รับแอปรับแอป

เปิดค่ายหนังผีสายเดือด! “Attack วิญญาณเลขที่ 13” กับวิสัยทัศน์ใหม่ของคนทำหนังสยองไทย

ภาณุพงศ์ พรหมมา01-30

จากผู้กำกับตำนานผีสยอง สู่ซีอีโอค่ายหนังผีน้องใหม่

หากพูดชื่อ คุ้ย – ทวีวัฒน์ วันทา แฟนหนังผีไทยแทบไม่มีใครไม่รู้จัก เขาคือผู้กำกับระดับตำนานที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับภาพยนตร์ “ธี่หยด” ทั้ง 2 ภาค กวาดรายได้รวมทะลุ 1,200 ล้านบาท

วันนี้เขาไม่ได้ยืนอยู่แค่หลังจอกำกับหนังเท่านั้น แต่ก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เธอทีน สตูดิโอ จำกัด หรือ 13 สตูดิโอ ค่ายหนังผีน้องใหม่ที่ตั้งเป้าชัดเจนว่า จะเล่าเรื่องผีและความสยองในมุมของวัยรุ่นยุคนี้โดยเฉพาะ

“Attack วิญญาณเลขที่ 13” โปรเจกต์เปิดค่ายสุดหลอน

ภาพยนตร์ Attack วิญญาณเลขที่ 13 คือผลงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ 13 สตูดิโอ ภายใต้การดูแลของคุ้ยในบทบาทซีอีโอเต็มตัว

เขาเล่าว่าจุดเริ่มต้นมาจากช่วงพักกองถ่าย ธี่หยด 2 ที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับ เฮียจุ้ย พระนครฟิลม์ ซึ่งชวนให้เขามาร่วมโปรเจกต์หนังผีอย่าง “แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์”

ระหว่างนั้นเอง เฮียจุ้ยยังโยนอีกไอเดียใหญ่มาให้ เป็นภาพของ นักกีฬาวอลเลย์บอลที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองใต้แป้นบาส ทำให้คุ้ยเริ่มจับประเด็นของ การบูลลี่ (bully) ขึ้นมาเป็นแกนสำคัญ

เขาตั้งคำถามกลับว่า

ถ้าปกติคนที่โดนบูลลี่คือคนที่ตายแล้วกลับมาเป็นผีเพื่อแก้แค้น

แล้วถ้าวันหนึ่ง “คนที่เป็นฝ่ายบูลลี่” ต่างหากที่กลายมาเป็นผี…

ผีแบบนั้นจะโหดได้ขนาดไหน?

จากคำถามนี้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ของโปรเจกต์ Attack วิญญาณเลขที่ 13 ที่ถูกพัฒนาจริงจังหลังจากปิดกล้อง ธี่หยด 2 แล้วเดินหน้าต่อยอดจนกลายเป็นบทหนังและเริ่มถ่ายทำในที่สุด

คาแรกเตอร์ค่ายชัด! หนังผีวัยรุ่นสายไอเดียจัดเต็ม

เมื่อถามถึงความพิเศษของภาพยนตร์เรื่องนี้ คุ้ยนิยามชัดเจนว่า นี่คือหนังสยองขวัญสำหรับวัยรุ่น และไม่ใช่แค่หนังเรื่องเดียว แต่คือ ทิศทางหลักของทั้งค่าย 13 สตูดิโอ

  • บริษัทเน้นผลิต หนังระทึกขวัญและสยองขวัญสายวัยรุ่น เป็นหลัก

  • วางตัวเองเป็นค่ายที่ ขายไอเดียและประเด็นร่วมสมัยของวัยรุ่นยุคนี้

  • เลือกเล่าเรื่อง ความสยองผ่านปมชีวิตวัยรุ่น มากกว่าลงไปขุดปัญหาสังคมหนักๆ อย่างยาเสพติด หรือท้องก่อนวัยอันควร

ประเด็นที่หนังจะหยิบมาพูดถึง เช่น

  • การถูก บูลลี่ ทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์

  • ความต้องการ มีตัวตนในสังคม ของเด็กยุคใหม่

  • เด็กที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ “ล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร” ในโรงเรียนหรือสังคม

คำถามคือ…

ถ้าเขาอยากไต่ขึ้นไปอยู่ข้างบนสุดเพื่อให้มีตัวตน เขาจะต้องแลกอะไรบ้าง?

