เปลี่ยนระเบียงคอนกรีตให้กลายเป็นมุมไม้สไตล์อบอุ่น
หากระเบียงของคุณเคลือบผนังเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปที่ห้ามมองข้ามก็คือ การปูพื้น เพราะพื้นคือองค์ประกอบที่เปลี่ยนจากมุมรกร้างให้กลายเป็นมุมพักผ่อนสบายๆ ได้ทันที
หนึ่งในตัวเลือกที่ทั้งสวย ทั้งเป็นธรรมชาติ และทำเองได้ไม่ยาก คือ พื้นไม้บนระเบียง แถมยังเป็นวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถ้าวางถูกวิธี และกันชื้นดีๆ พื้นไม้จะอยู่กับคุณได้นานเป็นสิบปี
พื้นไม้บนระเบียงวางเองได้ ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือระดับช่างมืออาชีพ สิ่งสำคัญคือเตรียมฐานให้พร้อม ป้องกันความชื้น และยึดโครงพื้นให้แน่นหนา
ทำไมต้องพื้นไม้บนระเบียง?
พื้นคอนกรีตเดิมบนระเบียงแม้จะแข็งแรง แต่เย็น แข็ง และเต็มไปด้วยฝุ่นปูนที่เล็ดรอดเข้ามาในห้อง ในขณะที่ พื้นไม้ ให้ฟีลต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ข้อดีหลักของพื้นไม้บนระเบียง ได้แก่:
ให้บรรยากาศธรรมชาติ ดูน่าอยู่มากกว่าพื้นคอนกรีตเปลือย
เดินแล้วอบอุ่นสบายเท้ากว่า เพราะไม้มีการนำความร้อนต่ำ
สามารถซ่อนฉนวนกันความร้อนไว้ใต้พื้น หรือแม้แต่ติดตั้งระบบพื้นอุ่นได้
ใช้ปรับระดับพื้นให้เสมอกับธรณีประตูหรือพื้นห้องด้านในได้
ช่วยแก้ปัญหา พื้นคด พื้นเอียง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงสร้างไม้มีน้ำหนักเบา ไม่ถ่วงระเบียงจนเกินไป
ถ้าเลือกไม้เนื้อดีและติดตั้งถูกวิธี พื้นไม้บนระเบียงสามารถอยู่ได้นานมาก และยังส่งต่อให้ลูกหลานได้ด้วย
ทริกสำคัญ: เลือกไม้เนื้อแข็งทนชื้น เช่น ไม้สนชนิดหนึ่ง ไม้โอ๊ค ไม้บีช และอย่าลืมปฏิบัติตามขั้นตอนการติดตั้งอย่างถูกต้อง
เลือกไม้แบบไหนให้เหมาะกับระเบียง
น้ำหนัก คุณสมบัติ และความทนทานของพื้นไม้ ขึ้นอยู่กับชนิดของไม้โดยตรง
ไม้โอ๊ค – หนาแน่น หนัก ทนทาน ไม่ค่อยบิดตัว มีความทนไฟดี เหมาะกับงานเน้นอายุการใช้งานยาวๆ
ไม้สน – น้ำหนักเบา ทำงานง่าย ยืดหยุ่น แต่เมื่อใช้งานไปนานๆ พื้นผิวจะเกิดร่องรอยจากการรับน้ำหนัก
ไม้สนที่เติบโตเร็วมัก ติดไฟง่าย เสี่ยงผุ และโดนแมลงทำลาย ได้ง่ายกว่า
ไม้สนชนิดหนึ่ง (Larch) – ตัวเลือกกลางที่น่าสนใจ เพราะไม่กลัวชื้น ทนฝนตกโดยตรง เหมาะกับระเบียงที่รับสภาพอากาศหนักๆ
สรุปง่ายๆ คือ ถ้าระเบียงคุณเปิดโล่ง หรือโดนน้ำโดนฝนบ่อยๆ ควรให้ความสำคัญกับชนิดไม้เป็นพิเศษ
พื้นไม้บนระเบียงมีกี่แบบให้เลือก
พื้นไม้บนระเบียงไม่ได้มีแบบเดียว แต่แตกออกเป็นหลายชนิด ทั้งไม้แท้และวัสดุผสมจากไม้
