รับแอปรับแอป

In Time: ถ้าชีวิตของคุณเหลือเวลาอยู่แค่นี้…คุณจะกล้าใช้มันต่างจากเดิมไหม?

กัญญารัตน์ อินทร์01-30

เมื่อเวลาไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือชีวิตทั้งก้อน

เคยไหม…รู้สึกว่าตัวเองกำลังวิ่งแข่งกับเข็มนาฬิกาอยู่ตลอด?

ประโยคอย่าง “ไม่มีเวลา” “เวลาไม่พอ” หรือ “รีบหน่อย เดี๋ยวไม่ทัน” กลายเป็นบทสนทนาประจำวัน จนเราชินชาและลืมไปว่า แท้จริงแล้วคำว่า เวลา มันคือทรัพย์สินชิ้นเดียวที่ไม่มีใครซื้อเพิ่มได้

ภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง “In Time” (2011) เลยเหมือนกระจกเงาอีกบาน ที่เอามาตั้งไว้ตรงหน้าเรา เพื่อถามคำถามตรงๆ ว่า

ถ้าวันหนึ่ง “เวลา” ของคุณมองเห็นได้อยู่บนแขน และมันกำลังนับถอยหลัง…คุณจะยังใช้ชีวิตแบบเดิมอยู่ไหม?

หนังไม่ได้แค่เล่าโลกอนาคตล้ำๆ แต่มันลากเราไปสำรวจแนวคิดเรื่องเวลาแบบลึกถึงกระดูก ทำให้เรารู้สึกว่านาฬิกาบนข้อมือของตัวเอง…อาจไม่ได้มีไว้บอกเวลาเท่านั้น แต่อาจมีไว้เตือนว่า อย่าปล่อยให้ชีวิตหมดไปแบบเปล่าประโยชน์

โลกที่ทุกคนหยุดอายุที่ 25…แต่ใครมีเวลาเยอะกว่าคือผู้ชนะ

ในจักรวาลของ In Time มนุษย์ถูกออกแบบพันธุกรรมให้ หยุดแก่เมื่ออายุ 25 ปี

แต่ความสวยหล่ออมตะไม่ได้ฟรี เพราะหลังจากนั้น ชีวิตคุณจะเหลือเวลาอีกแค่ 1 ปี และทุกวินาทีที่นับถอยหลังคือ “เงิน” ที่คุณต้องใช้เพื่อมีชีวิตต่อไป

  • เวลา = สกุลเงิน

  • งาน = หน่วยจ่ายเวลาชีวิต

  • การกิน การเดินทาง เครื่องดื่ม ค่าโดยสาร = คุณต้องจ่ายเป็น “นาที ชั่วโมง วัน” จากชีวิตตัวเอง

คนรวยจึงไม่ใช่แค่มีเงินล้นธนาคาร แต่คือคนที่มี “เวลาชีวิต” ติดตัวเป็นร้อย เป็นพันปี ในขณะที่คนจนต้องหาเวลาทีละนาทีเพื่อประคองให้ตัวเองรอดไปถึงพรุ่งนี้

หนังพาเราไปรู้จักโลกดิสโทเปียที่ดูหรูหราแต่โหดร้าย เวลาไม่ใช่แค่หลักการบริหารชีวิต แต่มันคือ ลมหายใจสุดท้าย ที่บอกว่าเราจะ “อยู่” หรือ “ดับ” ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

ทุกคนหยุดแก่ที่ 25 แต่หลังจากนั้นชีวิตกลายเป็นเกมเอาชีวิตรอด ที่ต้องหาเวลาเข้าบัญชีตัวเองให้ทัน มิเช่นนั้น…คุณจะหมดอายุขัยในชั่วพริบตา

