รับแอปรับแอป

AI เปลี่ยนการศึกษาไทยอย่างไร? จากห้องเรียนสู่ระบบนิเวศใหม่ทั้งมหาวิทยาลัย

ธวัชชัย ศรีสุข01-30

AI ไม่ได้ไกลตัวเราอีกต่อไป

ในมุมมองของหลายคน คำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI อาจดูเป็นเทคโนโลยีล้ำ ๆ ที่อยู่ไกลตัว แต่ถ้ามองให้ดี ชีวิตประจำวันของเราแทบจะผูกติดกับ AI อยู่ตลอดเวลา เราแค่ไม่ค่อยรู้ตัวเท่านั้นเอง

ตั้งแต่แอปที่คอยแนะนำเพลงที่ตรงกับสไตล์เรา ระบบตอบแชตอัตโนมัติ ไปจนถึงบริการออนไลน์อีกมากมาย ล้วนเกิดจากการทำงานของ AI แทบทั้งสิ้น

อีกคำที่มักได้ยินคู่กันคือ Machine Learning (ML) ซึ่งเป็นหนึ่งในแขนงของ AI ที่เน้นให้ระบบเรียนรู้จาก “ข้อมูล” แทนการไปนั่งป้อนกฎทีละข้อ แล้วใช้การประมวลผลเพื่อช่วยคิด ช่วยวิเคราะห์ และช่วยตัดสินใจ

เพราะฉะนั้น AI วันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของหุ่นยนต์ล้ำยุคอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันคือ เครื่องมือที่เข้ามาเป็นคู่คิดในชีวิตประจำวันของเรา

AI กับสองบทบาทหลักในชีวิตการทำงาน

ปัจจุบัน AI ถูกหยิบมาใช้สร้างประโยชน์ชัด ๆ อยู่สองด้านใหญ่ ๆ คือ

  • ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ เช่น

    • ตรวจข้อสอบอัตโนมัติ

    • ตรวจคำตอบจากแบบฟอร์มออนไลน์

  • ช่วยต่อยอดความคิดและไอเดียสร้างสรรค์ เช่น

    • ช่วยคิดแนวทางใหม่ ๆ ในการทำงาน

    • ช่วยแตกไอเดียที่เราอาจคิดไม่ถึง

ผลก็คือ AI ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในแทบทุกวงการ แน่นอนว่ารวมถึง วงการศึกษา ซึ่งกำลังถูกเปลี่ยนโฉมอย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลัง

ในด้านการศึกษา AI เข้ามาช่วยปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอน เปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้การเรียนรู้มีความหลากหลาย และปรับให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคนมากขึ้น หรือที่เราคุ้นในชื่อว่า Personalized Learning

3 กลุ่มผู้ใช้ AI ในระบบการศึกษา

ในโลกของการเรียนรู้ AI ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ทั้งครู นักเรียน และนักวิจัย หากแบ่งตามกลุ่มผู้ใช้งานหลัก ๆ จะได้ 3 กลุ่มใหญ่ดังนี้

1. กลุ่มครูผู้สอน: มี AI เป็นผู้ช่วยส่วนตัว

สำหรับครู AI ทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วยคู่ใจ ช่วยลดภาระงานซ้ำ ๆ และเพิ่มเวลาไปโฟกัสกับการสอนเชิงลึกมากขึ้น

  • ตรวจการบ้าน / ข้อสอบอัตโนมัติ
    ระบบสามารถตรวจคำตอบและสรุปคะแนนรายบุคคลได้พร้อมกันทีละหลายคน ใช้เวลาและแรงน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

  • ออกข้อสอบใหม่ ไม่ซ้ำชุดเดิม
    AI ช่วยสร้างข้อสอบชุดใหม่ที่หลากหลายขึ้น ลดปัญหาข้อสอบซ้ำเดิม และเพิ่มมิติในการวัดผลนักเรียน

  • ออกแบบสื่อการสอนที่ทันสมัย
    ตั้งแต่การสรุปเนื้อหา การย่อยเรื่องยากให้เข้าใจง่าย ไปจนถึงการแปลงบทเรียนให้อยู่ในรูปแบบสื่อหลากหลาย ทั้งข้อความ ภาพ หรือกิจกรรมโต้ตอบ

