รับแอปรับแอป

เจาะลึก NIVEA แบรนด์ร้อยปีที่เข้าใจผิว (และโลก) แบบไม่เหมือนใคร

ก้องภพ แสนดี01-30

จากตลับสีน้ำเงินสู่แบรนด์สกินแคร์ระดับโลก

ถ้าพูดถึงชื่อ NIVEA ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคือครีมตลับสีน้ำเงินในตำนาน ตัวจริงเรื่องสกินแคร์ที่อยู่บนโลกนี้มานานกว่า 114 ปี และอยู่กับคนไทยมายาวนานแบบไม่หลุดเทรนด์

จากครีมตลับแรกที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 1911 วันนี้ NIVEA ขยายตัวเป็นแบรนด์สกินแคร์ระดับโลกที่ดูแลเกือบทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่ใบหน้า ริมฝีปาก ผิวกาย ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง

หัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์นี้ถูกเรียกว่า ตัวจริงเรื่องผิว คือการมีศูนย์วิจัยระดับโลกที่แข็งแกร่ง ตั้งอยู่ในเยอรมนี และยังขยายเครือข่ายแล็บวิจัยไปถึงจีน อเมริกา บราซิล ญี่ปุ่น และอินเดีย เพื่อศึกษาผิวจากหลากหลายเชื้อชาติและสภาพแวดล้อม

NIVEA: แบรนด์ที่เชื่อว่าผิวสะท้อนตัวตน

สำหรับ NIVEA ผิวไม่ได้เป็นแค่เกราะปกป้องร่างกาย แต่เป็นอวัยวะที่ สะท้อนตัวตนและความมั่นใจ ของแต่ละคนได้ชัดเจนมาก

สิ่งที่แบรนด์มองหาไม่ใช่แค่ครีมที่ทาแล้วรู้สึกดี แต่คือ นวัตกรรมที่ช่วยให้ทุกคนมีผิวในเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเอง

แนวคิด “NIVEA is for SKIN” จึงไม่ใช่แค่สโลแกนสวยๆ แต่หมายถึงการดูแลผิวทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวหน้า ผิวกาย หรือปัญหาเฉพาะจุด ต่างก็ต้องได้รับการดูแลด้วยเทคโนโลยีและงานวิจัยที่จริงจัง

ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาสกินแคร์แค่เรื่องเบสิกอย่างความชุ่มชื้น แต่เริ่มให้ความสำคัญกับ

  • เทคโนโลยีใหม่ๆ

  • งานวิจัยที่น่าเชื่อถือ

  • ส่วนผสมที่มีหลักฐานรองรับ

พร้อมกันนั้น NIVEA ยังให้ความสำคัญกับ ความยั่งยืน (Sustainability) ควบคู่ไปกับการดูแลผิว เพราะเชื่อว่าสกินแคร์ที่ดีไม่ควรแค่บำรุงผิว แต่ควรเป็นมิตรกับโลกใบนี้ด้วย

NIVEA เป็นหนึ่งในแบรนด์หลักของบริษัท Beiersdorf ซึ่งแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  • กลุ่ม Mass (ตลาดแมส) – NIVEA อยู่ในกลุ่มนี้

  • กลุ่มเวชสำอาง – เช่น Eucerin

  • กลุ่มพรีเมียม – เช่น La Prairie

ทำไม NIVEA ถึงแข็งแรงในตลาดไทย

ตลาดสกินแคร์ในไทยเติบโตเร็วมาก ปี 2024 มูลค่าตลาดพุ่งไปถึง 47,650 ล้านบาท โตปีละประมาณ 13% สาเหตุหนึ่งมาจากการมีแบรนด์ใหม่และผลิตภัณฑ์ใหม่หลั่งไหลเข้ามา ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น และทำให้แบรนด์ใหญ่ต้องพัฒนาตัวเองต่อเนื่อง

ภายใต้การแข่งขันที่ดุเดือด NIVEA ยังสามารถรักษาความเป็นผู้นำในหลายหมวดหมู่ โดยเฉพาะ

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า (Face care)

  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย

  • กันแดด

  • ผลิตภัณฑ์บำรุงริมฝีปาก

กลุ่มเป้าหมายที่ NIVEA โฟกัสมากขึ้นคือ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับทั้งผิวพรรณ เทคโนโลยี และความยั่งยืนในเวลาเดียวกัน

Deodorant เบอร์ 1: ครบทั้งสูตร กลิ่น และฟอร์แมต

หนึ่งในหมวดที่ NIVEA ครองตลาดไทยได้อย่างแข็งแรงคือ ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายและดูแลใต้วงแขน (Deodorant) ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยมีจุดเด่นคือ

  • ปกป้องกลิ่นกายยาวนานถึง 72 ชั่วโมง

  • ยอดขายต่อปีสูงถึง 50 ล้านหน่วย ในไทย

เบื้องหลังความสำเร็จไม่ใช่แค่การโฆษณา แต่คือการให้ความสำคัญกับ

  • คุณภาพและประสิทธิภาพของสูตร – ใช้มาตรฐานเดียวกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า

