เตือนสาวสายเที่ยวดื่ม: เมาคืนเดียว ชีวิตเปลี่ยนทั้งชีวิต
สาวสายเที่ยวบาร์โฮสต์ออกมาเล่าเหตุการณ์สุดช็อก หลังเมาจัดจนขาดสติ เรียกรถผ่านแอปฯชื่อดังกลับที่พัก แต่กลับถูกคนขับฉวยโอกาสบังคับให้ใช้ปากสำเร็จความใคร่ ซ้ำพอไปแจ้งความกลับโดนโยนภาระให้ไปหาหลักฐานเอง ยิ่งทำให้รู้สึกทั้งกลัว ทั้งเสียใจ และหมดศรัทธากับระบบความยุติธรรม
นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนชอบเที่ยวบาร์ แต่คือสัญญาณเตือนว่าคืนสนุก ๆ สามารถกลายเป็นฝันร้ายได้ในไม่กี่นาที
จากคืนเมาสุดมัน กลายเป็นฝันร้ายบนรถแอปฯ
a
น.ส.ยุ้ย (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี เล่าว่า ช่วงเช้ามืดของวันที่ 3 เมษายน เวลาประมาณตีห้า หลังจากนั่งดื่มหนักที่บาร์โฮสต์ย่านพัทยาจนเมาไม่รู้เรื่อง ก็เรียกรถโดยสารผ่านแอปฯชื่อดังเพื่อกลับที่พักตามปกติ
แต่ระหว่างทางเธอน่าจะเผลอหลับไป ด้วยความที่เพิ่งย้ายมาอยู่พัทยาไม่นาน ทำให้ไม่รู้เส้นทาง พอตื่นมาอีกที กลับพบว่ารถถูกขับมาจอดในที่เปลี่ยว ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าตรงนั้นคือที่ไหน
คนขับลงจากรถแล้วอ้อมมาที่เบาะด้านหลัง จากนั้นจับเธอถอดเสื้อออก ฝั่งคนขับเองก็รีบถอดกางเกง แล้วบังคับให้เธอใช้ปากสำเร็จความใคร่ให้
เธอบอกว่าตอนนั้นทั้งกลัว ทั้งช็อก ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ขอร้องว่าอย่าทำแบบนี้เลย แต่ก็กลัวว่าจะถูกทำร้าย จึงจำใจทำไปทั้งน้ำตา ไม่นานคนก่อเหตุก็สำเร็จความใคร่
จากการขึ้นรถกลับบ้านตามปกติ กลายเป็นประสบการณ์ที่ฝากแผลลึกในใจไปทั้งชีวิต
หลังเหตุการณ์: กลัวจนมือสั่น แต่ตำรวจบอกให้กลับไปหาหลักฐานเอง
หลังจากเหตุการณ์จบลง เธอขอลงจากรถทันที แต่คนขับยังยืนยันว่าจะไปส่งตามจุดที่เธอปักหมุดไว้ พอใกล้ถึง เธอจึงขอให้จอดส่งที่หน้าซอย เพราะไม่อยากให้คนร้ายรู้ที่พักจริง คนขับก็ยอม ไม่คิดเงินค่าโดยสาร แถมยังเอ่ยคำขอโทษ
พอลงจากรถได้ เธอรีบวิ่งไปยังพื้นที่ที่มีคนอยู่เยอะ เพื่อให้รู้สึกปลอดภัยขึ้น จากนั้นก็ตัดสินใจไปแจ้งความทันที เพราะไม่อยากให้เรื่องเงียบ และไม่อยากให้ใครต้องมาเจอแบบเดียวกัน
แต่สิ่งที่เจอในโรงพักกลับไม่ใช่ความช่วยเหลืออย่างที่คาดหวัง พนักงานสอบสวนบอกว่า ยังทำอะไรไม่ได้ หากไม่มีหลักฐานชัดเจน และให้เธอกลับไปหา
เลขทะเบียนรถของคนขับ
จุดเกิดเหตุที่แน่ชัด
หลักฐานจากกล้องวงจรปิด
แล้วค่อยกลับมาให้ตำรวจช่วยตรวจสอบกล้องวงจรปิดให้อีกที
จากคนที่ไปด้วยความหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือ กลับต้องเดินออกมาพร้อมความรู้สึกท้อแท้ และคิดอยู่เหมือนกันว่า หรือสุดท้ายแล้วการแจ้งความจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
