ทำความเข้าใจก่อนโดดลงสนาม
ในแวดวงเกมเมอร์ทั่วไป Discord คือคู่หูที่ต้องมีติดเครื่อง เสียงคมชัด ใช้ง่าย วางแผนสนุก แต่พอขยับเข้าสู่เวทีอาชีพ โปรแกรมยอดนิยมกลับกลายเป็นของต้องห้าม เพราะผู้จัดต้องการควบคุมทุกวินาทีของเสียงสั่งการให้โปร่งใสสุดๆ
ป้องกันการโกงให้โปร่งใสทุกแถว
ผู้จัดต้องบันทึกเสียงทุกทีมตลอดการแข่งขันเพื่อย้ำความยุติธรรม
การใช้ Discord ส่วนตัวเปิดช่องให้โค้ชหรือเพื่อนช่วย Ghosting ได้โดยกรรมการจับไม่ได้
หลายเกมสั่งห้ามโค้ชพูดระหว่างเล่น การบังคับใช้ระบบสื่อสารที่ผู้จัดควบคุมจึงช่วยเช็กได้ว่าใครกำลังพูดอยู่จริง
ลดดราม่าเรื่องดีเลย์และเสียงรบกวน
Discord ต้องวิ่งขึ้นเซิร์ฟเวอร์กลางก่อนย้อนกลับมา ทำให้เกิดความหน่วงที่อาจชี้เป็นชี้ตายในการแข่งแบบ LAN
ระบบที่ผู้จัดเตรียม เช่น TeamSpeak บนเซิร์ฟเวอร์ภายในวงแลน ตัดดีเลย์แทบเหลือศูนย์
ทีมงานยังจูนเสียงให้ตัดเสียงฝูงชนและเน้นน้ำเสียงนักแข่งได้เฉียบกว่า
งานถ่ายทอดสดต้องควบคุมได้ 100%
ช่วง Mic Check คือคอนเทนต์โปรดของแฟนๆ การใช้ระบบที่ผู้จัดคุมได้ ทำให้ดึงเสียงไปออกอากาศหรือทำไฮไลท์ได้ทันที
ถ้าแต่ละทีมใช้ Discord ส่วนตัว ทีมบรอดแคสต์ต้องไล่ขออนุญาตทีละห้อง เสียเวลาและเสี่ยงพลาดช็อตเด็ด
บทสรุปสำหรับโปรเพลเยอร์
Discord เยี่ยมสำหรับการสร้างคอมมูนิตี้ แต่ในสนามแข่งขัน ความอิสระของมันกลับเป็นช่องโหว่ด้านความยุติธรรมและการกำกับดูแล ดังนั้นทัวร์ใหญ่จึงหันไปใช้ TeamSpeak หรือระบบ Voice Chat แบบ Local Server ที่กรรมการคุมได้เต็มมือ
เมื่อทุกปัจจัยถูกล็อกลงเหลือแค่ฝีมือ สุดท้ายผู้ชนะคือคนที่เล่นเก่งจริง ไม่ใช่คนที่มีหูฟังลับเชื่อม Discord อยู่หลังเวที
TeamSpeak 3 ถูกเลือกบ่อย เพราะกินทรัพยากรเครื่องน้อย ตั้งเซิร์ฟเวอร์ Offline ได้ และลดดีเลย์จนแทบไม่เหลือ
ระบบในงานยังรองรับการบันทึกและปล่อยเสียงออกสื่อทันที ช่วยให้โปรดักชันลื่นไหล
สรุปแบบยิงยาว
ความโปร่งใสต้องมาก่อน ดังนั้นระบบที่บังคับใช้ได้เท่านั้นที่ผ่านการอนุมัติ
ปัญหาเทคนิคอย่างดีเลย์หรือเสียงแวดล้อมแก้ได้ด้วยเซิร์ฟเวอร์เฉพาะกิจ
ฝ่ายถ่ายทอดสดต้องดึงเสียงได้เมื่ออยากโชว์ Mic Check เสี้ยววินาทีเดียวก็ห้ามพลาด
เมื่อตัดทุกจุดเสี่ยงออก เหลือเพียงการแข่งขันที่วัดกันตรงๆ ซึ่งคือเหตุผลว่าทำไม Discord ถึงถูกแบนในเวที Esports ระดับอาชีพ