นี่คือหัวใจความสยองในแบบของ 13 สตูดิโอ ที่ไม่ได้เล่นแค่ผีตุ้งแช่ แต่เล่นกับจิตใจและแรงกดดันของวัยรุ่นจริงๆ

เทียบแรงสั่นสะเทือนกับ “ธี่หยด” ต้องหวังเหมือนกันไหม?

เมื่อเปรียบเทียบ Attack วิญญาณเลขที่ 13 กับความสำเร็จของ “ธี่หยด” ทั้ง 2 ภาค คุ้ยมองว่านี่คือ หนังคนละไทป์ คนละภารกิจ

  • ธี่หยด ถูกวางให้เป็นหนังผีสายบันเทิงเต็มรูปแบบ เป้าหมายรายได้ชัดเจนระดับ 500 ล้านบาท เป็นหนังผีเฮฮา ดูแล้วสนุกหลอนแบบแมสๆ

  • ขณะที่ Attack วิญญาณเลขที่ 13 เป็น หนังผีวัยรุ่นแนวสยองขวัญ ที่จัดอยู่ในอีก Genre หนึ่งโดยเฉพาะ

เขาย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หนังผีสายเฮฮา แต่มันคือ หนังเปิดจักรวาลและเปิดทิศทางของ 13 สตูดิโอ ว่านับจากนี้ค่ายจะเดินหน้าไปทางไหนในโลกของหนังสยองขวัญไทย

หนังไทยวันนี้: เปลี่ยนเร็ว แข่งแรง และต้องคิดระดับ Blockbuster

เมื่อมองภาพรวมของวงการภาพยนตร์ไทย คุ้ยมองว่า

  • หนังไทย ขยับตัวตลอดเวลา ไม่ได้หยุดนิ่ง

  • ผู้กำกับไทยก็ยัง เดินตามเทรนด์โลก อยู่เสมอ

เขายกตัวอย่างผลงานของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่ไปคว้ารางวัลใหญ่ที่เมืองคานส์ เป็นสัญญาณว่า หนังไทยยังไปได้ไกลบนเวทีโลก ถ้าเดินเกมถูกทาง

สิ่งที่เห็นชัดในตอนนี้คือ

  • หนังไทยเริ่มหันมาเล่นสาย Blockbuster มากขึ้น

  • แต่เดิมเรามักเห็นหนังดราม่าและหนังอาร์ตตีตลาดเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม คุ้ยชี้ว่าไทยเคยมีจุดเริ่มต้นของหนัง Blockbuster มาตั้งแต่ยุค “องค์บาก” แต่จังหวะหลังจากนั้นเหมือนเงียบลงไป อาจเพราะพิษเศรษฐกิจและสภาพตลาด

ตอนนี้ตลาดต่างประเทศเริ่ม หันกลับมามองหนังไทยอีกครั้ง ถ้าเราจะไปเล่นในแนว Genre แบบนั้นจริงจัง จำเป็นต้อง

  • ใส่ เอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย ลงไป

  • ทำให้คนดูต่างชาติรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์แบบที่ไม่มีใครเลียนแบบได้

ตลาดหนังไทย: แข่งเดือด เจ็บตัวหนัก แต่ยังมีลุ้น

สำหรับการแข่งขันในตลาดหนังไทยตอนนี้ คุ้ยใช้คำว่าทั้ง “แข่งสูง” และ “เจ็บหนัก” ไปพร้อมกัน

โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา เขามองว่าเป็นปีที่ โหดมากเป็นพิเศษ