ตัวอย่างประเภทพื้นที่นิยมใช้ ได้แก่:
ไม้ปาร์เก้
กระดานพื้นไม้จริง
กระดานระเบียง (Decking / Terraced board)
ไม้อัด
พื้นคอมโพสิตไม้–โพลีเมอร์ (WPC / DPK)
การเลือกขึ้นอยู่กับ 2 ประเด็นหลัก:
ระเบียง เปิดโล่ง หรือ กระจกปิดมิดชิด
ใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนจริงจัง หรือแค่พื้นที่เก็บของ
ระเบียงแบบเปิดโล่ง
ถ้าคุณตั้งใจทำระเบียงแบบ “มุมธรรมชาติ” โล่งรับลม ต้องเลือกวัสดุที่ทนได้ทั้งแดด ลม ฝน แบบไม่งอแงง่ายๆ
ประเภทพื้นที่ใช้กับระเบียงเปิด เช่น:
กระดานดาดฟ้า (Deck board)
กระดานพื้นระเบียงคอมโพสิต DPK (ไม้–โพลีเมอร์)
พื้นไม้สนชนิดหนึ่ง
ปาร์เก้สวน (Garden parquet) ที่ปูบนโครงให้มีช่องระบายน้ำ
จำไว้เสมอ: แผ่นไม้ที่ใช้บนระเบียงเปิดต้อง แห้งสนิท และผ่านการทา น้ำยาฆ่าเชื้อกันผุ กันแมลง และสารหน่วงไฟ ก่อนใช้งาน
ในหลายกรณี พื้นคอมโพสิตสำหรับระเบียง (DPK) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่ากระดานไม้แท้ เพราะ:
กันน้ำดีกว่า
ไม่ผุ ไม่บิด ไม่บวม
ผิวเรียบเนียนเท่ากันทุกแผ่น
ไม่ต้องเคลือบน้ำมัน ไม่ต้องเคลือบเงาซ้ำๆ
ส่วน ปาร์เก้สวนแบบแผ่น ก็เป็นตัวเลือกที่ติดตั้งง่าย ดูแลง่าย และทำความสะอาดฝุ่นสิ่งสกปรกออกจากผิวหน้าได้สบาย
ระเบียงแบบกระจกปิด
บนระเบียงที่ปิดกระจกอย่างดี สภาพการใช้งานจะใกล้เคียงกับห้องในบ้าน คุณจึงมีตัวเลือกมากขึ้น เช่น:
ไม้อัดคุณภาพดี
ไม้ปาร์เก้ หรือกระดานปาร์เก้
กระดานไม้จริงเต็มแผ่น
แม้พื้นไม้ราคาย่อมเยาจากไม้ผสมจะใช้งานได้ แต่ถ้าอยากให้พื้นทน ทำสีแล้วเนียน สวย และไม่ต้องรื้อใหม่บ่อยๆ กระดานไม้แท้จากไม้ทนผุ จะตอบโจทย์กว่าในระยะยาว
ไอเดียการแต่งพื้นไม้ระเบียงให้จบสวย
หลังจากประกอบโครงไม้และพื้นหลักเสร็จ ขั้นตอนต่อไปคือการ เลือกวัสดุปิดผิวหน้า ซึ่งจะมีผลทั้งกับความสวยงามและอายุการใช้งานของพื้น
วัสดุยอดนิยมสำหรับปิดผิวพื้นบนระเบียง ได้แก่:
กระเบื้องปูพื้น – ลายให้เลือกเยอะ ทำความสะอาดง่าย ทนทาน
ลามิเนตหรือปาร์เก้บอร์ด – ช่วยสร้างภาพต่อเนื่องจากพื้นห้องด้านในออกมาสู่ระเบียง ดูเป็นสเปซเดียวกัน
กระดานระเบียง (Terrace board) – ทนความชื้นและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ เหมาะกับระเบียงรับสภาพอากาศจัดๆ
เสื่อน้ำมันหรือพรม – เพิ่มความนุ่มเท้า เดินเท้าเปล่าชิลๆ ได้สบาย
ถ้าคุณอยากโชว์ลายไม้ ไม่อยากปิดด้วยวัสดุอื่น ก็สามารถใช้ ไม้กระดานขัดและเคลือบเงา ด้วยวานิชชนิดซึมลึก เลือกสีโทนที่ชอบได้เลย
