สถานการณ์ในอิหร่านกำลังถูกมองว่าเป็น “บททดสอบของการดำรงอยู่” ของผู้มีอำนาจในประเทศ หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจน คือกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
ผ่านมา 6 เดือนหลังความขัดแย้ง 12 วันในเดือนมิถุนายน กองกำลังทั้งสองประเทศได้ร่วมกันโจมตีเป้าหมายของรัฐบาลและกองทัพอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้กลับ และมีรายงานเหตุโจมตีในหลายประเทศอ่าวเปอร์เซีย เช่น ยูเออี กาตาร์ บาห์เรน และคูเวต ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่มีฐานทัพหรือพันธมิตรของสหรัฐฯ
เหตุผลที่เลือกจังหวะ “ตอนนี้”
1. เป้าหมายทางการเมืองชัดเจน
เอลลี เกรานมาเยห์ นักวิจัยอาวุโสจาก ECFR ระบุว่า ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แทบไม่คลุมเครือ เป้าหมายคือการเปลี่ยนระบอบการปกครอง และแทบไม่เปิดช่องให้ผู้นำอิหร่านมีทางเลือกอื่นนอกจากยอมจำนน
2. การส่งสัญญาณแข็งกร้าว
ในวิดีโอที่เผยแพร่ผ่าน Truth Social ทรัมป์เรียกร้องให้กองกำลังความมั่นคงอิหร่านยอมจำนน มิฉะนั้นจะ “เผชิญกับความตายอย่างแน่นอน” พร้อมกล่าวว่าชาวอิหร่านมี “โอกาสเดียวในรอบหลายชั่วอายุคน” ที่จะโค่นรัฐบาลตนเอง
3. สถานการณ์สะสมความตึงเครียด
ความขัดแย้งก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายนไม่ได้จบลงอย่างแท้จริง การโจมตีครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการยกระดับจากความตึงเครียดที่คุกรุ่นอยู่แล้ว
4. มิติความมั่นคงของอิสราเอล
อิสราเอลมองอิหร่านเป็นภัยคุกคามหลักมายาวนาน โดยเฉพาะประเด็นโครงการนิวเคลียร์และอิทธิพลในภูมิภาค
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าสถานการณ์จะคลี่คลายอย่างไร หรือจะยกระดับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบหรือไม่ นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่านี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางในปี 2026
บทวิเคราะห์โดย หลุยส์ บาร์รูโช
ที่มา bbc