  • จะมีแค่ 2 ด้านชัดๆ คือ หนังที่ ได้เงินมาก กับหนังที่ ไปไม่รอดเลย

  • แทบไม่มีพื้นที่ปลอดภัยตรงกลางให้หนังที่อยู่ระดับกลางๆ

ปีนี้ภาพรวมก็ยังไม่น่าจะต่างกันมาก ดังนั้นโจทย์ใหญ่คือ

จะทำยังไงให้คน “ยอมเดินเข้ามาดูในโรง” ตั้งแต่แรก

คุ้ยมองว่าถ้าปล่อยให้ ตัวหนังแข่งกันเองในโรง เขาไม่ติดอะไรเลย ยิ่งมีหนังให้เลือกเยอะยิ่งดี แต่ ศึกจริงคือการแย่งเวลาคนให้เดินเข้ามาดู นั่นต่างหากที่โหด

จุดแข็งของหนังไทย: คนไทยยังอยากดู “หนังของตัวเอง”

แม้การแข่งขันจะดุเดือด แต่คุ้ยยังเชื่อในพลังของคนดูไทย

เขาย้ำคำหนึ่งที่ยังใช้ได้เสมอ คือ

“คนไทยยังไงก็อยากดูหนังไทย”

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไม่อยากดูหนังไทย แต่อยู่ที่

  • เราทำหนัง ตรงกับสิ่งที่เขาอยากดูจริงๆ หรือเปล่า

ซึ่งคำถามนี้ ไม่มีใครตอบได้ 100% เพราะการทำหนังหนึ่งเรื่องคือ

  • การ คาดเดาอนาคตล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี

กว่าหนังจะผ่านขั้นตอนพัฒนา ผลิต ตัดต่อ โปรโมต แล้วได้เข้าฉาย สิ่งที่เคยคิดว่าอิน อาจกลายเป็น

  • เชยไปแล้ว หรือ

  • ไม่ตอบโจทย์มวลชน อย่างที่คิด

ในมุมของเขา หนังทุกเรื่องคือการลองเดาว่า

อีกหนึ่งปีจากนี้ “ผู้ชมส่วนใหญ่จะกำลังสนใจอะไร”

ไม่มีสูตรสำเร็จ มีแต่การลอง เสี่ยง และเตรียมใจรับผลลัพธ์

ความหวังต่ออนาคต: รอคลื่นลูกใหม่ของคนทำหนังไทย

เมื่อพูดถึงอนาคตของหนังไทย คุ้ยมองในแง่ดีและอยากเห็นการเติบโตที่ กว้างและลึกกว่าปัจจุบัน

เขาหวังว่าจะมี

  • ผู้กำกับและคนทำหนังรุ่นใหม่ เกิดขึ้นมากกว่านี้

เพราะเขาเชื่อว่า

  • คนรุ่นใหม่จะพาเอา มุมมองที่ไม่เคยมีมาก่อน เข้ามาในวงการ

  • นำความ สดใหม่ และไอเดียที่กล้าหลุดกรอบ เข้ามาเติม

ส่วนตัวคุ้ยมองว่าตัวเองอยู่ในยุค Old School ไม่ได้กลัวว่าจะคิดอะไรไม่ออก แต่กลัวว่า

ไอเดียของคนรุ่นเก่า จะยังสดพอสำหรับคนดูรุ่นใหม่หรือเปล่า

เพราะฉะนั้นเขาจึงคาดหวังกับคนทำหนังหน้าใหม่อย่างมาก อยากเห็นคนรุ่นต่อไป

  • กล้าทดลอง

  • กล้าเล่าเรื่องของตัวเอง

  • และกล้าพาหนังไทยไปไกลกว่าที่เคยเป็น

ในวันที่ Attack วิญญาณเลขที่ 13 ถือกำเนิดขึ้น มันไม่ใช่แค่หนังผีวัยรุ่นอีกเรื่อง แต่คือ สัญญาณเริ่มต้นของทิศทางใหม่ในวงการหนังผีไทย

คนทำหนังที่เคยสร้างตำนานรายได้ กลับมาพร้อมหมวกซีอีโอ และค่ายที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจนว่าต่อจากนี้

ความสยองของวัยรุ่นไทย…จะไม่ถูกเล่าเหมือนเดิมอีกต่อไป