แต่ถ้าใช้แผ่นไม้/แผ่นพื้นหลายขนาดต่อกันแล้วลายดูไม่ค่อยสวย การทาพื้นด้วยสีภายนอกอาคารจะช่วยกลบความไม่เรียบร้อยของพื้นผิวได้ดี
เลือกวัสดุไม้แบบไหนให้คุ้มที่สุด
ไม้สน – สวย อบอุ่น ราคาเข้าถึงง่าย
ไม้สนเป็นหนึ่งในพื้นไม้ยอดนิยม เพราะมีลายไม้สวย ดูเป็นธรรมชาติ และราคาย่อมเยา การปูพื้นระเบียงด้วย กระดานลิ้นร่องไม้สน เป็นตัวเลือกที่หลายบ้านทำได้ไม่ยาก ไม่ฟุ่มเฟือยเกินงบ
นอกจากนี้ไม้สนยัง ทนชื้นได้ดี ระดับหนึ่ง ถ้าดูแลและเคลือบผิวอย่างเหมาะสม
ไม้สปรูซ – โทนสว่างสำหรับระเบียงแสงน้อย
ไม้สปรูซมีสีขาวนวล ให้โทนสว่าง ทำให้ระเบียงที่แสงเข้าไม่มากดูโปร่งขึ้นทันที พื้นสปรูซติดตั้งได้เร็ว เพราะระบบลิ้นร่องยุคใหม่ช่วยลดปัญหาพื้นบวมและเกิดช่องว่างที่รอยต่อ
กระดานระเบียง (Decking / Terrace board)
พื้นชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อรับมือกับ:
น้ำฝน
หิมะ
การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแบบรวดเร็ว
ภาระการใช้งานหนัก
หน้าตาของกระดานดาดฟ้าจะคล้ายกับพื้นดาดฟ้าเรือ จึงได้ชื่อแบบนี้ จุดเด่นคือมี ขอบโค้งมนและร่องระบายน้ำ ช่วยไม่ให้น้ำขัง และลดโอกาสลื่น
บอร์ดโพลิเมอร์คอมโพสิต (WPC / DPK)
บอร์ดพลาสติกผสมไม้ หรือ WPC เป็นวัสดุที่ออกแบบมาให้รับมือกับเกือบทุกปัจจัยภายนอกได้ดีมาก ทั้งแดด ฝน ความชื้น และการใช้งานต่อเนื่อง
รูปแบบผลิตภัณฑ์หลักมี 3 แบบ:
แผงทึบพร้อมตัวเสริมความแข็งด้านใน
แผงกลวง มีช่องอากาศภายใน (เปิดหรือปิด)
โมดูลสำเร็จรูปคล้ายแผ่นปาร์เก้ ต่อกันเป็นแพทเทิร์นได้
โมเดลทึบจะ หนักแต่ทนมาก ส่วนแบบกลวงเหมาะกับโครงที่รับน้ำหนักได้น้อย แต่ช่องว่างภายในอาจสะสมฝุ่นและเศษต่างๆ ได้
ส่วนผสมพื้นฐานของ WPC ได้แก่:
แป้งไม้เนื้อละเอียด – ยิ่งสัดส่วนสูงคุณภาพยิ่งดี รุ่นพรีเมียมอาจมีเนื้อไม้ธรรมชาติสูงถึง 80%
สารยึดเกาะโพลิเมอร์ – เช่น โพลีเอทิลีน โพลีโพรพิลีน และโพลิเมอร์สมรรถนะสูงอื่นๆ
เม็ดสี – ทั้งสีธรรมชาติและสีสังเคราะห์สำหรับปรับโทน
พลาสติไซเซอร์ – เพิ่มความยืดหยุ่นและความสม่ำเสมอให้ชิ้นงาน
ทำไมพื้นระเบียง WPC ถึงมาแรง
พื้นระเบียงจาก DPK/WPC สำหรับระเบียงเปิดและเฉลียงภายนอก เป็นการผสมข้อดีของ ไม้ธรรมชาติ และ พลาสติก เข้าด้วยกัน ผิวสัมผัสให้ฟีลไม้ แต่ทนสภาพแวดล้อมได้มากกว่า
จุดเด่นของพื้นระเบียง WPC เช่น:
พื้นผิวไม่มีตาไม้ให้ปวดหัวเรื่องแตกหรือหลุด
ดูเป็นธรรมชาติได้ในหลายเฉดสี
ผิวสัมผัสดี เดินแล้วไม่ลื่น
ไม่บิดตัว ไม่แตก แม้อยู่ในความชื้นสูง
ทนอุณหภูมิกว้างตั้งแต่ประมาณ -60°C ถึง +70°C โดยไม่เสียรูป
