รับแอปรับแอป

กินถั่วให้ผิวปังแบบสายสกินแคร์: 3 ถั่วตัวแม่ที่ผิวใสต้องมี

กิตติพงษ์ ชัยมงคล01-30

กินถั่วให้ผิวปังได้จริงหรือแค่มโน?

ในยุคที่ทุกคนอินกับ Self-care และ Wellness แบบสุดตัว “ผิวสวย สุขภาพดี” ไม่ได้หยุดอยู่แค่สกินแคร์ในห้องน้ำอีกต่อไป แต่คือผลลัพธ์จากการดูแลตัวเองตั้งแต่ข้างใน โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่สัมพันธ์กับผิวแบบตรงๆ

หนึ่งในหมวด Superfoods ที่สายผิวใสพูดถึงกันเยอะมากก็คือ ถั่วและเมล็ดธัญพืช เพราะไม่ได้มีดีแค่ไขมันดี แต่ยังอัดแน่นด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ผิวเอาไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะ วิตามิน E, ไบโอติน และ Zinc (ซิงก์) ที่ช่วยกันทำงานแบบทีมเวิร์กสุดๆ

วันนี้มาเช็กกันแบบเคลียร์ๆ ว่า “กินถั่วแล้วผิวปัง” เป็นเรื่องจริงแค่ไหน และต้องเลือกถั่วแบบไหนให้ได้ผิวสวยสมชื่อสายสกินแคร์ Gen Z ตัวแม่

3 ถั่วตัวจี๊ดของสายสกินแคร์ที่ควรมีติดครัว

1. อัลมอนด์ (Almond)

“ราชินีแห่งความสวยจากธรรมชาติ” ที่ผิวดีต้องยกมง

อัลมอนด์คือถั่วที่สายผิวสวยต้องรู้จัก เพราะโดดเด่นเรื่อง วิตามิน E สูงมาก ซึ่งจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นท็อป ช่วยชะลอวัย ป้องกันผิวจากรังสี UV และมลภาวะ แถมยังมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ช่วยให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรงขึ้น

ประโยชน์ต่อผิวจากอัลมอนด์

  • ช่วยลดริ้วรอยก่อนวัย ให้ผิวดูเด็กกว่าวัยจริง

  • ทำให้ผิวดูเนียนนุ่ม ชุ่มชื้นขึ้น

  • ลดอาการอักเสบ ระคายเคืองของผิว

  • ช่วยลดการเกิดสิวที่มาจากอนุมูลอิสระ

Tip: กินอัลมอนด์อบแบบไม่ใส่เกลือวันละประมาณ 10–15 เม็ด ก็ได้วิตามิน E เกือบครึ่งของปริมาณที่แนะนำต่อวันแล้ว

2. เม็ดมะม่วงหิมพานต์ (Cashew Nut)

“ถั่วเนื้อนุ่ม เคี้ยวมัน ที่ให้มากกว่าแค่ความอร่อย”

เม็ดมะม่วงหิมพานต์คืออีกตัวเด็ดของสายผิว เพราะมี ไบโอติน (Biotin) ซึ่งเป็นวิตามินกลุ่ม B ที่ช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ผิว ผม และเล็บใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ คนที่ผิวแห้ง ผมร่วง หรือเล็บเปราะ หลายคนมักขาดไบโอตินแบบไม่รู้ตัว

ยังไม่พอ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ยังมี ทองแดง (Copper) ที่ช่วยในกระบวนการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวดูฟู ดูเปล่งปลั่งขึ้นอีกระดับ

ประโยชน์ต่อผิวจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์

  • บำรุงผิว ผม เล็บจากด้านใน

  • ช่วยลดปัญหาผิวแห้ง ลอกเป็นขุย

  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวดูเด้ง

  • ช่วยให้ผิวหน้าดูไม่หมองคล้ำง่าย

Tip: กินเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบไม่เค็มวันละประมาณ 10–12 เม็ด แทนขนมหวานช่วงบ่าย อิ่มด้วย ผิวได้ด้วย

3. เมล็ดฟักทอง (Pumpkin Seed)

“ธัญพืชสายลุย ที่ช่วยให้ผิวสวยแบบไม่กลัวสิว”

เมล็ดฟักทองคือเพื่อนรักของคนผิวมันและผิวเป็นสิวง่าย เพราะอุดมไปด้วย ซิงก์ (Zinc) ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากในการซ่อมแซมเซลล์ผิว ลดการอักเสบ และช่วยลดโอกาสการเกิดสิว เหมาะกับคนที่ต้องเจอแดดจัด ความเครียด หรือสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผิวอักเสบง่าย

ประโยชน์ต่อผิวจากเมล็ดฟักทอง

  • ช่วยลดสิวที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน

  • ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ถูกทำร้ายจากแดดและมลภาวะ

  • ช่วยให้แผลบนผิวหายเร็วขึ้น

  • เสริมเกราะให้ผิว ไม่ติดเชื้อง่ายในระดับเล็กน้อย

Tip: โรยเมล็ดฟักทองลงในโยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต หรือสลัดได้เลย เพิ่มทั้งความอร่อย พลังงานดี และได้บูสต์ผิวไปในตัว

ทำไมถั่วถึงช่วยเรื่องผิวได้แบบมีหลักการ?

