ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปี 2026และบริบทของ Shopee vs Lazada
ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเติบโตต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2024 ที่มียอด GMV รวมทะลุ ฿900,000 ล้าน และยังคงเติบโตในอัตรา 15–20% ต่อปี ทำให้การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในประเทศ
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Shopee ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่มีส่วนแบ่ง GMV สูงสุดและมีพฤติกรรมการซื้อซ้ำบ่อยที่สุด ขณะที่ Lazada แม้สัดส่วน GMV รวมจะลดลง แต่ยังรักษาตำแหน่งในหมวดสินค้าราคาสูงและแบรนด์ที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ผ่านโครงสร้าง LazMall และโลจิสติกส์ของ Alibaba
สำหรับประเทศไทย Shopee และ Lazada เป็นสองแพลตฟอร์มหลักที่ครองพฤติกรรมช้อปปิ้งของผู้บริโภค ทั้งสองมีจุดแข็งต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งด้านโครงสร้างผู้ใช้ ประเภทร้านค้า ค่าธรรมเนียม และหมวดสินค้าที่ทำผลงานได้ดีที่สุด การเปรียบเทียบ Shopee vs Lazada ในบริบทปี 2026 จึงช่วยให้ผู้ซื้อวางแผนการช้อปให้คุ้มค่า และช่วยผู้ขายเลือกช่องทางที่เหมาะกับสินค้าและกลยุทธ์ของตัวเองมากที่สุด
ประสบการณ์ใช้งานแอปและเว็บไซต์
จากข้อมูลการดำเนินงานในไทย Shopee เป็นแพลตฟอร์มที่จับพฤติกรรม “mobile-first” ได้ชัดเจน แอป Shopee ติดอันดับท็อปของประเทศในด้านยอดดาวน์โหลด และมีผู้ใช้งานรายเดือนราว 20–25 ล้านคน ขณะที่ Lazada มีผู้ใช้งานรายเดือนราว 10–14 ล้านคน แต่มีมูลค่าออเดอร์เฉลี่ยสูงกว่า
โครงสร้างการใช้งานสำหรับผู้ซื้อในไทยสะท้อนภาพนี้ชัดเจน:
Shopee เน้นการใช้งานผ่านมือถือ การค้นหาและสั่งซื้อทำได้เร็วผ่าน keyword search และแคมเปญแฟลชเซลต่าง ๆ
Lazada ให้ความสำคัญกับประสบการณ์แบบ “แบรนด์” มากกว่า การนำเสนอหน้าร้าน Official และการจัดหน้าเพจสินค้าที่ละเอียด
ในเชิง UX การค้นหา สั่งซื้อ และติดตามสินค้า ทั้งสองแพลตฟอร์มใช้โครงสร้างที่คล้ายกัน เช่น หน้าเสิร์ช ฟิลเตอร์หมวดหมู่ ระบบตะกร้าสินค้า และการแจ้งเตือนสถานะการจัดส่ง ความต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ฟีเจอร์พื้นฐาน แต่สะท้อนผ่านพฤติกรรมผู้ซื้อ: ฝั่ง Shopee เน้นความเร็วและโปรโมชัน ฝั่ง Lazada เน้นการอ่านรายละเอียดและเปรียบเทียบแบรนด์

ราคา โปรโมชัน และคูปองส่วนลด
ในระดับภูมิภาค ข้อมูลจากสิงคโปร์ชี้ให้เห็นภาพแนวโน้มที่สามารถนำมาประกอบความเข้าใจตลาดไทยได้ว่า ไม่มีแพลตฟอร์มใดถูกที่สุดในทุกหมวดสินค้า แต่ละแพลตฟอร์มชนะคนละหมวดอย่างชัดเจน
