เสน่ห์ของช็อกโกแลตและเส้นทางตั้งแต่เมล็ดโกโก้ถึงของหวานโฮมเมด
ช็อกโกแลตไม่ได้มีแค่ความอร่อย แต่เบื้องหลังแต่ละชิ้นยังมีกระบวนการผลิตที่ละเอียดอ่อน เครื่องจักรเฉพาะทาง วัตถุดิบอย่างโกโก้และดาร์กช็อกโกแลตหลากเปอร์เซ็นต์ ไปจนถึงการต่อยอดเป็นเมนูขนมปังเมลอนรสช็อกโกแลตที่ทำเองได้ที่บ้าน บทความนี้จะพาไล่เรียงตั้งแต่กระบวนการแปรรูปโกโก้เป็นช็อกโกแลต ไปจนถึงตัวอย่างเมนูของหวานที่ใช้ช็อกโกแลตเป็นพระเอก พร้อมเทคนิคการเลือกช็อกโกแลตจากเปอร์เซ็นต์โกโก้ตามข้อมูลที่มีอยู่ในเอกสาร

1. เสน่ห์ของช็อกโกแลตและประวัติ/กระบวนการที่น่าสนใจ
จากข้อมูลที่มี จะเน้นไปที่ กระบวนการทำช็อกโกแลตในเชิงโรงงาน มากกว่าประวัติศาสตร์ในเชิงเวลา แต่ก็ช่วยให้เห็นเสน่ห์ของช็อกโกแลตจากมุมมอง “เบื้องหลังการผลิต” ได้อย่างชัดเจน
เมื่อได้เมล็ดโกโก้ที่ผ่านการหมักและการตากแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการนำเมล็ดไปคั่ว โดยใช้ เครื่องคั่วเมล็ดโกโก้ ที่ให้ความร้อนสม่ำเสมอและทั่วถึงทุกเมล็ด การคั่วที่ดีจึงเป็นจุดเริ่มต้นของกลิ่นและรสชาติที่ดีของช็อกโกแลต
จากนั้นจะใช้เครื่องจักรหลายชนิดต่อเนื่องกัน ได้แก่
WINNOWER (Roasted cocoa beans crusher)
เป็นเครื่องกะเทาะเมล็ดโกโก้ แยกเนื้อและเปลือกออก โดยใช้ใบมีดบดเมล็ด และลมช่วยดันเปลือกออก เปลือกจะออกทางช่องแยกต่างหาก ส่วนเนื้อที่เรียกว่า นิปส์ (NIBS) จะออกทางด้านล่าง เพื่อนำไปเข้ากระบวนการต่อไปGRINDER PLUS (Turns cocoa nibs into a mass)
เครื่องนี้ช่วยบดนิปส์หรือถั่วให้เป็นเนื้อหยาบ ก่อนส่งต่อให้เครื่องบดละเอียดความเร็วสูง ทำให้กระบวนการต่อเนื่องรวดเร็วและประหยัดเวลาMICRON (Ball refiner for spreadable cream, ice cream paste and chocolate production)
เป็นเครื่องบดละเอียดความเร็วสูง ช่วยให้ช็อกโกแลตหรือเนยถั่วกลายเป็นเนื้อครีมแบบสเปรด เนียนละเอียด เหมาะสำหรับครีมทาขนมปัง ไอศกรีมพาสต์ และช็อกโกแลตสำหรับงานผลิตต่าง ๆCONCA (Melting mixer for chocolate bean to bar production)
เครื่องผสมและกวนวัตถุดิบให้เข้ากัน เช่น นมผง น้ำตาล รวมเข้ากับเนื้อช็อกโกแลต ทำให้ส่วนผสมกลมกลืนกันTEMPERING CHOCOLATE