พื้น WPC เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ ระเบียงและเฉลียงกลางแจ้ง และเมื่อ ติดตั้งอย่างถูกต้อง สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า 20 ปี โดยแทบไม่ต้องบำรุงรักษามากนัก
ข้อดีเพิ่มเติม:
ไม่ต้องทาสีซ้ำ
ไม่ต้องทาน้ำยากันเชื้อราเป็นระยะ
ทำความสะอาดง่าย
สิ่งที่ต้องระวังคือ หลีกเลี่ยงสินค้าคุณภาพต่ำ เพราะจะเสื่อมเร็ว ควรเลือกจากผู้ผลิตที่กล้ารับประกันสินค้า มีข้อมูลสเปกชัดเจน
บอร์ดและค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
ราคาปูพื้นระเบียงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย:
วัสดุที่เลือก – ไม้ธรรมชาติโดยเฉพาะชนิดนำเข้า มักมีราคาสูงกว่า
รุ่นของบอร์ด – ผิวลายไม้ลายนูนและแผงกลวงที่ใช้เทคโนโลยีสูง มักแพงกว่าบอร์ดผิวเรียบธรรมดา
งานเตรียมพื้น – ค่าจัดระเบียบพื้นคอนกรีตเดิมอาจอยู่ราว 500–800 รูเบิล/ตร.ม. ขึ้นกับสภาพพื้นและวัสดุ
ค่าแรงติดตั้ง – แม้การปูบอร์ดจะไม่ซับซ้อนมาก แต่ช่างมืออาชีพมักคิดราว 1,000–2,000 รูเบิล/ตร.ม. ตามวิธีการยึดและความซับซ้อนของงาน
ตัวอย่างราคาพื้นระเบียงต่อ ตร.ม.
TeraGrand (รัสเซีย/เบลารุส) – เริ่มราว 1799 รูเบิล
Dortmax Bridge Prof แบบตัน – ประมาณ 2200 รูเบิล
JAVA Bellotti ไม้สัก (อิตาลี) – ราว 13,000 รูเบิล
CM Decking Vintage wenge – ราว 1800 รูเบิล
Holzhof ลาย “วงแหวนของต้นไม้” – ราว 2900 รูเบิล
Dortmax ลายไม้พื้นบ้าน – ราว 2000 รูเบิล
Werzalit Terraza บอร์ดสองด้านไร้รอยต่อ – ราว 7400 รูเบิล
ผู้ผลิตในประเทศมักมีราคาย่อมเยากว่า โดยอยู่ประมาณ 800–1500 รูเบิล/ตร.ม.
หลักการติดตั้งพื้นบอร์ดบนระเบียง
แม้จะเป็นงานที่ทำเองได้ แต่การจะให้พื้นอยู่ทนนาน ต้องใส่ใจเรื่องโครงสร้างรองพื้นอย่างจริงจัง
หลักการสำคัญในการติดตั้งพื้นไม้บนระเบียง:
ท่อนซุง (ไม้โครง) ควรมีระยะห่างไม่เกิน 50 ซม.
เว้นช่องระหว่างท่อนซุงกับผนังระเบียงประมาณ 0.5–1 ซม. เพื่อเผื่อการขยายตัวของไม้
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพื้นคอนกรีตด้านล่าง เรียบ ไม่มีรอยแตกใหญ่ และปิดผนึกตะเข็บเรียบร้อย
นำวัสดุปูพื้นไปวางพักไว้บนระเบียงล่วงหน้า ให้ชินกับอุณหภูมิและความชื้นของพื้นที่
ปูพื้นบน ท่อนซุงเท่านั้น ไม่ควรวางบอร์ดทับคอนกรีตเปล่า
- วางบอร์ดได้ 2 แบบหลัก:
แบบลิ้นร่อง (ร่อง–เดือย)
แบบเว้นช่องเล็กๆ ระหว่างแต่ละแผ่นและยึดด้วยสกรูเกลียวปล่อย
เริ่มวางจากแผ่นเริ่มต้นที่ชิดผนังด้านหนึ่งก่อน แล้วค่อยไล่มาเป็นผืน
วางลามิเนตบนระเบียงได้ไหม?