ตัวอย่างการเปรียบเทียบหมวดสินค้าในปี 2026 ที่ใช้ Shopee และ Lazada เป็นฐานคิดร่วมกับ Amazon SG:
สินค้าในบ้านและของใช้ทั่วไป: Shopee มักมีราคาถูกกว่าประมาณ 10–25% เพราะมีผู้ขายรายย่อยแข่งขันด้านราคาอย่างดุเดือด
เสื้อผ้าและแฟชั่น: Shopee ได้เปรียบด้านราคา 15–40% จากฐานผู้ขายจำนวนมากและการแข่งขันด้านราคา
อุปกรณ์มือถือและแก็ดเจ็ตเสริม: Shopee มักถูกกว่า 15–30% ในกลุ่มเคส สายชาร์จ หูฟัง ฯลฯ
เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แบรนด์ดัง: Lazada มักไม่ได้ถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ชนะด้านแบรนด์แท้และการรับประกันผ่าน LazMall
นอกจากนี้ ทั้ง Shopee และ Lazada มีการจัดแคมเปญขนาดใหญ่เช่น 9.9, 11.11, 12.12 โดยฝั่ง Shopee มักใช้ “voucher stack” และโครงการ Coins Cashback เพื่อกดราคาสุทธิให้ต่ำลง ในขณะที่ Lazadaใช้ดีลจากร้าน Official และดีลผ่อนชำระดึงดูดลูกค้าในหมวดสินค้าราคาแพง
เมื่อมองจากโครงสร้างค่าธรรมเนียมฝั่งผู้ขายในปี 2026 พบว่า:
ค่าคอมมิชชัน Shopee ในไทยอยู่ราว 8–15% ขึ้นกับหมวดสินค้า ยังไม่รวมค่าเทคนิคสนับสนุน 5% และโปรแกรม Coins / Free Shipping
Lazada ในไทยมีค่าคอมมิชชันโดยรวมราว 10–18% แต่โครงสร้างแยกชั้นไม่ซับซ้อนเท่า Shopee
แม้ตารางค่าธรรมเนียมจะพูดถึงมุมผู้ขาย แต่ผลสะท้อนคือ ผู้ซื้อจะเห็นส่วนต่างราคาที่เปลี่ยนไปตามหมวดสินค้าและช่วงโปรโมชัน และไม่มีแพลตฟอร์มใดคุ้มที่สุดทุกสถานการณ์
การจัดส่งสินค้าและบริการหลังการขาย
ด้านโลจิสติกส์และบริการหลังการขาย ทั้ง Shopee และ Lazada ต่างพึ่งพาโครงสร้างของตนเอง:
Shopee มี Shopee Xpress และโครงสร้าง Fulfilment ที่เชื่อมกับบริการอื่น เช่น Instant Mart และ ShopeeFood ในบางประเทศ เพื่อเร่งความเร็วการส่ง
Lazada มี Cainiao และ LEX เป็นโครงหลักการจัดส่งของ Alibaba ที่เน้นการจัดการคลังและความเสถียรในการส่งของ
ในทางปฏิบัติสำหรับผู้บริโภคไทย:
Shopee เน้นความเร็วในหมวดสินค้าทั่วไปและของใช้ประจำวัน โดยดึงข้อได้เปรียบจากผู้ขายในประเทศที่ใช้คลังสินค้าในประเทศ
Lazadaเน้นความเสถียรและการดูแลหลังการขายในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอีเล็กทรอนิกส์ โดยเชื่อมกับระบบแบรนด์ Official
บริการหลังการขาย เช่น การเคลม การคืนเงิน และการตอบข้อร้องเรียน มีลักษณะคล้ายกันคือใช้ระบบทิกเก็ตและแชตในแพลตฟอร์ม แต่ช่องทางการติดต่อและความเข้มงวดของการตรวจสอบอาจต่างกันตามประเภทสินค้า โดยสินค้าราคาแพงและแบรนด์แท้มักจะได้รับกระบวนการเคลมที่ชัดเจนกว่า
ความหลากหลายของสินค้าและความน่าเชื่อถือของร้านค้า