นาฬิกาบนแขน: เมื่อการนับถอยหลังปรากฏต่อหน้าต่อตา

สิ่งที่ติดตาที่สุดใน In Time คือ นาฬิกาดิจิทัลที่ฝังอยู่บนท่อนแขน เลขเรืองแสงที่นับถอยหลังทุกวินาที คือทั้งทรัพย์สิน ฐานะ และคำตัดสินโทษประหารชีวิตในคราวเดียวกัน

ฉากหนึ่งที่ทำให้หลายคนจุกจนพูดไม่ออก คือช่วงที่ Will Salas (Justin Timberlake) วิ่งสุดชีวิตเพื่อจะช่วยแม่ของเขา แต่เพราะเวลาในแขนของเธอหมดลงก่อน มันเลยสายเกินไปที่จะยื้อ

เธอล้มลงต่อหน้าเขา ไม่ใช่เพราะโรคร้าย ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เพราะ “ไม่มีเวลาเหลือแล้ว”

มันคือภาพจำที่ชัดเจนมากว่า ในโลกแบบนั้น การหมดเวลา = ความตาย แบบตรงตัวที่สุด

อีกด้านหนึ่ง คนรวยอย่างตระกูล Weis กลับมีเวลาชีวิตเหลือเป็นศตวรรษ ชีวิตประจำวันของพวกเขาเต็มไปด้วยปาร์ตี้ การพนัน การใช้เวลาเล่นสนุกราวกับมันไม่มีวันหมด

สำหรับพวกเขา เวลาเป็นเหมือนเงินบาท ใช้จ่าย โอน แลกเปลี่ยนให้กันแบบเฉยชา ในขณะที่อีกฝั่งของเมือง คนเป็นล้านต้องต่อแถวรอรับเวลาเพิ่มอีกไม่กี่นาทีเพื่อจะได้ไม่ตายในวันนี้

การแบ่งชนชั้นในหนังจึงไม่ได้ใช้คำว่า “รวย–จน” แค่เรื่องเงิน แต่คือ “คนที่มีเวลาเหลือเฟือ” กับ “คนที่กำลังจะหมดเวลาในไม่กี่ชั่วโมง” และเมื่อใครสักคนสามารถกำหนดเวลาในชีวิตของคนอื่นได้…มันก็คืออำนาจในแบบที่โหดร้ายที่สุด

“For a few to be immortal, many must die.”

หนึ่งในประโยคที่แทงใจคนดูที่สุด มาจาก Henry Hamilton ชายลึกลับผู้ร่ำรวยเวลาแบบล้นมือ ที่ตัดสินใจมอบเวลาจำนวนมหาศาลให้ Will พร้อมกับทิ้งวลีเด็ดไว้ว่า

“For a few to be immortal, many must die.”
เพื่อให้คนส่วนน้อยเป็นอมตะ…คนจำนวนมหาศาลต้องตาย

มันไม่ใช่แค่ประโยคเท่ๆ ในหนังไซไฟ แต่มันคือการเสียดสีโครงสร้างของสังคมทุนนิยมแบบตรงไปตรงมา ความมั่งคั่งของคนไม่กี่คน มักถูกสร้างขึ้นบนความเหนื่อยล้าและความเสี่ยงของคนส่วนใหญ่

ใน In Time เวลา = ความมั่งคั่ง และความมั่งคั่งนั้นถูกออกแบบให้มีจำกัด เพื่อให้คนรวย “อยู่ต่อ” ได้ยาวนาน ในขณะที่คนอื่นต้องยอมสละชีวิตไปทีละน้อย

เสียงดนตรีที่เต้นไปพร้อมกับหัวใจ…และตัวเลขที่ไหลย้อนลง

แม้ In Time จะไม่ได้มีเพลงธีมดังๆ ติดหู แต่ดนตรีประกอบ (Score) โดย Craig Armstrong กลับเป็นตัวละครสำคัญอีกตัวหนึ่งของเรื่อง