พยายามสู้ต่อ: รวมหลักฐานเองเพื่อตามล่าคนร้าย
แม้จะรู้สึกหมดหวัง แต่เธอก็ยังพยายามรวบรวมสติ และเริ่มหาหลักฐานเอง สิ่งเดียวที่พอจะมีคือภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าบาร์โฮสต์ที่เธอไปเที่ยว ซึ่งจะเห็นภาพพนักงานช่วยกันพยุงเธอขึ้นรถเก๋งสีขาวคันหนึ่ง
เธอจึงเดินทางไปแจ้งความอีกครั้ง พร้อมนำไฟล์จากกล้องวงจรปิดมามอบให้เป็นหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้ตำรวจช่วยติดตามคดีอย่างจริงจัง
จากนั้นพนักงานสอบสวนได้รายงานผู้บังคับบัญชา และประสานตำรวจชุดสืบสวนให้ลงพื้นที่ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และหาเบาะแสของผู้ก่อเหตุ เพื่อตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
แม้ทุกอย่างยังไม่รู้จะจบลงแบบไหน แต่เธอยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัว ไม่กล้าไว้ใจใครง่าย ๆ อีกต่อไป
บทเรียนเลือดเย็นจากคืนเที่ยว: เมาได้ แต่อย่าเมาจนลืมป้องกันตัวเอง
เธอฝากถึงผู้หญิงที่ชอบเที่ยว ชอบดื่ม ว่าไม่ได้ออกมาเตือนให้เลิกเที่ยวเลิกดื่ม แต่ขอให้ระวังให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะเมื่อไปคนเดียว หรือไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย
สิ่งที่อยากย้ำคือ
อย่าเมาจนขาดสติ จนไม่รู้ตัวเองอยู่ที่ไหน หรือขึ้นรถกับใคร
- เวลาเรียกรถผ่านแอปฯ ควร
แคปหน้าจอข้อมูลคนขับ ทะเบียนรถ
ส่งโลเคชันให้เพื่อนหรือคนใกล้ชิด
ถ้ารู้สึกว่ารถขับไปทางแปลก ๆ ให้รีบโทรหาเพื่อนหรือสายด่วนทันที
กลับคอนโดหรือที่พัก อย่าเพิ่งบอกเลขห้องหรือข้อมูลส่วนตัวกับคนขับ
เธอบอกว่าตัวเองคือ ตัวอย่างของคำว่า “เมาจนเกินพอดี” ที่ต้องจ่ายด้วยความรู้สึกพังทั้งใจ และความปลอดภัยในชีวิต เลยอยากให้ผู้หญิงทุกคนดูเรื่องนี้เป็นบทเรียน
เสียงสุดท้ายจากผู้หญิงคนหนึ่ง ถึงสังคมและระบบยุติธรรม
ท้ายที่สุด เธออยากขอความเห็นใจ และขอให้คดีแบบนี้ไม่ถูกมองข้าม
ไม่ใช่ทุกคนจะมีหลักฐานครบถ้วนตั้งแต่วันแรก
ไม่ใช่ทุกคนจะมีสติพอจะจำทุกรายละเอียดได้หลังผ่านเหตุการณ์ร้าย
การที่เหยื่อกล้าเดินเข้าไปแจ้งความ คือก้าวที่ยากที่สุดก้าวหนึ่งในชีวิต ถ้าปลายทางกลับเจอคำว่า “ทำอะไรไม่ได้ ไปหาหลักฐานมาก่อน” มันไม่ต่างอะไรจากการซ้ำเติมคนที่เจ็บอยู่แล้ว
เธอฝากถึงผู้หญิงทุกคนที่ชอบเที่ยวบาร์หรือสายดื่มว่า คืนนี้คุณอาจกำลังสนุกอยู่กับแก้วในมือ แต่ขอให้เหลือสติเพื่อปกป้องตัวเองเสมอ เพราะบางครั้ง แค่เมาเกินหนึ่งครั้ง ก็อาจทิ้งรอยแผลไปอีกหลายปีในชีวิตได้
และหวังว่าคนร้ายในเรื่องนี้ จะไม่ใช่แค่ “คนขับรถนิรนามในความทรงจำที่ไม่มีวันลืม” แต่จะถูกตามตัวมารับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาทำลงไปอย่างถึงที่สุด