  • ความหลากหลายของสินค้า – มีทั้งสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย

  • หลากหลายฟอร์แมต เช่น โรลออน สเปรย์ และสติ๊ก

แต่ละเซกเมนต์ยังมีไซซ์ต่างกัน ทั้งขนาดเล็ก พกง่าย และขนาดใหญ่คุ้มค่า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น

  • คนที่กังวลเรื่องกลิ่นกายเป็นพิเศษ

  • คนที่โฟกัสเรื่องผิวใต้วงแขนเรียบเนียน

  • คนที่อยากได้กลิ่นน้ำหอมเฉพาะสไตล์

ไม่แปลกที่เดินไปดูชั้นวาง Deodorant ในห้าง จะเห็นผลิตภัณฑ์ของ NIVEA เรียงกันอย่างครบทุกความต้องการ

กันแดดที่คิดเผื่อทุกสภาพผิวและทุกสภาพอากาศ

ในเรื่อง ครีมกันแดด NIVEA ก็ครองอันดับ 1 ทั้งในไทยและระดับโลก จุดแข็งคือการคิดค้นการปกป้องผิวจากทั้ง UVA และ UVB ให้เหมาะกับสภาพอากาศที่แตกต่างกัน

โดยเฉพาะเมืองไทยที่แดดแรงและอากาศร้อนตลอดปี ทำให้ต้องออกสูตรที่ตอบโจทย์ทั้ง

  • ผิวมัน

  • ผิวแห้ง

  • ผิวแพ้ง่าย

เรียกได้ว่าไม่ว่าจะผิวแบบไหนหรืออยู่ในสภาพอากาศแบบใด ก็มีสูตรกันแดดที่ออกแบบมาให้ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

NIVEA Men: ผู้ชายยุคใหม่ก็อินเรื่องสกินแคร์

อีกตลาดใหญ่ที่เติบโตเร็วคือ ผลิตภัณฑ์สกินแคร์สำหรับผู้ชาย – NIVEA Men เพราะผู้ชายยุคนี้เริ่มใส่ใจผิวมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการความง่าย ไม่ซับซ้อนเหมือนรูทีนของผู้หญิง

NIVEA เข้าใจว่าโครงสร้างผิวผู้ชาย แตกต่างจากผู้หญิง จึงพัฒนาสูตรเฉพาะที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวของผู้ชายจริงๆ โดยเฉพาะในหมวด

  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด (Cleansing)

  • ผลิตภัณฑ์บำรุง (Caring)

จนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่า 50% ในกลุ่มนี้

NIVEA Body: บอดี้โลชันที่เข้าใจอากาศเมืองไทย

ในฝั่ง NIVEA Body ก็มีการออกรุ่นใหม่แทบทุกปี โดยเฉพาะช่วงอากาศเย็นในไตรมาสแรกของปีที่ทำให้ตลาดบอดี้โลชันเติบโต เพราะคนต้องการความชุ่มชื้นมากขึ้น

แต่ไทยไม่เหมือนยุโรป เพราะแม้ต้องการความชุ่มชื้น ผิวเราก็ยังต้องการความบางเบา ไม่เหนอะหนะ NIVEA จึงออกผลิตภัณฑ์ที่เน้น

  • การบำรุงล้ำลึก

  • ให้ผิวดูสว่าง กระจ่างใส

  • เติมความชุ่มฉ่ำ เด้ง สุขภาพดี

หนึ่งในไลน์ที่โดดเด่นคือ Vitamin Body Serum ที่มี SPF ช่วยให้ผิวดูโกลว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และยังช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น เป็นหนึ่งในไลน์ที่ถูกใช้เป็น “ตัวชูโรง” ของกลุ่มบอดี้ในปีหลังๆ

NIVEA Face: ตัวจริงเรื่องผิวมันและปัญหาสิว

สายสกินแคร์สำหรับผิวหน้าก็เป็นอีกตลาดใหญ่ที่ NIVEA ลงมาเล่นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์

  • ที่ช่วยทำความสะอาดล้ำลึก เช่น ไมเซลล่า (Micellar) สำหรับเช็ดฝุ่นและเครื่องสำอาง

  • ที่ช่วยดูแลปัญหาผิวเฉพาะจุด เช่น สิว ผิวมัน และจุดด่างดำ

หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจสำหรับคนผิวมันและเป็นสิวง่ายคือกลุ่ม Derma Acne Care ซึ่งออกแบบมาสำหรับ