ข้อมูลการขายบน Shopee และ Lazada ในไทยสะท้อนสองโครงสร้างสำคัญ:
ความหลากหลายของสินค้า
Shopee มีผู้ขายเป็น SME และบุคคลทั่วไปจำนวนมาก ทำให้สินค้ามีความหลากหลายอย่างสูง ตั้งแต่ของใช้ทั่วไป แฟชั่น สกินแคร์ ไปจนถึงของกิน ของเล่นสัตว์เลี้ยง และอุปกรณ์งานอดิเรก
Lazada มีสัดส่วนร้านแบรนด์และร้าน Official สูงกว่า โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และแฟชั่นพรีเมียม
ในเชิงหมวดสินค้าขายดีบนทั้งสองแพลตฟอร์ม มีการจัดอันดับสินค้าที่มักขายดี ได้แก่:
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์: โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม เช่น เคส สายชาร์จ หูฟัง รวมถึงอุปกรณ์ไอทีอย่างแล็ปท็อปและแท็บเล็ต ซึ่งใช้โปรโมชันดึงยอดซื้อ
สินค้าแฟชั่น: เสื้อผ้า ชุด กระโปรง เครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋า และชุดชั้นใน ที่มีร้านหลากหลายสไตล์ให้เลือก
ผลิตภัณฑ์ความงามและเครื่องสำอาง: โดยเฉพาะสกินแคร์ที่มีการใช้ประจำ ลูกค้ามักกลับมาซื้อซ้ำบนแพลตฟอร์ม
ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ: อาหารเสริม วิตามิน เวย์โปรตีน
ของกินและเครื่องดื่ม: ขนมอบ อาหารแห้ง ของกินเล่นที่ถ่ายรูปสวยและเก็บได้นาน
ของใช้และของตกแต่งบ้าน รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เช่น หม้อทอดไร้น้ำมัน หม้อหุงข้าวอัจฉริยะ เครื่องฟอกอากาศ
สินค้าสำหรับเด็ก: ผ้าอ้อม เบบี้โลชั่น นมผง ของเล่น หนังสือนิทาน
สินค้าไลฟ์สไตล์และงานอดิเรก: อุปกรณ์ศิลปะ งานฝีมือ อุปกรณ์กีฬา
สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง: อาหาร ของเล่น เสื้อผ้าสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีคู่แข่งไม่หนาแน่น
ความน่าเชื่อถือของร้านค้าและรีวิวผู้ใช้
Shopee มีร้านรายย่อยจำนวนมาก ทำให้การอ่านรีวิวและดูเรตติ้งร้านเป็นตัวคัดกรองสำคัญ
Lazadaในหมวด LazMall และร้าน Official มีโครงสร้างยืนยันแบรนด์ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นด้านของแท้ โดยเฉพาะสินค้าที่ความเสี่ยงปลอมสูง เช่น เครื่องสำอางพรีเมียม อาหารเสริม และอิเล็กทรอนิกส์
ในภาพรวม ผู้ซื้อไทยใช้กลยุทธ์ผสมคือ ดูรีวิวและเรตติ้งร้าน + เลือกช่องทางที่มีแบรนด์แท้และการรับประกันชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าราคาแพงและสินค้าที่ต้องการความปลอดภัยสูง

ระบบความปลอดภัยในการชำระเงินและการรับประกันสินค้า
ทั้ง Shopee และ Lazada ต่างมีระบบคุ้มครองผู้ซื้อในรูปแบบ “Guarantee” ที่คล้ายกัน คือเงินจะถูกถือไว้จนกว่าผู้ซื้อจะยืนยันการรับสินค้า หรือหมดระยะเวลาคุ้มครอง
