์มยอดนิยมทำให้ผู้ขายดูใกล้ชิด เป็นกันเอง และเชื่อถือได้ ทั้งที่สินค้าบางส่วนอาจไม่ผ่าน พ.ร.บ.เครื่องสำอางและไม่มีการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลใดๆ

ปฏิบัติการวันเดียว เขย่าเครือข่ายขายของเถื่อนทั้งระบบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการปฏิบัติการแบบบูรณาการอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 315 หมู่ 1 ตำบลสะตอน อำเภอสอยดาว ซึ่งใช้เป็นทั้งร้านทำผมและสตูดิโอไลฟ์สดจำหน่ายสินค้า ภายในสถานที่ดังกล่าวมีการไลฟ์สดขายสินค้าแทบทุกวันในช่วง 10.00–12.00 น. โดยมีแรงงานต่างด้าวคอยจัดเตรียมและแพ็กสินค้า ส่งสัญญาณชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ธุรกิจเล็กๆ ที่ขายของไม่กี่ชิ้น แต่คือสายการผลิต–แพ็ก–ขายครบวงจรในห้องเดียว

ในคำให้การ เจ้าของกิจการอายุ 29 ปี ยืนยันว่าเป็นผู้ดำเนินงานมายาวนานถึง 8 ปีในพื้นที่ และขยายไปขายออนไลน์ราว 2 ปี พร้อมระบุว่าสินค้าทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและอุปกรณ์เสริมสวย มูลค่ารวมประมาณ 5 ล้านบาท โดยยอมรับว่ายังไม่ได้ขออนุญาตตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558 คำอธิบายเรื่อง “นำเข้าผ่านบริษัทชิปปิ้งอย่างถูกต้อง” ไม่ได้ลบความจริงว่าการไม่มีเลขจดแจ้งและไม่ทำตามกฎหมาย คือการตัดมุมที่โยนความเสี่ยงทั้งหมดไปใส่หัวผู้บริโภค

โกดังแฝงกลางชุมชน: ภาพชัดของเครือข่ายผลิตภัณฑ์ความงามปลอม

สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้ตัวร้านไลฟ์สด คือโครงสร้างเบื้องหลังที่ถูกเปิดโปง เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจโกดังอีก 3 แห่งในหมู่ 5 บ้านสวนส้ม ห่างจากหน้าร้านประมาณ 500 เมตร โดยแยกหน้าที่ชัดเจน ทั้งโกดังเก็บผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม โกดังเก็บอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เครื่องหนีบผมและไดร์เป่าผม และโกดังเก็บอุปกรณ์ทำเคมีผมพร้อมผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมจำนวนมาก ส่วนใหญ่ติดฉลากภาษาจีน นี่คือภาพของเครือข่ายขายของเถื่อนเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่ร้านสั่งของมาขายแบบกระจัดกระจาย

จุดที่น่าเป็นห่วงคือ จากการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พบว่าผลิตภัณฑ์บางรายการไม่มีเลขทะเบียนจดแจ้ง และฉลากภาษาไทยไม่เป็นไปตามกฎหมาย เมื่อสินค้าที่สัมผัสหนังศีรษะและเส้นผมทุกวันไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องเผชิญจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก การวางสินค้าปลอมไว้ในโกดังหลายแห่งยังสะท้อนว่ามีการวางแผนกระจายของตามจุดต่างๆ เพื่อขายออกผ่านหลายช่องทาง เปลี่ยนแพลตฟอร์มและบัญชีได้ตลอดหากถูกจับตา ทำให้การตามรอยของรัฐยิ่งยากขึ้น

เมื่อการปกป้องผู้บริโภคต้องวิ่งไล่ทันยุคไลฟ์สด

กรณีสอยดาวสะท้อนโจทย์สำคัญว่า การปกป้องผู้บริโภคในยุคไลฟ์สดต้องคิดใหม่ทั้งระบบ เครือข่ายขายของเถื่อนไม่ได้มีแค่สายส่งสินค้า แต่มีทั้งทีมไลฟ์ ทีมตอบแชต ทีมแพ็กของ และแรงงานต่างด้าวที่เคยถูกจับไปแล้วก็ยังกลับเข้ามาทำงานซ้ำ การทุ่มกำลังบุกทลายเพียงครั้งเดียวจึงไม่พอ หากไม่มีการติดตามเครือข่ายการเงิน บัญชีแพลตฟอร์ม และระบบขนส่งที่เชื่อมโยงกัน

ในอีกด้าน ผู้บริโภคเองก็ไม่อาจโยนภาระให้รัฐฝ่ายเดียว การซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผมเถื่อนหรือผลิตภัณฑ์ความงามปลอมเพียงเพราะถูกลดราคา กำลังส่งสัญญาณให้เครือข่ายเหล่านี้เติบโตต่อ การตรวจเลขจดแจ้งจากแหล่งข้อมูลทางการ การอ่านฉลากภาษาไทยให้ครบ และตั้งคำถามเมื่อสินค้าดังแต่ราคาต่ำผิดปกติ คือเกราะป้องกันขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรมี เพราะทุกครั้งที่คลิกซื้อจากไลฟ์สดขายสินค้าปลอม เราไม่ได้แค่เสี่ยงผมพัง แต่กำลังเติมเชื้อให้ระบบผิดกฎหมายทั้งระบบเดินหน้าต่อไปอย่างไม่รู้จบ

บทสรุป: ทลายโกดังแล้ว ต้องทลายนิสัยเสี่ยงของผู้ซื้อด้วย

การบุกทลายเครือข่ายขายผลิตภัณฑ์บำรุงผมเถื่อนครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐเริ่มมองเห็นความสำคัญของตลาดออนไลน์ในฐานะแหล่งรวมผลิตภัณฑ์ความงามปลอมที่คุกคามผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมาย แต่การยึดโกดังและของกลางเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของสมการ อีกครึ่งหนึ่งคือการลดแรงจูงใจจากฝั่งผู้ซื้อเอง ถ้าคนดูไลฟ์ยังเชื่อคำโฆษณามากกว่าเลข อย. และยังยอมเสี่ยงเพราะราคา เครือข่ายขายของเถื่อนก็จะหาทางกลับมาในรูปแบบใหม่ไม่สิ้นสุด

บทเรียนจากสอยดาวจึงชัดเจนว่า การปกป้องผู้บริโภคยุคนี้ต้องเป็นพันธมิตรสามฝ่าย ระหว่างหน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ใช้ที่รู้เท่าทัน ไม่น้อยไปกว่าการกวาดล้างผู้ขายผิดกฎหมาย การยกระดับความรู้เรื่องสิทธิผู้บริโภคและกฎหมายเครื่องสำอางให้เป็นเรื่องใกล้ตัว คือกุญแจที่จะทำให้ “ตลาดสวย” ไม่กลายเป็น “ตลาดเสี่ยง” และไม่เปิดช่องให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผมเถื่อนแฝงตัวเข้ามาบนชั้นวางในหน้าจอเราอีกต่อไป

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น