  • คนที่อยู่ในช่วงรักษาสิว

  • คนที่มีผิวมันและต้องการปรับสมดุลผิว

จุดเด่นคือการพัฒนาสูตรให้ ทำงานร่วมกับโครงสร้างผิว ไม่ใช่แค่กดสิวหรือทำให้ผิวแห้งตึง แต่ช่วยให้ผิวค่อยๆ กลับมาสมดุลและแข็งแรงขึ้น เหมาะกับคนที่อยากดูแลผิวมันแบบยั่งยืน ไม่ใช่แก้ปัญหาระยะสั้น

Luminous 630: สารไวท์เทนนิ่งที่ใช้เวลาศึกษากว่า 10 ปี

ในตลาดจัดการ จุดด่างดำ ฝ้า กระ NIVEA มีไลน์ที่โดดเด่นอย่าง Luminous 630 Antispot ซึ่งจับกลุ่มคนที่มีปัญหาจุดด่างดำเรื้อรังและต้องการทางออกที่จริงจัง

หัวใจของไลน์นี้คือสารสำคัญชื่อ ไทอามิดอล (Thiamidol) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเอกสิทธิ์ของ Beiersdorf ที่ใช้เวลากว่า 10 ปี ในการวิจัยและพัฒนา

ผลลัพธ์คือเซรั่มที่สามารถเข้าไปช่วยลดเลือนจุดด่างดำได้อย่างเป็นระบบ จนทำยอดขายทั่วโลกไปแล้วหลายสิบล้านชิ้น และกลายเป็นหนึ่งในฮีโร่โปรดักต์ของ NIVEA ในช่วงหลัง

กลยุทธ์การตลาดยุคดิจิทัล: เข้าถึงคนรุ่นใหม่แบบใกล้ชิด

ยุคนี้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและเร็ว NIVEA จึงหันมาโฟกัสการทำตลาดบนโลกดิจิทัลมากขึ้น เพื่อเชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่แบบใกล้ชิดกว่าเดิม

หนึ่งในกลยุทธ์ที่ใช้คือการสร้างคอมมูนิตี้ผ่านแนวคิด Friends of NIVEA โดยเลือกทำงานร่วมกับคนหลากหลายสไตล์และหลากหลายบุคลิก เพื่อสะท้อนว่าแบรนด์นี้ไม่ได้มีแค่ภาพของคนแบบเดียว แต่เปิดกว้างให้ทุกความต่างของผิวและตัวตน

ดูแลผิวไปพร้อมกับดูแลโลก

สิ่งที่ทำให้ NIVEA แตกต่างอีกอย่างคือมุมมองต่อ Sustainability ที่ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นแค่ “เทรนด์ที่ต้องทำตาม” แต่เป็น ความรับผิดชอบต่อสังคมและโลก

แนวทางที่ NIVEA ลงมือทำอย่างจริงจัง ได้แก่

  • เลือกใช้กระดาษจากการปลูกต้นไม้ทดแทน

  • ปรับสูตรให้ ปราศจากไมโครพลาสติก 100%

  • ใช้ส่วนผสมที่ ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

  • เลี่ยงส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อแนวปะการัง ด้วยสูตร Ocean-friendly

  • ใช้น้ำแบบหมุนเวียนและนำกลับมารีไซเคิล

ด้านบรรจุภัณฑ์ก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน โดยพยายามลดการใช้วัสดุใหม่และเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล เช่น

  • ฝาขวดสเปรย์ทำจาก rPP (พลาสติกรีไซเคิล) 100%

  • ฝาขวดโรลออนทำจาก rPP 96%

  • ลดการใช้พลาสติกในขวดโรลออนลง 22%

  • ลดการใช้วัสดุจากแก้วในขวดลง 18%

โรงงานที่บางพลียังใช้พลังงานจาก โซลาร์ฟาร์ม เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอีกด้วย

สรุป: ทำไม NIVEA ถึงอยู่มาได้เกินร้อยปี

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าเหตุผลที่ NIVEA อยู่ในใจผู้บริโภคมานานกว่า 100 ปี ไม่ใช่แค่เพราะเป็นแบรนด์ใหญ่หรือมีชื่อเสียงมาก่อน แต่เพราะ

  • เข้าใจความแตกต่างของผิว จากคนทั่วโลก ทั้งสีผิวและสภาพผิว

  • ลงทุนใน งานวิจัยและนวัตกรรม อย่างต่อเนื่อง

  • พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ ทำงานร่วมกับโครงสร้างผิว ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาระยะสั้น

  • มีไลน์สินค้าที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่ผิวมัน เป็นสิว ผิวแห้ง ผิวผู้ชาย ไปจนถึงคนที่กังวลจุดด่างดำ

  • คิดถึง โลกและสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการดูแลผิวของผู้บริโภค

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้ NIVEA ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์สกินแคร์ในตำนาน แต่ยังเป็นแบรนด์ที่ เติบโตไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของโลกและความแตกต่างของผู้คน และยังคงพร้อมพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับทุกสภาพผิวในอนาคต โดยไม่ทิ้งความรับผิดชอบต่อโลกใบนี้ไปไหนเลย