เครื่องรักษาและควบคุมอุณหภูมิของช็อกโกแลต เพื่อให้ช็อกโกแลตขึ้นรูปเป็นบาร์ได้ดี มีความเงางาม และยังต่อหัวเครื่องไปใช้เป็นช็อกโกแลตเคลือบ เช่น ผลไม้เคลือบช็อกโกแลต เวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลต เป็นต้น
จากลำดับขั้นตอนเหล่านี้ จะเห็นว่า คุณภาพของช็อกโกแลต ขึ้นอยู่ทั้งกับวัตถุดิบ (เมล็ดโกโก้ที่ผ่านการหมักและตากอย่างเหมาะสม) และคุณภาพของเครื่องจักร ที่ช่วยให้รสชาติและเนื้อสัมผัสคงที่สม่ำเสมอสำหรับผู้บริโภค
2. ประเภทของช็อกโกแลตและความต่างของดาร์กจากเปอร์เซ็นต์โกโก้
ในข้อมูลมีการยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ดาร์กช็อกโกแลต Van Houten สองชนิด ซึ่งช่วยให้เห็นภาพเรื่อง “เปอร์เซ็นต์โกโก้” ได้ชัดเจนขึ้น
Van Houten Dark Chocolate 53%
มีข้อมูลว่าเป็นดาร์กช็อกโกแลตที่ระบุเปอร์เซ็นต์ 53% มีรูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้เลือก เช่น แบ่งขาย 200 กรัม, 500 กรัม, แพคเกจ 1 กิโลกรัม, ยกลัง 10 กิโลกรัม ช่วงราคาประมาณ 150.00 – 6,550.00 บาท (ตามปริมาณ)Van Houten Dark Chocolate 65.7% 1 kg
เป็นดาร์กช็อกโกแลตอีกตัวที่ระบุเปอร์เซ็นต์โกโก้สูงขึ้นคือ 65.7% และมีรูปแบบแบ่งขาย 200 กรัม, 500 กรัม, 1 กิโลกรัม, และยกลัง 10 กิโลกรัม ช่วงราคา 195.00 – 8,850.00 บาท
แม้ข้อมูลจะไม่ได้อธิบายโดยตรงว่าความเข้มข้นของรสชาติแตกต่างกันอย่างไร แต่จากตัวเลขที่ระบุ สามารถใช้เพื่อ แยกประเภทดาร์กช็อกโกแลต ได้ว่า ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวเน้นเปอร์เซ็นต์โกโก้ไม่เท่ากัน ผู้ใช้จึงสามารถเลือกตามต้องการได้ เช่น หากต้องการดาร์กที่มีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้น ก็อาจเลือกตัว 65.7%
ข้อมูลที่มีไม่ได้กล่าวถึงมิลค์ช็อกโกแลตหรือไวท์ช็อกโกแลตโดยตรง จึงไม่สามารถสรุปรายละเอียดของทั้งสองประเภทได้จากชุดข้อมูลนี้

3. ประโยชน์ต่อสุขภาพของดาร์กช็อกโกแลตจากข้อมูลที่มี
ในเอกสารไม่มีการกล่าวถึง ประโยชน์ทางสุขภาพ ของช็อกโกแลตหรือดาร์กช็อกโกแลตโดยตรง ไม่มีข้อมูลด้านโภชนาการหรือผลต่อร่างกาย ดังนั้นจึงไม่สามารถสรุปหรือขยายความเรื่อง “ดีต่อสุขภาพ” ได้จากข้อมูลชุดนี้โดยไม่เพิ่มข้อเท็จจริงจากภายนอก
4. ช็อกโกแลตทำให้อ้วนหรือเป็นสิวหรือไม่ (ในมุมข้อมูลที่ปรากฏ)
