จากทริปยุโรปในฝัน สู่เอกสารคำพิพากษาศาลคดีทุจริต
โครงการที่ตั้งใจให้เป็นการ “ศึกษาดูงานต่างประเทศ” ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 17-29 มีนาคม 2557 ถูกออกแบบสวยหรูภายใต้หัวข้อทริป “.ยุโรปเมืองโรแมนติกในฝัน.”
แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกลับพบว่า มีเพียงช่วงการเดินทางไปประเทศจีนเท่านั้นที่เข้าข่ายการดูงานจริงจัง เพราะคณะได้ไปดูงานด้านการบริหารและการจัดการศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเสฉวน
ส่วนทริปเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21-28 มีนาคม 2557 นั้น รายละเอียดกลับชัดเจนว่าเป็นเพียงการท่องเที่ยว เยี่ยมชมสถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ตามโปรแกรมทัวร์หัวข้อ “ยุโรปเมืองโรแมนติกในฝัน” มากกว่าจะเป็นการศึกษาดูงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการ
คำพิพากษาศาล: จากห้องประชุมมหาวิทยาลัยสู่เรือนจำ
คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ได้สรุปชัดเจนว่า
รองศาสตราจารย์ประพันธ์ ธรรมไชย (จำเลยที่ 1) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 และ พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษจำคุก 5 ปี ก่อนมีเหตุบรรเทาโทษ ลดเหลือ 3 ปี 4 เดือน
นายถนัด บุญชัย (จำเลยที่ 2) ถูกชี้ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ก่อนลดโทษหนึ่งในสาม เหลือ จำคุก 1 ปี
คำพิพากษานี้เป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินโครงการศึกษาดูงานต่างประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นการพาคณะร่วมเดินทางไปท่องเที่ยวที่เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ตามโปรแกรมของบริษัททัวร์ ทั้งที่ใช้งบประมาณแผ่นดินและเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ
จุดเริ่มต้นเรื่องอื้อฉาว: ทัวร์ถลุงงบกว่า 6 ล้านบาท
คดีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการการศึกษาไทย ย้อนกลับไปช่วงปี 2560 เรื่องนี้เคยกลายเป็นข่าวใหญ่ เมื่อมีข้อมูลจากการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และที่ประชุมคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)
โครงการดังกล่าวคือการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของกรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จำนวน 40 คน เดินทางไปยัง 4 ประเทศ ได้แก่
จีน
เยอรมนี
สวิตเซอร์แลนด์
ฝรั่งเศส
รวมเวลาเดินทาง 13 วัน ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 6,040,487.13 บาท
สตง. ตรวจสอบพบว่า ช่วงการเดินทางในประเทศจีน 4 วัน มีการไปศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศเสฉวนจริงประมาณครึ่งวัน
แต่ช่วงที่เหลือ 9 วันในยุโรป กลับเป็นการเดินทางท่องเที่ยว เยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญ ภายใต้หัวข้อ “ยุโรปเมืองโรแมนติกในฝัน” โดยไม่พบการศึกษาดูงานด้านการบริหารและการจัดการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาตามที่ระบุไว้ในโครงการแต่อย่างใด
โครงการที่เขียนสวย แต่ปฏิบัติจริงกลับไม่ตรง
สตง.ตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 พบว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ตั้งงบโครงการศึกษาดูงานต่างประเทศไว้จำนวน 6,800,000 บาท โดยอ้างอิงหลักการตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
โครงการกำหนดวัตถุประสงค์ว่า
ศึกษาดูงานด้านการบริหารและการจัดการศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเสฉวน ประเทศจีน
ศึกษาดูงานด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ณ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส
อย่างไรก็ดี เมื่อดูรายละเอียดรายงานผลการศึกษาดูงานจริง กลับพบความผิดปกติอย่างชัดเจน