  • สนับสนุนการสอนแบบ Personalized Learning
    AI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมและรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน แล้วแนะนำชุดบทเรียนหรือสื่อที่เหมาะกับผู้เรียนคนนั้นได้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

2. กลุ่มนักเรียน: มี AI เป็นติวเตอร์ส่วนตัว 24 ชั่วโมง

สำหรับนักเรียน AI เปรียบเหมือนติวเตอร์ที่อยู่ข้างตัวตลอดเวลา เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำกัดแค่ในห้องเรียน

ตัวอย่างการใช้งานที่ช่วยให้การเรียนง่ายขึ้น เช่น

  • ให้ AI ช่วยสรุปบทเรียน ให้เข้าใจง่ายขึ้น

  • ใช้เป็นตัวช่วย ฝึกเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ ทั้งการตรวจแกรมมาร์และแนะนำสำนวน

  • ให้อธิบายหรือ แปลบทความวิจัย เพื่อให้เข้าใจเนื้อหายาก ๆ ได้ชัดเจนขึ้น

AI จึงกลายเป็นเครื่องมือเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนไม่ต้องรู้สึก “อยู่คนเดียว” กับเนื้อหายาก ๆ อีกต่อไป

3. กลุ่มนักวิจัย: ใช้ AI เป็นเครื่องมือเร่งงานวิจัยและนวัตกรรม

นักวิจัยสามารถใช้ AI เป็นทั้งคู่คิดและแรงขับเคลื่อนในการทำงานวิจัยหรือโปรเจกต์ต่าง ๆ โดยเฉพาะในงานที่กินเวลามาก

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ได้แก่

  • ให้ AI ช่วย ระดมไอเดียและตั้งโจทย์โปรเจกต์

  • ใช้ช่วย วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ก่อนลงลึกด้วยวิธีทางสถิติหรือเชิงเทคนิคอื่น ๆ

  • ให้ช่วยสร้าง แบบจำลองทางวิชาการหรือโปรแกรมจำลอง เพื่อทดลองแนวคิดหรือทดสอบสมมติฐานต่าง ๆ

พูดได้ว่า AI เป็นตัวคูณกำลังของนักวิจัยทั้งในช่วง “คิด” และช่วง “ลงมือทำ”

ครูคือผู้กำกับ นักเรียนคือนักแสดง AI คือเครื่องมือกลางเวที

เมื่อนำ AI เข้ามาในระบบการศึกษา บทบาทของผู้สอนและผู้เรียนยิ่งชัดเจนขึ้น

  • ผู้สอน เปรียบเหมือน “ผู้กำกับ”
    ทำหน้าที่วางระบบ วางแผน ออกแบบการสอน และจัดการเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้เรียน ใช้ AI เป็นเครื่องมือเพื่อยกระดับคุณภาพการสอน ไม่ใช่ปล่อยให้ระบบทำแทนทั้งหมด

  • ผู้เรียน เปรียบเหมือน “นักแสดง”
    มีหน้าที่เรียนรู้ ฝึกฝน ทบทวน ทำความเข้าใจเนื้อหาในแบบของตัวเอง ใช้ AI เป็นตัวช่วยเสริม ไม่ใช่เป็นไม้เท้าพยุงจนเดินเองไม่เป็น

หลายคนยอมรับว่า AI มีข้อดีเรื่องความเร็ว ความฉลาด และความสามารถในการทำงานจำนวนมากในเวลาอันสั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีข้อควรระวังที่ทุกคนต้องรู้เท่าทันเช่นกัน

ด้านมืดที่ต้องระวัง เมื่อใช้ AI ในการเรียนรู้

แม้ AI จะทรงพลังแค่ไหน แต่เทคโนโลยีก็ยังมีข้อจำกัดที่ห้ามมองข้าม โดยเฉพาะในบริบทการศึกษา

1. ความถูกต้องของข้อมูล – AI ก็ “ตอบผิด” ได้

AI บางครั้งอาจสรุปเนื้อหาผิด ตีความคลาดเคลื่อน หรืออ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง โดยเฉพาะหากเป็นระบบที่ไม่ได้เชื่อมกับฐานข้อมูลวิชาการโดยตรง