ผิวเราต้องใช้ “วัตถุดิบดีๆ” ในการซ่อมแซมและสร้างเซลล์ใหม่ทุกวัน คล้ายการสร้างกล้ามเนื้อ ถั่วและเมล็ดธัญพืชเลยกลายเป็นตัวช่วยเด็ด เพราะให้สารอาหารแบบครบเซ็ต

สิ่งที่ผิวได้จากถั่วคือ

  • ไขมันดี → ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น นุ่ม ไม่แห้งกร้านง่าย

  • โปรตีนจากพืช → เป็นส่วนประกอบในการสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้แข็งแรง

  • สารต้านอนุมูลอิสระ → ป้องกันผิวไม่ให้เสื่อมเร็วจากแดด ฝุ่น และมลภาวะ

  • แร่ธาตุสำคัญ → ช่วยฟื้นฟูผิวในระดับเซลล์ ให้ผิวมีแรงซ่อมตัวเอง

อีกหนึ่งข้อดีคือ ถั่วและเมล็ดธัญพืช พกง่าย กินง่าย ย่อยไม่ยาก เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนยุคนี้ที่เวลาแทบไม่มี แต่ยังอยากผิวสวยแบบยั่งยืน

เมนูถั่วสายสกินแคร์ ทำง่าย กินเพลินได้ทุกวัน

อยากเริ่มกินถั่วแบบไม่งง ลองจัดเมนูง่ายๆ ที่ทั้งอร่อยและดีต่อผิวเหล่านี้

  1. โยเกิร์ตถ้วยผิวใส

    • ใช้โยเกิร์ต low-fat ใส่อัลมอนด์ เมล็ดฟักทอง และแครนเบอร์รี่อบแห้ง

    • กินเป็นมื้อเช้าเบาๆ หรือเป็นขนมว่างตอนบ่ายก็รอด

  2. สมูทตี้ผิวปัง

    • ปั่นกล้วยกับนมอัลมอนด์ ใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์และผงโกโก้

    • ท็อปด้วยเมล็ดเจียด้านบน เพิ่มไฟเบอร์และดีต่อระบบขับถ่าย

  3. โอ๊ตบอลบำรุงผิว

    • ผสมข้าวโอ๊ต เนยอัลมอนด์ น้ำผึ้ง และอัลมอนด์บด

    • ปั้นเป็นก้อนเล็กๆ แช่เย็นไว้ กินเล่นได้หลายวันแบบไม่รู้สึกผิด

กินถั่วให้ผิวสวย แต่ต้องมีลิมิต

ถั่วดีต่อผิวก็จริง แต่ก็เป็นอาหารที่พลังงานค่อนข้างสูง ถ้ากินเพลินเกินไปมีสิทธิ์น้ำหนักขึ้นได้เหมือนกัน

เคล็ดลับกินถั่วแบบผิวสวยไม่พังหุ่น

  • เลือกถั่วอบหรือถั่วดิบ แทนถั่วทอดในน้ำมัน

  • เลี่ยงถั่วเค็ม เพราะโซเดียมเยอะทำให้ตัวบวม ผิวดูบวมน้ำ

  • ปริมาณกำลังดีคือวันละประมาณ 1 กำมือเล็ก (ราว 20–30 กรัม)

สรุป: ผิวใสฉบับ Gen Z เริ่มได้จากกำมือถั่ว

ถ้าไม่อยากพึ่งแต่คลินิกหรือคอร์สทรีตเมนต์แพงๆ ลองหันมาเพิ่ม “ถั่วสายสกินแคร์” อย่างอัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และเมล็ดฟักทองเข้าไปในมื้ออาหารประจำวัน

เพราะธรรมชาติให้ สารอาหารที่ผิวต้องการแบบตรงจุด ทั้งไขมันดี วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ แถมยังพกง่าย กินสะดวก เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่อยากสวยแบบยั่งยืน

เริ่มจากเพิ่มถั่ววันละกำมือเล็กๆ ให้เป็นนิสัย แล้วค่อยให้กระจกเป็นคนตอบว่าผิวปังขึ้นแค่ไหน