AI ไม่ได้ไกลตัวเราอีกต่อไป
ในมุมมองของหลายคน คำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI อาจดูเป็นเทคโนโลยีล้ำ ๆ ที่อยู่ไกลตัว แต่ถ้ามองให้ดี ชีวิตประจำวันของเราแทบจะผูกติดกับ AI อยู่ตลอดเวลา เราแค่ไม่ค่อยรู้ตัวเท่านั้นเอง
ตั้งแต่แอปที่คอยแนะนำเพลงที่ตรงกับสไตล์เรา ระบบตอบแชตอัตโนมัติ ไปจนถึงบริการออนไลน์อีกมากมาย ล้วนเกิดจากการทำงานของ AI แทบทั้งสิ้น
อีกคำที่มักได้ยินคู่กันคือ Machine Learning (ML) ซึ่งเป็นหนึ่งในแขนงของ AI ที่เน้นให้ระบบเรียนรู้จาก “ข้อมูล” แทนการไปนั่งป้อนกฎทีละข้อ แล้วใช้การประมวลผลเพื่อช่วยคิด ช่วยวิเคราะห์ และช่วยตัดสินใจ
เพราะฉะนั้น AI วันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของหุ่นยนต์ล้ำยุคอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันคือ เครื่องมือที่เข้ามาเป็นคู่คิดในชีวิตประจำวันของเรา
AI กับสองบทบาทหลักในชีวิตการทำงาน
ปัจจุบัน AI ถูกหยิบมาใช้สร้างประโยชน์ชัด ๆ อยู่สองด้านใหญ่ ๆ คือ
ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ เช่น
ตรวจข้อสอบอัตโนมัติ
ตรวจคำตอบจากแบบฟอร์มออนไลน์
ช่วยต่อยอดความคิดและไอเดียสร้างสรรค์ เช่น
ช่วยคิดแนวทางใหม่ ๆ ในการทำงาน
ช่วยแตกไอเดียที่เราอาจคิดไม่ถึง
ผลก็คือ AI ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในแทบทุกวงการ แน่นอนว่ารวมถึง วงการศึกษา ซึ่งกำลังถูกเปลี่ยนโฉมอย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลัง
ในด้านการศึกษา AI เข้ามาช่วยปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอน เปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้การเรียนรู้มีความหลากหลาย และปรับให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคนมากขึ้น หรือที่เราคุ้นในชื่อว่า Personalized Learning
3 กลุ่มผู้ใช้ AI ในระบบการศึกษา
ในโลกของการเรียนรู้ AI ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ทั้งครู นักเรียน และนักวิจัย หากแบ่งตามกลุ่มผู้ใช้งานหลัก ๆ จะได้ 3 กลุ่มใหญ่ดังนี้
1. กลุ่มครูผู้สอน: มี AI เป็นผู้ช่วยส่วนตัว
สำหรับครู AI ทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วยคู่ใจ ช่วยลดภาระงานซ้ำ ๆ และเพิ่มเวลาไปโฟกัสกับการสอนเชิงลึกมากขึ้น
ตรวจการบ้าน / ข้อสอบอัตโนมัติ
ระบบสามารถตรวจคำตอบและสรุปคะแนนรายบุคคลได้พร้อมกันทีละหลายคน ใช้เวลาและแรงน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดออกข้อสอบใหม่ ไม่ซ้ำชุดเดิม
AI ช่วยสร้างข้อสอบชุดใหม่ที่หลากหลายขึ้น ลดปัญหาข้อสอบซ้ำเดิม และเพิ่มมิติในการวัดผลนักเรียนออกแบบสื่อการสอนที่ทันสมัย
ตั้งแต่การสรุปเนื้อหา การย่อยเรื่องยากให้เข้าใจง่าย ไปจนถึงการแปลงบทเรียนให้อยู่ในรูปแบบสื่อหลากหลาย ทั้งข้อความ ภาพ หรือกิจกรรมโต้ตอบสนับสนุนการสอนแบบ Personalized Learning