เนื้อหาในรายงานส่วนยุโรปไม่ได้สรุปผลด้านวิชาการหรือการจัดการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนใหญ่เป็นเพียงการบรรยายบรรยากาศบ้านเมือง สถานที่ท่องเที่ยว และสิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์
ภาพประกอบในรายงานเป็นภาพการไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเกือบทั้งหมด
นั่นหมายความว่า เป้าหมายด้านการ “ศึกษาดูงาน” ที่ใช้เป็นเหตุผลของการใช้งบประมาณจำนวนมาก ไม่ได้ถูกทำให้เกิดผลจริงตามที่ระบุไว้ในเอกสารโครงการ
เสียงจากผู้ร่วมเดินทาง: “ไปตามโปรแกรมทัวร์ที่บริษัทจัดให้”
เมื่อมีการสอบถ้อยคำของกรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายรายที่ร่วมเดินทางไปด้วย ต่างให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นไปตามกำหนดการที่ หจก.พี.ดี.เอ็กซ์เพรส เชียงใหม่ จัดไว้ให้ทั้งหมด
ในส่วนของผู้บริหารมหาวิทยาลัย
รศ.ดร.ประพันธ์ ธรรมไชย ในฐานะอธิการบดีในขณะนั้น ให้ข้อมูลว่า มีการพูดคุยกันก่อนเดินทางว่าจะไปดูงานที่จุดใดในยุโรปบ้าง แต่ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ดำเนินการติดต่อประสานงานสถานศึกษาต่างประเทศอย่างเป็นทางการ เหมือนที่ทำกับมหาวิทยาลัยเสฉวนในจีน
รายงานผลการศึกษาดูงานก็ไม่ได้สรุปสาระทางวิชาการจากประเทศในยุโรปอย่างชัดเจน มีเพียงการบรรยายสภาพเมืองและสถานที่ท่องเที่ยว
นายถนัด บุญชัย ซึ่งเป็นรองอธิการบดีและผู้รับผิดชอบโครงการในขณะนั้น ชี้แจงว่า จุดประสงค์การเดินทางไปยุโรปคือการศึกษาดูงานด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ มากกว่าจะเน้นไปที่สถาบันอุดมศึกษา
มีอาจารย์อีกหนึ่งรายที่ได้รับมอบหมายให้ประสานความร่วมมือด้านการศึกษากับมหาวิทยาลัยเสฉวน ให้ถ้อยคำยืนยันว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ไม่ได้มีข้อตกลงความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส จึงไม่เคยได้รับมอบหมายให้ติดต่อประสานงานกับมหาวิทยาลัยใด ๆ ในประเทศเหล่านั้น
เกมการเงินและการยืมเงิน: วิธีเลี่ยงจัดจ้างตามระเบียบ
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สตง.ขุดพบ คือวิธีการจัดการงบประมาณโครงการนี้
แทนที่จะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างบริษัททัวร์ตามระเบียบพัสดุที่กำหนดไว้ ผู้เกี่ยวข้องกลับใช้วิธี “ยืมเงิน” จากมหาวิทยาลัย แล้วโอนให้กับผู้บริหารและบัญชีของหจก.พี.ดี.เอ็กซ์เพรสเชียงใหม่โดยตรง
รูปแบบการยืมเงินที่ตรวจพบ มีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้
ระหว่างเดือนธันวาคม 2556 - กุมภาพันธ์ 2557 มีการยืมเงินตามโครงการเดินทางไปศึกษาดูงาน 3 ครั้ง
นายถนัด บุญชัย ยืมเงินสองครั้ง รวมเป็นจำนวนใหญ่
ครั้งที่ 1: 420,000 บาท
ครั้งที่ 2: 3,000,000 บาท
เงินดังกล่าวถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้บริหารหจก.พี.ดี.เอ็กซ์เพรสเชียงใหม่ และต่อเข้าบัญชีของหจก.พี.ดี.เอ็กซ์เพรสเชียงใหม่
นางประไพ ปรีชา นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ ยืมเงินจำนวน 2,566,300 บาท และโอนเข้าบัญชีหจก.พี.ดี.เอ็กซ์เพรสเชียงใหม่โดยตรง
ในขั้นตอนเอกสารทางราชการ สตง.พบว่า
มีการจัดทำใบเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง
- ยอดค่าใช้จ่ายรวมสูงถึง 5,763,808.13 บาท แบ่งเป็น
ค่าเบี้ยเลี้ยง 1,185,600 บาท
ค่าเช่าที่พัก 1,975,398 บาท
ค่าพาหนะ (ตั๋วเครื่องบิน) 2,602,810 บาท
แต่แก่นแท้ของเรื่องคือ เงินจำนวนมากถูกโอนเข้าสู่บริษัททัวร์โดยไม่มีการจัดจ้างตามขั้นตอนระเบียบพัสดุ
สตง.ชี้ให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยตั้งงบประมาณรายจ่ายชัดเจนไว้ 6,800,000 บาท หากต้องการจ้างเอกชนจัดทัวร์ให้ จะต้องใช้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสและแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม
แต่ในความเป็นจริง ไม่มีขั้นตอนดังกล่าว และกลับมีการอนุมัติยืมเงินแบบต่อเนื่อง ทั้งที่ยังไม่ได้เคลียร์หนี้ยืมครั้งก่อนให้เสร็จสิ้น
ทำไมถึงเข้าข่ายหลีกเลี่ยงการจัดจ้างตามระเบียบ?