Shopee Guarantee
โครงสร้างชำระเงินของ Shopee เชื่อมกับวิธีจ่ายเงินหลากหลาย ทั้งบัตรเครดิต/เดบิต โอนผ่านธนาคาร และวิธีจ่ายแบบ native ที่แพลตฟอร์มสร้างขึ้น
Shopee ใช้ระบบถือเงินและปล่อยให้ผู้ขายเมื่อคำสั่งซื้อถูกยืนยัน ทำให้ผู้ซื้อมีช่วงเวลาในการตรวจสอบสินค้าก่อน
ในระดับภูมิภาค Shopee กำลังผลักดันวิธีจ่ายเงินที่ผูกกับแพลตฟอร์มเอง เพื่อให้ระบบนิเวศเหนียวแน่นขึ้น
Lazada Guarantee (ผ่านโครงสร้าง LazMall และระบบชำระเงิน)
Lazada ใช้โครงสร้างของ Alibaba ทั้งในระบบชำระเงินและการตรวจสอบคำสั่งซื้อ
สินค้าที่ซื้อผ่าน LazMall มีระบบยืนยันของแท้และการรับประกันที่ชัดเจนกว่าร้านทั่วไป โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
แม้บทความอ้างอิงจะไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงเทคนิคของ Guarantee ในไทย แต่ภาพรวมสะท้อนว่าทั้งสองแพลตฟอร์มใช้การคุ้มครองผ่านการถือเงินและระบบรีวิว เพื่อปกป้องผู้ซื้อและกดดันผู้ขายให้รักษามาตรฐานสินค้าและบริการ
คำแนะนำการเลือกแพลตฟอร์มให้ตรงกับพฤติกรรมและงบประมาณผู้ซื้อไทย
จากข้อมูลเชิงโครงสร้างทั้งในไทยและภูมิภาค สามารถสรุปแนวคิดการเลือกใช้แพลตฟอร์มให้เหมาะกับผู้ซื้อไทยได้ดังนี้:
ใช้แนวคิด “แยกตามหมวดสินค้า” (Platform-Category Split)
สินค้าทั่วไป ของใช้ในบ้าน แฟชั่น และอุปกรณ์เสริมมือถือ: เริ่มเช็คที่ Shopee ก่อน เพราะมีแนวโน้มราคาถูกกว่าและมีโปรโมชันซ้อนหลายชั้น
อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์แท้: เริ่มเช็คที่ Lazada โดยเฉพาะร้าน LazMall เพื่อใช้ประโยชน์จากการรับประกันและความน่าเชื่อถือ
สินค้าที่ต้องการความแท้สูง เช่น สกินแคร์พรีเมียม อาหารเสริม: ให้ความสำคัญกับร้าน Official บนทั้งสองแพลตฟอร์มมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว
ตรวจสอบสองแพลตฟอร์มเมื่อมูลค่าสูง
จากตัวอย่างในสิงคโปร์ การไม่เช็คแพลตฟอร์มคู่แข่งก่อนซื้อสินค้ามูลค่าสูงอาจทำให้จ่ายแพงขึ้น 10–30%
สำหรับผู้ซื้อไทย การตั้งกฎง่าย ๆ ว่า “ยอดสั่งซื้อมากกว่าระดับที่ตัวเองรับความเสี่ยงได้” เช่น ฿1,000 ขึ้นไป ควรเช็คราคาและโปรโมชันทั้ง Shopee และ Lazada ก่อนตัดสินใจ
ให้พฤติกรรมตัวเองเป็นตัวกำหนดแพลตฟอร์มหลัก
หากเป็นสายช้อปผ่านมือถือ เล่นแอปบ่อย ชอบดีลแฟลชและดีลคูปอง: Shopee มีโครงสร้างที่สอดรับกับพฤติกรรมนี้มากกว่า
หากให้ความสำคัญกับแบรนด์ ความน่าเชื่อถือ และมูลค่าออเดอร์สูง: Lazada และ LazMall จะตอบโจทย์กว่าในหลายหมวดสินค้า
เข้าใจว่าราคาถูกไม่ใช่คำตอบเดียว