ในฉากที่ Will วิ่งหนีความตาย ต่อสู้ชิงเวลา หรือเดิมพันชีวิตในไม่กี่วินาที เสียงอิเล็กทรอนิกส์ที่ถาโถมเข้ามา ทำให้เราเผลอกลั้นหายใจไปพร้อมกับเขา

ดนตรีไม่ได้มาเพื่อเติมบรรยากาศเฉยๆ แต่มันทำหน้าที่เป็นเหมือน “เสียงนับถอยหลัง” ที่ดังในหัวเราตลอดเวลา เตือนว่า ไม่ว่าตอนนี้เรากำลังดูหนัง กินข้าว เล่นมือถือ…

เวลาในชีวิตจริงของเราก็กำลังเดินไปเหมือนกัน

จากโลกไซไฟสู่ชีวิตจริง: ถ้าไม่มีตัวเลขบนแขน เราลืมไปหรือเปล่าว่ากำลังจะหมดเวลา

หลังดูจบ หลายคนอาจย้อนกลับมานั่งคิดเหมือนกันว่า

จริงๆ แล้ว “เวลา” ในชีวิตเราคืออะไรกันแน่?

มันไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าจอ แต่มันคือ

  • โอกาสที่ครั้งหนึ่งเคยผ่านมา แล้วไม่ย้อนกลับมาอีก

  • การเติบโตที่ต้องแลกด้วยน้ำตาและความล้มเหลว

  • ช่วงเวลาที่เราได้หัวเราะกับคนที่รัก

  • ความเสียใจที่ทำให้เราเรียนรู้จะไม่พลาดซ้ำแบบเดิม

In Time เลยไม่ใช่แค่หนังที่ทำให้เราลุ้นไปกับตัวละคร แต่มันสะกิดให้เรามอง “เวลาชีวิต” ของตัวเองต่างออกไป อยากใช้ทุกวินาทีให้มีความหมายมากขึ้น แทนที่จะปล่อยมันไหลผ่านไปอย่างไร้ค่า

เรามักคิดว่าตัวเองยังมีเวลาเหลือเฟือ จึงเผลอปล่อยวันดีๆ ไปกับความเคยชิน เรื่องไร้สาระ หรือการผัดวันประกันพรุ่ง แต่วันที่เราเจ็บป่วย วันที่ต้องเข้าโรงพยาบาล หรือวันที่ต้องยืนมองใครสักคนจากไปโดยไม่มีวันหวนกลับ…

วันนั้นเราจะเข้าใจเลยว่า เวลาที่เคยมี มันมีค่ามากกว่าที่คิด

โลกจริงอาจไม่มีตัวเลขเรืองแสงบนแขน แต่ทุกวินาทีที่ผ่านไป ก็คือการนับถอยหลังแบบเดียวกัน เพียงแค่เรา “มองไม่เห็น” เท่านั้นเอง

ใช้เวลาราวกับนาฬิกาบนข้อมือคุณกำลังจะหยุดเดิน

แม้ “In Time” จะเป็นเพียงภาพยนตร์ไซไฟ แต่มันฝากรอยแผลเล็กๆ ไว้ในหัวใจเรา รอยแผลที่คอยเตือนว่า

จงใช้ชีวิตราวกับเวลาบนข้อมือกำลังจะหมดลง

  • จงรักให้เต็มที่ โดยไม่ต้องรอ “วันว่าง” ที่อาจไม่มีอยู่จริง

  • จงลงมือทำสิ่งที่อยากทำ ก่อนที่โอกาสจะหมดอายุ

  • จงให้คุณค่ากับคนตรงหน้ามากกว่าหน้าจอตรงมือ

เพราะไม่มีใครรู้ว่านาฬิกาชีวิตของตัวเองเหลืออยู่อีกกี่ปี กี่เดือน หรือกี่นาที

แล้วคุณล่ะ…วันนี้คุณใช้ “เวลา” ที่มีอยู่ไปกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ สำหรับหัวใจของคุณแล้วหรือยัง?