สตง.ได้เชื่อมโยงข้อเท็จจริงหลายส่วนเข้าด้วยกัน
มหาวิทยาลัยไม่จัดหาผู้รับจ้างอย่างเป็นระบบตามระเบียบพัสดุ
มีการเลือกใช้บริการหจก.พี.ดี.เอ็กซ์เพรสเชียงใหม่ โดยอ้างว่าเคยใช้บริการแล้วประทับใจเมื่อปี 2555
แม้มีการสอบถามราคาจากบริษัททัวร์รายอื่น ซึ่งเสนอราคาต่อหัวประมาณ 120,000-130,000 บาท แต่สุดท้ายกลับเลือกบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายจริงต่อหัวประมาณ 151,679 บาท ซึ่งแพงกว่ามาก
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยหลายรายที่ร่วมเดินทางยืนยันว่า หจก.พี.ดี.เอ็กซ์เพรสเชียงใหม่เป็นผู้จัดการทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันภัย วีซ่า ไกด์ทัวร์ โรงแรม อาหาร ไปจนถึงกระเป๋าเดินทางที่มีโลโก้และเว็บไซต์ของบริษัทพิมพ์กำกับ
จึงทำให้สตง.มีความเห็นว่า มีเจตนาเลือกบริษัททัวร์รายเดิม โดยหลีกเลี่ยงขั้นตอนการจัดจ้างที่เปิดให้แข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม
การอนุมัติยืมเงินทั้งที่ยังมีหนี้เก่า: จุดอ่อนที่กลายเป็นหลักฐาน
ในรายงานตรวจสอบ สตง.ยังเจาะลึกไปที่รูปแบบการยืมเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
พบว่า
มีการยืมเงินในครั้งที่ 1 ทั้งในชื่อของนายถนัด และนางประไพ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเดินทางต่างประเทศ
เงินที่ยืมไปยังไม่ได้มีการส่งใช้คืน
ตามระเบียบการเงินของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ข้อ 70 กำหนดชัดว่า ห้ามอนุมัติให้ยืมเงินรายใหม่ หากผู้ยืมยังไม่ชำระคืนเงินยืมเดิมให้เสร็จสิ้น
แต่ในความเป็นจริงกลับมีการอนุมัติให้ยืมเงินครั้งที่ 2 โดย
เจ้าหน้าที่การเงินตรวจสอบแล้วระบุว่า “ไม่มีหนี้เก่าค้างจ่าย” ทั้งที่ในทางข้อเท็จจริงยังมีเงินยืมเดิมไม่ถูกเคลียร์อย่างถูกต้อง
อธิการบดีในขณะนั้นเป็นผู้ลงนามอนุมัติให้ยืมเงินครั้งใหม่ ทั้งที่ทราบยอดเงินยืมของแต่ละคนเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ยังมีการออกเช็คในนามมหาวิทยาลัย แล้วนำเช็คที่ออกใหม่ไปใช้เป็นหลักฐานส่งคืนเงินยืมเก่า ซึ่งสตง.พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่เข้าข่ายการส่งคืนเงินยืมตามระเบียบที่ถูกต้อง แต่เป็นเพียงการหมุนเอกสารให้ยอดในระบบดูเหมือนเคลียร์แล้วเท่านั้น
มุมมองของสตง.: พฤติกรรมที่สะท้อนเจตนา
จากการประมวลพฤติการณ์ทั้งหมด สตง.สรุปว่า
การยืมเงินและการส่งใช้คืนเงินยืมไม่ได้เป็นไปตามระเบียบมหาวิทยาลัยและกฎหมายการคลัง
รูปแบบการโอนเงินและการออกเช็คสะท้อนว่า มีเจตนานำเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยไปให้หจก.พี.ดี.เอ็กซ์เพรสเชียงใหม่ โดยไม่มีฐานกฎหมายรองรับชัดเจน