AI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมและรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน แล้วแนะนำชุดบทเรียนหรือสื่อที่เหมาะกับผู้เรียนคนนั้นได้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
2. กลุ่มนักเรียน: มี AI เป็นติวเตอร์ส่วนตัว 24 ชั่วโมง
สำหรับนักเรียน AI เปรียบเหมือนติวเตอร์ที่อยู่ข้างตัวตลอดเวลา เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำกัดแค่ในห้องเรียน
ตัวอย่างการใช้งานที่ช่วยให้การเรียนง่ายขึ้น เช่น
ให้ AI ช่วยสรุปบทเรียน ให้เข้าใจง่ายขึ้น
ใช้เป็นตัวช่วย ฝึกเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ ทั้งการตรวจแกรมมาร์และแนะนำสำนวน
ให้อธิบายหรือ แปลบทความวิจัย เพื่อให้เข้าใจเนื้อหายาก ๆ ได้ชัดเจนขึ้น
AI จึงกลายเป็นเครื่องมือเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนไม่ต้องรู้สึก “อยู่คนเดียว” กับเนื้อหายาก ๆ อีกต่อไป
3. กลุ่มนักวิจัย: ใช้ AI เป็นเครื่องมือเร่งงานวิจัยและนวัตกรรม
นักวิจัยสามารถใช้ AI เป็นทั้งคู่คิดและแรงขับเคลื่อนในการทำงานวิจัยหรือโปรเจกต์ต่าง ๆ โดยเฉพาะในงานที่กินเวลามาก
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ได้แก่
ให้ AI ช่วย ระดมไอเดียและตั้งโจทย์โปรเจกต์
ใช้ช่วย วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ก่อนลงลึกด้วยวิธีทางสถิติหรือเชิงเทคนิคอื่น ๆ
ให้ช่วยสร้าง แบบจำลองทางวิชาการหรือโปรแกรมจำลอง เพื่อทดลองแนวคิดหรือทดสอบสมมติฐานต่าง ๆ
พูดได้ว่า AI เป็นตัวคูณกำลังของนักวิจัยทั้งในช่วง “คิด” และช่วง “ลงมือทำ”
ครูคือผู้กำกับ นักเรียนคือนักแสดง AI คือเครื่องมือกลางเวที
เมื่อนำ AI เข้ามาในระบบการศึกษา บทบาทของผู้สอนและผู้เรียนยิ่งชัดเจนขึ้น
ผู้สอน เปรียบเหมือน “ผู้กำกับ”
ทำหน้าที่วางระบบ วางแผน ออกแบบการสอน และจัดการเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้เรียน ใช้ AI เป็นเครื่องมือเพื่อยกระดับคุณภาพการสอน ไม่ใช่ปล่อยให้ระบบทำแทนทั้งหมดผู้เรียน เปรียบเหมือน “นักแสดง”
มีหน้าที่เรียนรู้ ฝึกฝน ทบทวน ทำความเข้าใจเนื้อหาในแบบของตัวเอง ใช้ AI เป็นตัวช่วยเสริม ไม่ใช่เป็นไม้เท้าพยุงจนเดินเองไม่เป็น
หลายคนยอมรับว่า AI มีข้อดีเรื่องความเร็ว ความฉลาด และความสามารถในการทำงานจำนวนมากในเวลาอันสั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีข้อควรระวังที่ทุกคนต้องรู้เท่าทันเช่นกัน
ด้านมืดที่ต้องระวัง เมื่อใช้ AI ในการเรียนรู้
แม้ AI จะทรงพลังแค่ไหน แต่เทคโนโลยีก็ยังมีข้อจำกัดที่ห้ามมองข้าม โดยเฉพาะในบริบทการศึกษา
1. ความถูกต้องของข้อมูล – AI ก็ “ตอบผิด” ได้
AI บางครั้งอาจสรุปเนื้อหาผิด ตีความคลาดเคลื่อน หรืออ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง โดยเฉพาะหากเป็นระบบที่ไม่ได้เชื่อมกับฐานข้อมูลวิชาการโดยตรง
ดังนั้น ผู้ใช้ต้องมีทักษะตรวจสอบข้อมูลอยู่เสมอ ไม่ควรเชื่อคำตอบของ AI ทั้งหมดแบบไม่กลั่นกรอง
2. เสี่ยงทำให้ทักษะคิด วิเคราะห์ และเขียนอ่อนลง