ในข้อมูลที่มี ไม่มี การกล่าวถึงประเด็นเรื่องน้ำหนักตัวหรือปัญหาสิวที่เกี่ยวข้องกับช็อกโกแลต จึงไม่สามารถตอบหรือวิเคราะห์ข้อสงสัยนี้ได้จากชุดข้อมูลโดยตรง และไม่อาจสรุปเชิงสาเหตุหรือผลกระทบใด ๆ เพิ่มเติมได้
5. เทคนิคเลือกซื้อช็อกโกแลตและการดูเปอร์เซ็นต์โกโก้จากตัวอย่างสินค้า
แม้จะไม่มี “คู่มือเลือกซื้อ” อย่างเป็นทางการ แต่เราสามารถดึงแนวทางพื้นฐานจากข้อมูลสินค้าได้บางส่วน
จากตัวอย่าง Van Houten:
สินค้าระบุ เปอร์เซ็นต์โกโก้ ชัดเจน เช่น 53% และ 65.7%
ระบุ รูปแบบบรรจุภัณฑ์ เช่น แบ่งขาย 200g, 500g, 1kg, และยกลัง 10kg
มี ช่วงราคา ที่สัมพันธ์กับปริมาณสินค้า
จากข้อมูลนี้ สามารถใช้เป็นแนวทางกว้าง ๆ ในการเลือกช็อกโกแลตได้ว่า:
การดู เปอร์เซ็นต์โกโก้ เป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้ซื้อใช้ในการตัดสินใจ โดยเฉพาะเมื่อจะนำไปใช้ทำขนมที่ต้องการรสช็อกโกแลตชัดเจนหรือกำหนดรสหวาน-ขมตามสูตร
การมีขนาดบรรจุให้เลือกหลายแบบ ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกปริมาณให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น ทดลองสูตรใช้ปริมาณน้อย หรือผลิตจำนวนมากใช้ยกลัง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น วิธีเลือกกลิ่น เนื้อสัมผัส หรือระดับความหวาน จึงไม่สามารถขยายความในส่วนนั้นได้
6. ไอเดียเมนูของหวาน: เมลอนปังรสช็อกโกแลตทำเองที่บ้าน
ข้อมูลเมนู เมลอนปังรสช็อกโกแลต (Chocolate Melon Bread) แสดงให้เห็นตัวอย่างการนำช็อกโกแลตไปใช้ในขนมโฮมเมดอย่างละเอียด ทั้งส่วนผสมและวิธีทำ
6.1 ภาพรวมขนมเมลอนปังรสช็อกโกแลต
เมลอนปังเป็นขนมปังสไตล์ญี่ปุ่น เป็นขนมปังก้อนกลมหุ้มด้วยแผ่นคุกกี้กรุบกรอบ ด้านบนทำลายตาราง มองดูคล้ายลูกเมลอน จึงเป็นที่มาของชื่อ “เมลอนปัง” แม้ว่าในตัวขนมจะไม่มีส่วนผสมเมลอนจริงก็ตาม
เวอร์ชันในข้อมูลเป็น เมลอนปังรสช็อกโกแลต ที่มีจุดเด่นคือ
ไม่ต้องแปะหน้าคุกกี้ทีละก้อน แต่แปะเป็นแผ่นใหญ่ทั้งพิมพ์ แล้วค่อยดึงแบ่งตอนเสิร์ฟ
ด้านในเพิ่มรสช็อกโกแลตแบบจัดเต็ม มีการใช้ช็อกโกแลตเป็นไส้ (ใช้ช็อกโกแลตกระดุมเพื่อความสะดวก แต่สามารถใช้ช็อกโกแลตบาร์ได้)
หากชอบหวานสามารถเพิ่มปริมาณช็อกโกแลตไส้ได้ โดยไม่มีผลต่อโครงสร้างเนื้อขนมปัง เพียงแต่ถ้าไส้หวานมากจะทำให้รู้สึกว่าเนื้อขนมปังจืดลงเมื่อเปรียบเทียบ
6.2 ส่วนผสมเมลอนปังรสช็อกโกแลต (ต่อพิมพ์ 15 ซม.)
