เมื่อปรัชญา ปิ่นแก้ว หยิบประวัติศาสตร์มาทำให้คนดูอิน
ถ้าเอ่ยชื่อ ปรัชญา ปิ่นแก้ว แฟนหนังไทยแทบทุกคนต้องคุ้นหู ตั้งแต่ยุคกำกับมิวสิกวิดีโอ คว้ารางวัลมาแล้วนับไม่ถ้วน ก่อนจะมาสร้างตำนานหนังไทยแนวใหม่อย่าง “รองต๊ะแล่บแปล๊บ”
จากนั้นเขายังปลุกกระแสหนังบู๊ไทยให้โด่งดังไปทั่วโลก ผ่านผลงานระดับอินเตอร์อย่าง องค์บาก และ ต้มยำกุ้ง ที่ทำให้ชื่อของเขากลายเป็น “ลายเซ็น” ทางภาพยนตร์ที่ทั้งชัดเจน โดดเด่น และการันตีคุณภาพระดับครู
คราวนี้เขากลับมาอีกครั้ง แต่ไม่ใช่หนังแอ็กชันหรือหนังตลาด หากเป็นโปรเจ็กต์พิเศษที่มีความหมายมากกว่านั้น กับหนังสั้นย้อนอดีต “สายใยรักสองแผ่นดิน : 50 ปี สายใยมิตรภาพไทย-จีน” ที่ใช้ศิลปะการเล่าเรื่องมาร้อยเรียง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีน
โปรเจ็กต์ที่ยากที่สุด แต่เต็มไปด้วยหัวใจ
แม้จะผ่านงานกำกับหนังมานับไม่ถ้วน แต่ปรัชญายอมรับตรงๆ ว่า “สายใยรักสองแผ่นดิน” เป็นโจทย์โหดเอาเรื่อง เพราะต้องเล่า ประวัติศาสตร์ 50 ปี ผ่านรูปแบบหนังดราม่า-โรแมนติก ให้ทั้งดูเพลิน อิน และไม่หลุดจากข้อเท็จจริง
ความท้าทายคือ
ต้องทำเป็น หนังพีเรียดย้อนยุค ที่โยงมาถึงปัจจุบัน
ทีมงานต้องค้นคว้าข้อมูลย้อนหลังไปกว่า 50 ปี
ต้องคัดเลือกนักแสดงให้ถ่ายทอดยุคสมัยและความรู้สึกได้อย่างสมจริง
ทั้งหมดนี้ ทำให้โปรเจ็กต์ไม่ใช่แค่ “ทำหนัง” แต่คือการ แปลงประวัติศาสตร์ให้มีชีวิต และให้คนดูเข้าถึงความรู้สึกของสองประเทศ ที่ผูกพันกันยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ
ดนตรีที่ผสมไทย-จีน-สากล ให้ไหลไปพร้อมอารมณ์
หนึ่งในหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ คือ ดนตรีประกอบ ที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่เติมบรรยากาศ แต่ต้องเป็นตัวพาอารมณ์คนดูไปกับหนังทั้งเรื่อง
ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีคณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า การทำดนตรีให้หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย เพราะต้องออกแบบให้จังหวะดนตรี “ล้อไปกับภาพยนตร์” ทุกช่วงอารมณ์
เขาต้องผสมผสาน
ดนตรีไทย
ดนตรีจีน
และดนตรีสากล
ให้กลายเป็นภาษาทางเสียงเพียงหนึ่งเดียว ที่ทำให้ทั้งคนดูหนังและคนฟังเพลง รู้สึกซาบซึ้งจนอินไปกับสายสัมพันธ์ของสองแผ่นดิน
จุดเริ่มต้นจากไอเดียเล็กๆ ที่อยากเล่าเรื่องใหญ่ของสองประเทศ
โปรเจ็กต์นี้ถูกจุดประกายขึ้นช่วงปลายปี 2567 โดย มูลนิธิปัญญาวุฒิ ที่อยากทำผลงานบางอย่างเพื่อเฉลิมฉลองวาระ ครบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน
แนวคิดคือ อยากถ่ายทอดเรื่องราวสำคัญนี้ในรูปแบบที่ ดูสนุก เข้าถึงง่าย และเต็มไปด้วยสาระ จึงเริ่มจากการปรึกษา สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ก่อนจะนำโครงการไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย
คำแนะนำที่ได้รับคือ ให้เล่าเรื่อง “50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน” ในแบบ ภาพยนตร์ที่อิงข้อมูลจริง แต่เล่าด้วยภาษาหนังที่ใครๆ ดูแล้วอินและเข้าใจ
ทีมสร้างฝัน: จากมูลนิธิ สู่ผู้กำกับ และคีตกวีระดับโลก
ศักดิ์ชัย พฤฒิภัค เลขานุการมูลนิธิปัญญาวุฒิ เล่าว่า คำแนะนำจากสถานเอกอัครราชทูตจีน คือจุดกำเนิดสำคัญของหนังเรื่องนี้ ทั้งสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีนและมูลนิธิปัญญาวุฒิ จึงลงความเห็นตรงกันว่า ถ้าจะทำให้หนังเรื่องนี้ “น่าประทับใจจริงๆ” ต้องดึงคนเก่งที่สุดในแต่ละด้านมาร่วมทีม
จึงเกิดการชักชวน
ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้าของเมืองไทย
ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คีตกวีไทยที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ
มาร่วมกันทำให้ “สายใยรักสองแผ่นดิน” ไม่ใช่แค่หนังโปรเจ็กต์เฉลิมฉลอง แต่เป็น งานศิลปะที่ดูจบแล้วต้องยังรู้สึกอุ่นในใจ
ภาพยนตร์ที่ทำหน้าที่มากกว่าความบันเทิง
ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน มองว่าโครงการสร้างหนังเรื่องนี้ เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่ามากในการสื่อสารเหตุการณ์สำคัญ ที่ผูกความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นต่อเนื่องยาวนานถึง 50 ปี
หนังทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ถ่ายทอดว่า ทำไมสายสัมพันธ์นี้ถึงยังมั่นคง และมีแนวโน้มจะ ยืนยาวต่อไปในอนาคต ผ่านศิลปะการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ ที่เข้าถึงผู้คนได้มากกว่าข้อความในตำรา
ในงานแถลงข่าวประกาศสร้างภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน : 50 ปี สายใยมิตรภาพไทย-จีน” ยังมีอีกหนึ่งตัวละครสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-จีนมาร่วมเล่าความทรงจำ นั่นคือ กร ทัพพะรังสี นายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน
เขาย้อนเล่าเหตุการณ์วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ) และได้อยู่ในวันลงนามแถลงการณ์ร่วม ว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย กับ นายกรัฐมนตรีโจว เอิน ไหล แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
ความทรงจำนั้นยังชัดเจนจนถึงวันนี้ และกำลังถูกถ่ายทอดต่อผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้
จากแถลงการณ์ร่วม สู่สายใยของประชาชนสองประเทศ
กร ทัพพะรังสี เล่าต่อว่า ในฐานะที่เคยอยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เขาพูดได้เต็มปากว่า รัฐบาลจีนให้เกียรติและเป็นกันเองกับรัฐบาลไทยอย่างสูง
นายกรัฐมนตรีโจว เอิน ไหล เคยบอกกับพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งดำรงตำแหน่งรมว.ต่างประเทศในขณะนั้นว่า การลงนามในแถลงการณ์ร่วม คือ พันธสัญญาระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล แต่ความสัมพันธ์นี้ ไม่ควรหยุดอยู่แค่นั้น
รัฐบาลจีนจึงสนับสนุนให้จัดตั้ง สมาคมมิตรภาพจีน-ไทย ในประเทศจีน ขณะเดียวกัน พล.อ.ชาติชาย ก็ผลักดันการสถาปนา สมาคมมิตรภาพไทย-จีน ในประเทศไทย
แนวคิดนี้ คือการขยายความสัมพันธ์จากระดับรัฐบาล ลงสู่ระดับประชาชน เพื่อให้สายใยของทั้งสองชาติแน่นแฟ้นและจับต้องได้จริงในชีวิตประจำวัน
“สายใยรักสองแผ่นดิน” : ดราม่าโรแมนติกที่ห่อหุ้มประวัติศาสตร์ 50 ปี
ตลอดระยะเวลาที่ไทยและจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันจนถึงทุกวันนี้ สายสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเติบโตและพัฒนาไปไกล ครอบคลุมทุกมิติ
ตั้งแต่ระดับราชวงศ์
ภาครัฐและการเมือง
เศรษฐกิจ การค้า การศึกษา
ไปจนถึงประชาชนในหลากหลายอาชีพ
ทั้งหมดนี้คือ เรื่องราวดีๆ ที่ควรถูกเล่าให้คนรุ่นหลังได้เห็นภาพ ไม่ใช่แค่ผ่านตัวหนังสือ แต่ผ่านอารมณ์ความรู้สึก
ภาพยนตร์ดราม่า-โรแมนติกเรื่อง “สายใยรักสองแผ่นดิน” จึงถูกตั้งใจเจียระไนให้เป็นงานที่
ดูสนุก ซาบซึ้ง และเข้าถึงง่าย
สื่อสารความประทับใจของความสัมพันธ์ไทย-จีนให้คนทั้งโลกได้เห็น
เป็นของขวัญในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่มีทั้งความหมายและความรู้สึก
นี่ไม่ใช่แค่ “หนังหนึ่งเรื่อง” แต่คือบทบันทึกทางอารมณ์ของสองแผ่นดิน ที่ถูกเล่าใหม่ในภาษาของศิลปะภาพยนตร์