สินค้าบางประเภทต้องให้ความสำคัญกับความแท้และการรับประกันมากกว่าการประหยัดราคา เช่น อุปกรณ์แพทย์ เครื่องใช้ไฟฟ้าราคาแพง และผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ในหมวดเหล่านี้ การเลือกแพลตฟอร์มหรือร้านที่มีโครงสร้างยืนยันแบรนด์ชัดเจนอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า แม้ราคาสูงกว่าเล็กน้อย
สรุปข้อดีข้อเสียของ Shopee และ Lazada และข้อเสนอแนะปี 2026
จากข้อมูลที่มี สามารถสรุปภาพรวม Shopee และ Lazada สำหรับผู้ซื้อไทยในปี 2026 ได้ดังนี้:
Shopee: จุดแข็งและข้อจำกัด
จุดแข็ง
ฐานผู้ใช้ใหญ่ที่สุดในไทย พฤติกรรมช้อปบ่อยและใช้งานผ่านมือถือเป็นหลัก
ราคาสินค้าทั่วไประดับล่างถึงกลางมักถูกกว่า โดยเฉพาะแฟชั่น ของใช้ในบ้าน และอุปกรณ์เสริมมือถือ
มีแคมเปญและคูปองซ้อนหลากหลาย ทำให้ราคาสุทธิหลังส่วนลดต่ำลงได้มาก
เหมาะกับการลองสินค้าใหม่และการซื้อของจุกจิกบ่อย ๆ
ข้อจำกัด
โครงสร้างร้านรายย่อยจำนวนมากทำให้ต้องใช้เวลาอ่านรีวิวและคัดกรองร้าน
สำหรับสินค้าที่ความเสี่ยงปลอมสูง ผู้ซื้อจำเป็นต้องระวังมากขึ้นและเน้นร้าน Official
Lazada: จุดแข็งและข้อจำกัด
จุดแข็ง
แข็งแกร่งในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าพรีเมียม ผ่าน LazMall และร้านแบรนด์
มูลค่าออเดอร์เฉลี่ยสูงกว่าบ่งชี้ว่าเหมาะกับการซื้อสินค้าราคาสูงที่ต้องการความเชื่อมั่น
โครงสร้างการรับประกันและยืนยันแบรนด์ชัดเจนกว่าสำหรับสินค้าบางประเภท
ข้อจำกัด
ฐานผู้ใช้และความถี่การซื้อไม่สูงเท่า Shopee สำหรับหมวดสินค้าทั่วไป
หมวดสินค้าระดับล่างและของใช้เบ็ดเตล็ดไม่ได้หลากหลายเท่าฝั่ง Shopee
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ซื้อไทยในปี 2026
ไม่ควร “เลือกข้าง” แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งแบบตายตัว เพราะแต่ละแพลตฟอร์มมีจุดแข็งต่างกันในแต่ละหมวด
ใช้แนวคิด “แยกตามหมวดสินค้า” เป็นหลัก: Shopee สำหรับของใช้ทั่วไปและแฟชั่น, Lazada สำหรับอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าพรีเมียม
ตรวจสอบราคาและโปรโมชันทั้งสองแพลตฟอร์มเมื่อซื้อสินค้ามูลค่าสูง เพื่อลดโอกาสจ่ายแพงโดยไม่จำเป็น
ให้ความสำคัญกับรีวิวร้าน แบรนด์ Official และโครงสร้างการรับประกันมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียวในหมวดสินค้าที่เสี่ยง
ภายใต้การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคที่เข้าใจจุดแข็งและข้อจำกัดของ Shopee และ Lazada และใช้แพลตฟอร์มให้เหมาะกับประเภทสินค้าและงบประมาณของตัวเอง จะสามารถช้อปออนไลน์ได้คุ้มค่าและปลอดภัยมากขึ้นในปี 2026 และต่อจากนั้น


ความคิดเห็น