สำหรับโดขนมปัง
แป้งขนมปัง 156 กรัม
ผงโกโก้แบบไม่ผสมน้ำตาล 4 กรัม
น้ำตาลคิบิ (น้ำตาลอ้อยญี่ปุ่น) 15 กรัม หรือใช้น้ำตาลไม่ขัดสีแทนได้
เกลือ 2.5 กรัม
ยีสต์ 2 กรัม
น้ำเปล่า 110 กรัม
เนย 11 กรัม
ช็อกโกแลตสำหรับทำไส้ (sweet chocolate) 3 กรัม ต่อขนมปัง 1 ก้อนเล็ก
สามารถใช้ดาร์กช็อกโกแลตหรือช็อกโกแลตแบบอื่นได้ตามชอบ แต่ไม่แนะนำช็อกโกแลตชิพส์
หากชอบหวานสามารถใส่มากกว่าสูตรได้
สำหรับหน้าคุกกี้
เนย 17 กรัม
น้ำตาล 30 กรัม
แป้งเค้ก 50 กรัม
ผงโกโก้แบบไม่ผสมน้ำตาล 2.5 กรัม
อัลมอนด์ป่น (แป้งอัลมอนด์) 7 กรัม
นมถั่วเหลือง 15 กรัม (ใช้นมสดรสจืดแทนได้)
น้ำตาลทรายป่นเล็กน้อยสำหรับโรยหน้า

6.3 วิธีทำโดยสรุป
นวดโด
ผสมทุกอย่างยกเว้นเนย นวดให้เข้ากัน จากนั้นใส่เนย นวดต่อจนแป้งขึงฟิล์มได้ แล้วพักให้โดขึ้นฟูประมาณ 2 เท่าขึ้นรูปก้อนขนมปังและใส่ไส้ช็อกโกแลต
ไล่ลมเบา ๆ แบ่งแป้งเป็น 9 ส่วนเท่า ๆ กัน คลึงกลม แล้วคลึงให้แบน ใส่ช็อกโกแลตตรงกลาง รวบแป้งให้สนิทจัดวางลงพิมพ์และพักให้ฟู
สเปรย์น้ำมันบาง ๆ บนพิมพ์เค้ก วางโดลงในพิมพ์ คลุมและพักในที่อุ่นจนแป้งฟูเต็มพิมพ์
สูตรนี้ไม่ได้รองกระดาษไขก็เคาะออกจากพิมพ์ได้ แต่ถ้าไม่มั่นใจสามารถรองกระดาษได้เตรียมหน้าคุกกี้
นำเนยออกจากตู้เย็นให้คลายตัวเล็กน้อย ตีเนยกับน้ำตาลจนเนยฟูขึ้นมานิดหน่อย เติมนม จากนั้นร่อนแป้งเค้ก ผงโกโก้ และอัลมอนด์ป่นรวมกันแล้วใส่ลงไป ใช้ไม้พายผสมให้เข้ากันคลึงหน้าคุกกี้
คลึงหน้าคุกกี้ให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 15 ซม. แนะนำให้คลึงบนกระดาษรองอบหรือฟิล์มถนอมอาหารเพื่อไม่ให้ติดไม้นวดแป้ง จากนั้นแช่เย็นประกอบและอบ
เมื่อโดฟูเต็มพิมพ์แล้ว ให้วางหน้าคุกกี้ลงบนโด โรยน้ำตาลทรายป่นให้ทั่ว อบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส 20–25 นาที
เมนูนี้สะท้อนให้เห็นการใช้ช็อกโกแลตทั้งในรูปแบบผงโกโก้ (ในโดและหน้าคุกกี้) และช็อกโกแลตแท่งหรือกระดุมสำหรับไส้ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีในการต่อยอดช็อกโกแลตจากวัตถุดิบสู่ของหวานโฮมเมด
บทสรุป: จากกระบวนการโรงงานถึงความสุขบนโต๊ะขนม
จากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นภาพตั้งแต่
เมล็ดโกโก้ที่ผ่านการหมักและตาก
การคั่ว การกะเทาะแยกนิปส์ การบดหยาบ-ละเอียด การผสมวัตถุดิบ และการเทมเปอร์ด้วยเครื่องจักรเฉพาะทาง
การเลือกใช้ดาร์กช็อกโกแลตที่มีเปอร์เซ็นต์โกโก้ต่างกันในรูปแบบผลิตภัณฑ์ Van Houten
ไปจนถึงการนำช็อกโกแลตไปใช้ทำเมลอนปังรสช็อกโกแลตแบบโฮมเมด
แม้ข้อมูลจะไม่ได้ครอบคลุมทุกประเด็น เช่น ประโยชน์ด้านสุขภาพ หรือผลต่อปัญหาสิวและน้ำหนักตัว แต่ก็เพียงพอให้เห็นว่า ช็อกโกแลตที่ดี ต้องอาศัยทั้งวัตถุดิบที่ผ่านกระบวนการอย่างเหมาะสม เครื่องจักรที่ช่วยควบคุมคุณภาพ และการเลือกใช้ช็อกโกแลตหรือโกโก้ให้เหมาะกับเมนู เมื่อทุกส่วนลงตัว ช็อกโกแลตจึงกลายเป็นทั้งวัตถุดิบในโรงงานและส่วนผสมในขนมโฮมเมดที่มอบความพึงพอใจให้ผู้กินได้อย่างเต็มที่ภายใต้ข้อมูลที่มีอยู่ในบทความนี้