เมื่อใช้ AI ช่วยมากเกินไป นักเรียนอาจเผลอ “คัดลอกคำตอบ” โดยไม่เข้าใจสิ่งที่ทำ ทำให้
ขาดโอกาสฝึกคิดด้วยตัวเอง
พึ่งพา AI จนทักษะพื้นฐานอย่างการคิดวิเคราะห์และการเขียนถดถอย
AI จึงควรถูกใช้เป็น เครื่องมือฝึกคิด ไม่ใช่เครื่องมือหนีการคิด
3. ช่องว่างทางเทคโนโลยี (Digital Divide)
ไม่ใช่ทุกคนที่มีอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต หรือเทคโนโลยีพร้อมใช้งาน นั่นหมายความว่า
คนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้เลย
การใช้ AI อาจกลายเป็น “โอกาสเฉพาะกลุ่ม” หากไม่วางระบบให้รอบคอบ
ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญในระดับนโยบาย หากต้องการให้ AI ช่วยยกระดับการศึกษาอย่างเท่าเทียมจริง ๆ
สร้างระบบนิเวศ AI เพื่อการศึกษาไทย: บทบาทของ ICT มหิดล

ในระดับสถาบันการศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่ได้หยุดอยู่ที่การใช้ AI แค่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่กำลังขยายไปสู่การสร้าง “ระบบนิเวศ AI เพื่อการเรียนรู้” อย่างเป็นรูปธรรม
ทุกภาคส่วนถูกดึงเข้ามามีบทบาทร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น
คณาจารย์
บุคลากรสายสนับสนุน
นักศึกษา
เป้าหมายคือการนำ AI มาใช้เพื่อ เปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงแค่ตามกระแส
แนวทางการขับเคลื่อนมีทั้งในหลายมิติ เช่น
สนับสนุนให้อาจารย์ทำ วิจัยด้าน AI เพื่อการเรียนรู้ อย่างจริงจัง
ผลักดันการเรียนรู้ AI ของนักศึกษา ตั้งแต่ พื้นฐานไปจนถึงการสร้างนวัตกรรม
ออกแบบ หลักสูตรด้าน AI สำหรับนักศึกษาทุกระดับ รวมถึงทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นในโลกการทำงานยุคใหม่
ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดสำคัญ คือการสร้าง วัฒนธรรมการใช้ AI อย่างมีความรู้ ความสามารถ และมีคุณธรรมควบคู่กันไป
เป้าหมายไม่ใช่การปล่อยให้ AI เข้ามา “แย่งงานมนุษย์” แต่คือการใช้มันเพื่อ
เติมเต็มศักยภาพของคน
เพิ่มพลังให้การเรียนรู้และการสร้างสรรค์
AI จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อช่วยให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น
หัวใจของการใช้ AI ในการศึกษา ไม่ได้อยู่ที่ว่าเทคโนโลยีล้ำแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า มันช่วยให้ผู้เรียนและผู้สอน “เติบโต” ได้จริงหรือไม่
ในบริบทของการศึกษา เราสามารถมองให้ไกลกว่าการใช้เครื่องมือเพียงเพื่อความสะดวก แต่ใช้เพื่อ
ขยายโอกาสการเรียนรู้
เสริมคุณภาพชีวิตของผู้คน
เปิดพื้นที่ให้เกิดนวัตกรรมจากห้องเรียนสู่สังคม
สุดท้ายแล้ว แนวคิดหนึ่งที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดคือ
“เทคโนโลยีจะไม่มีความหมายเลย หากมันไม่สามารถช่วยให้ผู้คนเรียนรู้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และการศึกษา คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดและทรงพลังที่สุดในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนั้น”