การไม่ปฏิบัติตามระเบียบ มิใช่เพียงความผิดพลาดทั่วไป แต่เป็นการฝ่าฝืนทั้งที่รู้ข้อกำหนดอยู่แล้ว
สตง.จึงมองว่าพฤติกรรมของผู้เกี่ยวข้องเป็นการร่วมกันใช้ช่องโหว่ทางเอกสารและกระบวนการยืมเงิน เพื่อผลักดันให้บริษัททัวร์รายหนึ่งได้รับงาน โดยไม่มีการแข่งขันอย่างโปร่งใส และทำให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหาย
จากรายงานตรวจสอบ สู่คำพิพากษาทางอาญา
หลังจากรายงานของสตง.และมติของคตง. เรื่องนี้เคยเป็นข่าวดังช่วงหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เงียบหายจากหน้าสื่อ
จนกระทั่งมีการเผยแพร่ สรุปคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ที่ตัดสินลงโทษจำคุก
รองศาสตราจารย์ประพันธ์ ธรรมไชย 3 ปี 4 เดือน
นายถนัด บุญชัย 1 ปี
ส่วนบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการ ไม่ได้ปรากฏชื่อเป็นจำเลยในคดีนี้
ในขณะนี้ ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าจำเลยทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลสูงหรือไม่ กระบวนการทางกฎหมายอาจยังดำเนินต่อไป แต่ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร
คดีนี้ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่จับต้องได้สำหรับผู้บริหารสถาบันการศึกษา
บทเรียนราคาแพงจาก “ยุโรปเมืองโรแมนติกในฝัน”
เมื่อมองภาพรวม เราไม่ได้เห็นแค่เรื่อง “ไปเที่ยวแทนไปดูงาน” เท่านั้น แต่ยังเห็นโครงสร้างปัญหาที่ลึกกว่านั้น
การใช้โครงการศึกษาดูงานเป็นข้ออ้างในการเดินทางท่องเที่ยว
การออกแบบเอกสารโครงการให้สวยหรู แต่ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย
การจัดการงบประมาณและการยืมเงินที่บิดเบือนระเบียบ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่เอกชนรายหนึ่ง
การตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงที่ไม่เกรงกลัวต่อข้อจำกัดของกฎหมายและระเบียบราชการ
ผลลัพธ์สุดท้ายไม่ใช่แค่เงินงบประมาณที่สูญหาย แต่คืออนาคตและชื่อเสียงของบุคคลที่เคยอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของมหาวิทยาลัย
สำหรับวงการอุดมศึกษาไทย คดีนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวเก่าให้คนย้อนอ่าน แต่เป็น “เคสตัวอย่าง” ที่ควรถูกนำไปเปิดในห้องเรียนวิชาจริยธรรมการบริหารจัดการ และใช้เตือนใจผู้บริหารรุ่นต่อ ๆ ไปว่า
งบดูงานที่ไม่มีงานให้ดู มีโอกาสจบได้ที่ “เรือนจำ” ไม่ใช่แค่สนามบินต่างประเทศ
เมื่อเส้นบาง ๆ ระหว่างทริปดูงานกับทริปท่องเที่ยวถูกล้ำเกินไป ผลลัพธ์ก็อาจไม่จบที่ภาพสวย ๆ ในยุโรป แต่จบที่คำพิพากษาในศาลคดีทุจริตอย่างที่เห็นในคดีนี้