ถ้าจะใช้ลามิเนตบนระเบียง ต้องเลือกแบบ กันความชื้น และปูบนแผ่นรองพื้นเฉพาะทาง ติดตั้งด้วยระบบ “เดือย–ร่อง” เช่นเดียวกับพื้นลามิเนตทั่วไป
อย่างไรก็ตาม แม้ผิวหน้าลามิเนตจะมีชั้นกันชื้น แต่ถ้าเจอน้ำปริมาณมากหรือชื้นจัดๆ ต่อเนื่อง ก็มีโอกาสเสื่อมสภาพได้ง่าย จึงเหมาะกับ ระเบียงกระจกปิด และควรปิดหน้าต่างในช่วงฝนตกเสมอ
แผนงานก่อนลงมือปูพื้นไม้
การปูพื้นไม้ให้ได้งานคุณภาพ ต้องแบ่งเป็นขั้นตอนชัดเจน ไม่ข้ามลำดับ โดยทั่วไปประกอบด้วย:
การเคลียร์พื้นที่บนระเบียง
ตรวจสอบสภาพพื้นคอนกรีตเดิม
ซ่อมแซมพื้นคอนกรีต
ทำกันซึมพื้นฐาน
ติดตั้งท่อนซุง (โครงไม้)
ใส่ฉนวนกันความร้อน (ถ้าต้องการ)
ช่างมักเรียกขั้นตอนเหล่านี้ว่า งานเตรียม/งานประกอบโครง ก่อนจะไปสู่ขั้นตอนหลัก คือ:
การปูพื้นไม้บนท่อนซุง
การเคลือบผิวและตกแต่งพื้นไม้
ในตัวอย่างนี้ จะอ้างอิงจากกรณี ระเบียงกระจกที่ผนังและเพดานหุ้มฉนวนแล้ว
ขั้นตอนที่ 1: เคลียร์พื้นที่
นำเศษวัสดุจากงานก่อนหน้าออกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฉนวน ผงปูน เศษกระเบื้อง หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้แล้ว เป้าหมายคือให้เหลือพื้นระเบียงโล่งที่สุด
ถ้ามีพื้นปูนขัดมันเก่า หรือพื้นกระเบื้องเดิมที่ไม่ได้รื้อก่อนหน้า ให้ใช้สกัดหรือเครื่องเจาะเคาะออก เก็บเศษใส่ถุง นำออกไปทิ้ง จากนั้นกวาดและดูดฝุ่นพื้นให้สะอาด
ขั้นตอนที่ 2: เตรียมฐานคอนกรีต
สำหรับการติดตั้งพื้นไม้ คุณจะต้องเตรียมทั้งวัสดุและเครื่องมือให้พร้อม โดยเฉพาะ ท่อนซุงไม้และกระดาน ซึ่งควรผ่านการเคลือบกันผุ กันแมลงด้วยน้ำยาพิเศษ หรือซื้อไม้ที่ผ่านการอบและเคลือบมาจากโรงงานแล้ว
เทคนิคเตรียมพื้นคอนกรีตระเบียง
เพื่อให้พื้นไม้มีฐานรองที่แข็งแรงและไม่เสียรูปเร็ว มีคำแนะนำดังนี้:
กวาดและดูดฝุ่นพื้นให้สะอาดจากเศษปูนและฝุ่นละออง
- อุดรอยแตก รอยร้าว และรอยบิ่นให้เรียบร้อย ด้วย
ปูนซ่อมแซมซีเมนต์หรือปูนทรายโพลีเมอร์ สำหรับพื้นปูน
กาวยาแนวหรือโฟมโพลียูรีเทน สำหรับรอยต่อบางประเภท
เมื่อวัสดุซ่อมแซมแห้งดีแล้ว ขัดหรือเฉือนส่วนที่นูนเกินออก
ทารองพื้นบนพื้นคอนกรีตทั้งผืน
แม้จะเป็นระเบียงเปิดก็ แนะนำให้ทำขั้นตอนนี้ เพราะช่วยยืดอายุพื้นคอนกรีตและลดการแตกร้าวในอนาคต
ปูพื้นไม้กระดานบนท่อนซุงแบบทำเอง
ทุกวันนี้ การปูพื้นไม้ทำได้ง่ายขึ้นมาก เพราะมี ระบบลิ้นร่องล็อก ที่ขอบกระดาน ซึ่งช่วยให้:
ขันกระดานให้แนบชิดกันได้ง่าย
ปรับพื้นให้เรียบในระหว่างการติดตั้งได้สะดวก
ลำดับการทำงานโดยสรุป:
วางท่อนซุงบนพื้นให้ขนานกัน ระยะห่างตามที่กำหนด
เริ่มวางแผ่นแรกบนท่อนซุง โดยวางให้ตั้งฉากกับผนัง
ตัดเดือยหรือลิ้นของแผ่นแรกที่ชิดผนัง เพื่อให้เว้นช่องระยะขยายตัว
จุดโฟกัส: ก่อนขันสกรูยึดไม้พื้นกับท่อนซุง ต้องเช็กให้แน่ใจว่าเหลือช่องว่างระหว่างกระดานกับผนังราว 1–1.5 ซม. ห้ามให้ขอบกระดานชิดผนังสนิท
การปูพื้นไม้แบบลิ้นร่องทีละแผ่น:
ที่ระยะห่างประมาณเท่าความกว้างกระดาน (หรือมากกว่านิดหน่อย) ติดตั้งแผ่นไม้ค้ำ/รางเสริม และยึดด้วยสกรู
ตอนวางแผ่นที่สอง ให้สอดเดือยเข้าในร่องของแผ่นแรกให้สนิท
ใช้ลิ่มไม้เคาะระหว่างรางและแผ่นกระดาน เพื่อกดให้กระดานแนบสนิท
ยึดกระดานแต่ละแผ่นด้วยสกรูเกลียวปล่อย โดยขันผ่านร่องที่มุมเอียงเล็กน้อยเพื่อซ่อนหัวสกรู
แผ่นแรกและแผ่นสุดท้ายของผืนพื้น ให้ยึดจากด้านบนแล้วใช้บัวพื้นปิดรอยหัวสกรูภายหลัง
เมื่อปูพื้นครบทั้งผืนแล้ว ช่องว่างรอบผนังจะถูกปิดด้วยบัวพื้นไม้ เพื่อเก็บรอยต่อให้เรียบร้อย เสร็จแล้วควรทาวานิชหรือสีไม้ 2–3 ชั้น โดยปล่อยให้แห้งสนิทในแต่ละชั้น เพื่อป้องกันไม้จากความชื้นและยืดอายุการใช้งาน
เครื่องมือและวัสดุที่ต้องเตรียม
สำหรับโครงไม้และพื้น คุณจะใช้วัสดุหลักๆ ดังนี้:
ไม้โครง (ท่อนซุง) ขนาดประมาณ 50×50 มม. เลือกไม้ไสเรียบแล้วจะทำงานง่ายกว่า
เมมเบรนกันซึม และเทปสองหน้าสำหรับยึดฟิล์มกับพื้น
ฟิล์มกันชื้น วัสดุมุงหลังคา หรือยางมะตอยแผ่น สำหรับป้องกันความชื้นจากด้านล่าง
โฟมโพลียูรีเทน สำหรับอุดช่องว่าง
เครื่องมือที่ควรมี:
ค้อน สิ่ว
ระดับน้ำ ฉาก เทปวัด ชอล์กหรือดินสอ
ไขควงไฟฟ้า สว่าน ค้อนสว่าน
เลื่อยมือหรือจิ๊กซอว์ไฟฟ้า
แปรงทาสี มีดก่อสร้าง
วัสดุเสริม:
สกรูเกลียวปล่อยหลายขนาด
ตัวยึดสำหรับบอร์ด และฐานรองแบบปรับระดับได้ (ถ้าใช้)
ฉนวนกันความร้อน เช่น โฟมโพลีสไตรีน โฟมแข็ง ขนแร่ หรือใยแก้ว
สี หรือวานิชสำหรับเคลือบไม้
เมื่อเข้าใจทั้ง การเลือกไม้ การเตรียมพื้น และหลักการติดตั้ง แล้ว คุณก็พร้อมเปลี่ยนระเบียงธรรมดาให้กลายเป็น มุมไม้สุดอบอุ่น ที่ทั้งสวย ใช้งานได้จริง และอยู่ทนได้หลายปี โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งช่างเต็มตัวทุกขั้นตอน หากวางแผนดีและทำตามรายละเอียดอย่างใจเย็น พื้นไม้ระเบียงในฝันก็ไม่ไกลเกินมือคุณแล้ว