ดังนั้น ผู้ใช้ต้องมีทักษะตรวจสอบข้อมูลอยู่เสมอ ไม่ควรเชื่อคำตอบของ AI ทั้งหมดแบบไม่กลั่นกรอง

2. เสี่ยงทำให้ทักษะคิด วิเคราะห์ และเขียนอ่อนลง

เมื่อใช้ AI ช่วยมากเกินไป นักเรียนอาจเผลอ “คัดลอกคำตอบ” โดยไม่เข้าใจสิ่งที่ทำ ทำให้

  • ขาดโอกาสฝึกคิดด้วยตัวเอง

  • พึ่งพา AI จนทักษะพื้นฐานอย่างการคิดวิเคราะห์และการเขียนถดถอย

AI จึงควรถูกใช้เป็น เครื่องมือฝึกคิด ไม่ใช่เครื่องมือหนีการคิด

3. ช่องว่างทางเทคโนโลยี (Digital Divide)

ไม่ใช่ทุกคนที่มีอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต หรือเทคโนโลยีพร้อมใช้งาน นั่นหมายความว่า

  • คนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้เลย

  • การใช้ AI อาจกลายเป็น “โอกาสเฉพาะกลุ่ม” หากไม่วางระบบให้รอบคอบ

ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญในระดับนโยบาย หากต้องการให้ AI ช่วยยกระดับการศึกษาอย่างเท่าเทียมจริง ๆ

สร้างระบบนิเวศ AI เพื่อการศึกษาไทย: บทบาทของ ICT มหิดล

ในระดับสถาบันการศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่ได้หยุดอยู่ที่การใช้ AI แค่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่กำลังขยายไปสู่การสร้าง “ระบบนิเวศ AI เพื่อการเรียนรู้” อย่างเป็นรูปธรรม

ทุกภาคส่วนถูกดึงเข้ามามีบทบาทร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • คณาจารย์

  • บุคลากรสายสนับสนุน

  • นักศึกษา

เป้าหมายคือการนำ AI มาใช้เพื่อ เปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงแค่ตามกระแส

แนวทางการขับเคลื่อนมีทั้งในหลายมิติ เช่น

  • สนับสนุนให้อาจารย์ทำ วิจัยด้าน AI เพื่อการเรียนรู้ อย่างจริงจัง

  • ผลักดันการเรียนรู้ AI ของนักศึกษา ตั้งแต่ พื้นฐานไปจนถึงการสร้างนวัตกรรม

  • ออกแบบ หลักสูตรด้าน AI สำหรับนักศึกษาทุกระดับ รวมถึงทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นในโลกการทำงานยุคใหม่

ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดสำคัญ คือการสร้าง วัฒนธรรมการใช้ AI อย่างมีความรู้ ความสามารถ และมีคุณธรรมควบคู่กันไป

เป้าหมายไม่ใช่การปล่อยให้ AI เข้ามา “แย่งงานมนุษย์” แต่คือการใช้มันเพื่อ

  • เติมเต็มศักยภาพของคน

  • เพิ่มพลังให้การเรียนรู้และการสร้างสรรค์

AI จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อช่วยให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น

หัวใจของการใช้ AI ในการศึกษา ไม่ได้อยู่ที่ว่าเทคโนโลยีล้ำแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า มันช่วยให้ผู้เรียนและผู้สอน “เติบโต” ได้จริงหรือไม่

ในบริบทของการศึกษา เราสามารถมองให้ไกลกว่าการใช้เครื่องมือเพียงเพื่อความสะดวก แต่ใช้เพื่อ

  • ขยายโอกาสการเรียนรู้

  • เสริมคุณภาพชีวิตของผู้คน

  • เปิดพื้นที่ให้เกิดนวัตกรรมจากห้องเรียนสู่สังคม

สุดท้ายแล้ว แนวคิดหนึ่งที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดคือ

“เทคโนโลยีจะไม่มีความหมายเลย หากมันไม่สามารถช่วยให้ผู้คนเรียนรู้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และการศึกษา คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดและทรงพลังที่สุดในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนั้น”